Sunday, October 19, 2014

ตัวชี้วัดชุมชนปรับตัวได้

          เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนา Asian Forum on Corporate Social Responsibility (AFCSR) ครั้งที่ 13 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิบปินส์ ภายใต้ธีม Building Resilient Communities เพื่อให้เข้าใจแนวคิดนี้มากขึ้นจึงได้ทำการค้นคว้าและพบว่า Resilience หรือในภาษาไทยแปลกันว่า ยืดหยุ่นปรับตัวได้นั้นคือความสามารถในการปรับตัวและฟื้นตัวเมื่อเผชิญกับความกดดันยากลำบากหรือภาวะวิกฤต คุณสมบัตินี้ถ้าเป็นระดับปัจเจกบุคคลถือว่าเป็นคุณสมบัติที่สำคัญพอๆ กับ IQ หรือ EQ บุคคลระดับผู้นำของโลกไม่ว่าจะเป็นริชาร์ด แบรนสัน  (Richard  Branson) เจ้าของสายการบินชื่อดังของโลก   เวอร์จิ้น แอร์ไลน์  (Virgin Airlines)  และเจ้าของธุรกิจมากกว่า 360 บริษัท ที่ใช้ชื่อการค้าว่า Virgin ตอนนี้มีคำนำหน้าเป็นเซอร์ริชาร์ด แบรนสัน ที่ต้องผ่านขวากหนามโดนเรียกคืนสัมปทานการบิน เสี่ยงกับการล้มละลาย แต่ด้วยสติและความมีอารมณ์ขัน ความคิดสร้างสรรค์และความยืดหยุ่นในการแก้ปัญหาก็ทำให้เขากลายเป็นตัวอย่างความสำเร็จของผู้ประกอบการที่ไม่เคยหยุดให้กับปัญหาใดๆ หรือหญิงเหล็กอย่างฮิลลารี่ คลินตัน (Hillary Clinton) ก็ได้รับการกล่าวขวัญในหนังสือที่ชื่อว่า Leadership Secretes of Hillary Clinton ว่าความลับสู่ความสำเร็จในการเป็นผู้นำและการนำไปสู่อำนาจ ในการก้าวข้ามอุปสรรคและฝั่งตรงกันข้าม เพราะเธอมีคุณสมบัติในการยืดหยุ่นปรับตัวได้ เธอจึงสามารถกลับมายืนบนเวทีการเมืองและมีผู้สนับสนุนให้เธอลงสมัครตำแหน่งประธานาธิบดีตลอดเวลา

ในเชิงสังคมและชุมชน คุณสมบัติที่ยืดหยุ่นปรับตัวได้ (Resilience) ซึ่งกลายมาเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้ชุมชนอยู่ดีมีสุขได้อย่างยั่งยืน ด้วยว่าสังคมปัจจุบันเป็นสังคมที่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สาธารณสุข การเมือง สังคม สิ่งแวดล้อมและแม้กระทั่งภัยธรรมชาติ ดังนั้นสังคมและชุมชนจึงอยู่บนความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบเหล่านั้นตลอดเวลาและอาจรวดเร็วขึ้นกว่าในอดีตอันเนื่องจากพลังโลกาภิวัฒน์ ในวงของการสัมมนานี้จึงพูดกันถึงกลไกของ CSR ที่สามารถจะเป็นจุดเชื่อมธุรกิจ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ในการช่วยสร้างชุมชน สังคม ที่สามารถรับแรงกระเทือนจากความเปลี่ยนแปลงแต่ยังมีความหวังจะต่อสู้อุปสรรค และกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข
หัวข้อหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานล้นหลามกระทั่งผู้จัดต้องเสริมที่นั่งกันเกือบล้นออกนอกห้อง คือหัวข้อตัวชี้วัดและการวัดผลความสามารถในการยืดหยุ่นและปรับตัวได้ (Resilience)     ซึ่งนำเสนอโดยด็อกเตอร์คริสทีน แก็บบี้ จากสถาบัน Torrons Resilience Institute แห่งเมือง Adelaide ออสเตรเลีย กระบวนการสร้างความยืดหยุ่นและปรับตัวได้นี้  อาจารย์แก็บบี้ได้ชี้ว่าเป็นกระบวนการที่มีชีวิต (Living Process) กล่าวคือต้องการมีประเมินอยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยตัวอย่างที่ยกมาในประเทศอออสเตรเลียนั้นได้มีการจัดคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้คนหลากหลายจากในชุมชนมาร่วมกันติดตามและตรวจสอบศักยภาพของการมีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ โดยทางสถาบัน Torrons Resilience Institute ได้จัดทำเครื่องมือ Resilience Scorecard โดยเครื่องมือนี้จะมีประโยชน์ต่อพื้นที่ของชุมชนในการเตรียมพร้อมรับกับภัยพิบัติหรือสถานการณ์อ่อนไหวซึ่งอาจนำมาซึ่งเหตุรุนแรงต่างๆ ได้ รวมไปถึงการสร้างแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อเข้าถึงทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นบุคคล องค์กร องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องในชุมชนนั้น ในการศึกษาของสถาบันนี้ หากชุมชนนั้นเป็นชุมชนที่ปรับตัวได้ มีเสถียรภาพและมีศักยภาพสู่การยืดหยุ่น ชุมชนจะมีความสามารถดังนี้คือ1.      สามารถบริหารจัดการระบบต่างๆ ในชุมชนนั้นได้แม้เกิดเหตุวิกฤต (Crisis) ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม แผ่นดินไหว เหตุประท้วงหรือเหตุอื่นๆ2.      สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ทางกายภาพ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เพื่อตอบรับกับแรงกระทบที่เข้ามาได้3.      สามารถพึ่งพาตนเองได้หากโดนตัดขาดจากความช่วยเหลือภายนอกโดยในหัวข้อ
Scorecard จะถูกแบ่งออกเป็น 4 หัวข้อใหญ่ๆ คือ 1. ความเชื่อมโยงในชุมชน (Connectedness) โดยวัดจากความเชื่อมโยง การสื่อสาร และการสนับสนุนกันและกันของสมาชิกในชุมชน 2. ความเสี่ยงต่างๆและกลุ่มคนในชุมชนที่มีความเปราะบางและต้องการความช่วยเหลือ (Risk/Vulnerability) โดยวัดจากการวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงต่างๆ ในพื้นที่ ลักษณะของกลุ่มคนในชุมชนทั้งแบบที่แข็งแรงอยู่แล้วหรือเป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ 3. แผนและกระบวนการ (Process) ในหัวข้อนี้จะมีการวัดระดับการเตรียมพร้อมในแผนการและระบบต่างๆ รวมไปถึงการมีส่วนร่วมในแผนต่างๆ เพื่อฟื้นฟู หรือตอบรับกับเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบกับชุมชนทั้งในระดับครัวเรือนและระดับวงกว้าง      4. ทรัพยากร (Available Resources) เป็นการวัดระดับความพร้อมทางด้านสาธารณูปโภค ถนน น้ำ ไฟ แหล่งอาหาร สาธารณสุข รวมไปถึงรายได้ สถานะทางเศรษฐกิจ สถานศึกษาและองค์ความรู้

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่า การสร้างคุณสมบัติด้านการยืดหยุ่นและปรับตัวได้นั้นเป็นกระบวนการระยะยาว และต้องการการมีส่วนร่วมจากชุมชน นับจากสมาชิกปัจเจก ระดับครอบครัว ระดับกลุ่มและในภาพรวมทั้งหมด ที่ประเทศออสเตรเลียโดยสถาบัน Torrons Resilience Institute จึงได้จัดทำคู่มือ Tool Kit เพื่อเป็นกรอบแนวทางให้กับชุมชนต่างๆได้นำไป ปรับใช้และเน้นสิ่งที่สำคัญในการสร้าง Resilience คือคณะกรรมการของชุมชนที่จะต้องร่วมประชุมเพื่อประเมินและติดตามผลตามหัวข้อใน Scorecard และจะต้องมาจากหลากหลายกลุ่มในชุมชน เพื่อให้ครอบคลุมความคิดเห็นโดยรวม

ในวันนี้ที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา นี่อาจเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยสร้างความอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืนให้กับ ชุมชนสังคมที่ต้องโดนท้าทายจากสถานการณ์ความน่ากลัวไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรุนแรง การเมือง โรคระบาด เศรษฐกิจทดถอย และวัฒนธรรมเสื่อมหายไปกับการพัฒนาสมัยใหม่

พีรานันต์ ปัญญาวรานันท์

ผู้จัดการโปรแกรมความรับผิดชอบต่อสังคม

สถาบันคีนันแห่งเอเซีย



Monday, October 13, 2014

อัจฉริยะด้วยหมวกหกใบตอนที่ 3: หมวกเหลือง เรื่องดี ๆ ที่เราเลือกได้

สวัสดีคุณผู้อ่าน สัปดาห์นี้เข้าสู่ตอนที่สามของเรื่องการคิดแบบหมวก 6 ใบแล้ว โดยจะเป็นตอนต่อจากสัปดาห์ที่แล้วที่คุยกันถึงเทคนิคการใช้หมวกแดงเพื่อให้เราสามารถปลดปล่อยและเก็บเกี่ยวอารมณ์ความรู้สึกของเราเองที่มีต่อข้อมูลที่เราได้รับมาจากหมวกขาว

ว่าแล้วสัปดาห์นี้เรามาคุยกันต่อถึงหมวกใบที่สามของเราดีกว่า นั่นคือ “หมวกเหลือง” โดย Edward de Bono จงใจใช้สีเหลืองเพราะต้องการสือถึง “มุมมองด้านบวก” ที่มีต่อข้อมูลที่เราได้มาจากการเปิดรับด้วยหมวกขาว (ไม่ใช่แดง)

ทั้งนี้โดยมากแล้วเราจะใช้หมวกเหลืองต่อจากหมวกแดง สิ่งแรกที่จะต้องทำก่อนคือการถอด “หมวกแดง” ออก ห้ามอารมณ์ค้าง ไม่ต้อง Feel ไม่ต้องอิน เอิบอิ่ม หรือ กรี๊ดกราด เอาจิตกลับไปอยู่ที่ข้อมูลที่รับมาจากหมวกขาวเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ดี ด้วยมุมมองด้านนี้สำคัญไม่แพ้ด้านอื่น ๆ เพียงแต่เราไม่ค่อยได้ฝึก ดังนั้นการสวมหมวกเหลืองจึงเป็นช่วงสำคัญที่ให้เราได้มีโอกาสคิด ใคร่ครวญ และ มองหาสิ่งที่ดี ๆ เพื่อให้เราไม่พลาดโอกาสที่อยู่ในข้อมูลที่เรากำลังพิจารณาอยู่โดยไม่มีการรบกวนจากการคิดในมุมมองอื่น ๆ ลองใช้เทคนิคต่อไปนี้ดูนะ
เทคนิคที่ 1 ใช้ “ถ้า” หลาย ๆ ท่า คำว่า “ถ้า” ในทางวิชาการคือคำถามเชิงวิจัยนะ เพราะเราต้องมีสมมติฐาน บางอย่าง ซึ่งในชีวิตจริงเราใช้คำนี้บ่อยเหลือเกินแต่เรากลับรู้สึกว่าวิจัยเป็นเรื่องไกลตัว เทคนิคนี้คือการใช้คำว่า “ถ้า” ในหลาย ๆ แบบกับข้อมูลที่ได้มาจากหมวกขาว การใช้ “ถ้า” เป็นการบอกว่าเรามองเห็นความเชื่อมโยงยางอย่างออก ดังนั้นสิ่งที่เราจะ List ออกมาจะไม่ได้เกิดจากการเดา แต่จะมีหลักคิดอะไรบางอย่างติ่งไว้อยู่เสมอ
เทคนิคที่ 2 กระจายประโยชน์ ลองมองหาจุดที่ให้เราเกาะความคิดไปได้โดยสะดวก เช่น จากข้อมูลที่เราได้รับมีถ้าเป็นจริง อะไรบ้างที่จะเป็นข้อดีที่เกิดกับเรา? อะไรบ้างที่จะเป็นข้อดีกับครอบครัวเรา? อะไรบ้างที่จะเป็นข้อดีกับองค์กรเรา? ฯลฯ ได้ทุกระดับจนถึงระดับชาติ หรือ ระดับโลก แบบนี้เราจะได้ List มุมมองด้านบวก ๆ ออกมาอีกเยอะเลย
เทคนิคที่ 3 ปัจจุบันหรืออนาคต มีคนถามบ่อยมากเวลาใช้หมวกเหลือว่าให้คิดจากสิ่งที่เกิดมาแล้ว เป็นอยู่ หรือ จะเป็นดีล่ะ จริง ๆ แล้วได้หมดแต่จะเป็นประโยชน์กว่าคิดถึงสิ่ง “เป็นอยู่” กับ “จะเป็น” เทคนิคนี้คือเราเอา อาจจะแยกคิดเห็นข้อดีในปัจจุบันกับข้อดีในอนาคตก็ได้ เป็นการใช้เทคนิคหมวกเหลือแบบคาบเกี่ยวหลายช่วงเวลา แต่อนาคตที่ว่าก็ต้องกะให้พอเหมาะนะ บางทีโจทย์เล็ก ๆ เช่นว่าจะย้ายงานแต่คิดไปถึงหลังเกษียณก็ยาวไปหน่อย เอาให้พอดี ๆ
เทคนิคที่ 4 เอาให้ตรงประเด็น หากเทคนิคที่ 1 – 3 ที่ผ่านมาเอาไว้สำหรับคุณผู้อ่านที่ไม่คุ้นกับการ Brainstorm หรือคิดไม่ออก แต่ถ้าคิดออกแล้วรู้สึกว่า “เยอะไป” ก็มาใช้เทคนิคที่ 4 นี้ดู โดยให้เตือนตัวเองว่าหมวกเหลืองเป็นเพียง 1 ใน 6 ของหมวกทั้งหมดที่เรามี หากเริ่มรู้สึกว่า List ไปวนไปแล้วล่ะก็อาจจะต้องเริ่มเลือกมองหาส่วนที่ดีที่ตอบโจทย์กับความต้องการ เช่น ข้อดีของการเรียนต่อ แต่งงาน ตัดสินใจอะไรบางอย่าง ฯลฯ เพราะการมุ่งประเด็นจะช่วยให้เราใช้หมวกเหลืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เทคนิคที่ 5 อย่ายึดติด อย่าลืมว่าหมวกเหลืองเป็นการคิดที่อาศัยข้อมูลที่มาจากหมวกขาว บางครั้งข้อมูลแรกที่เราได้มาทำให้เรามองเห็นอะไรที่ฟรุ้งฟริ้งมากเลย แต่พอกลับไปสวมหมวกขาวเพื่อค้นข้อมูลเพิ่มกลับพบความจริงใหม่ ๆ ที่เข้ามาเสริม แบบนี้ต้องบอกว่าเราต้องกล้าที่จะคิดใหม่ด้วย ไม่เช่นนั้นเราจะโดนหมวกเหลืองตัวเองหลอกเอาได้ อันนี้ไม่ง่ายนักเพราะต้องหักใจออกมา อย่าลืมว่า List ได้ก็ลบได้เสมอ ดังนั้นอย่ายึดติด เพราะหมวกเป็นแค่เครื่องมือในการคิดตามหน้าที่ของมันเท่านั้น
เทคนิคเสริมคืออาจจะมองได้ว่าหมวกเหลืองเป็นการระดมสมองอย่างหนึ่ง (Brainstorm) ดังนั้นตอนใช้โดยเฉพาะเวลาคิดหลาย ๆ คนอย่าเพิ่งห่วงเรื่องถูก/ผิด คิดออกมาก่อน อย่าเพิ่ง Kill Idea ในระหว่างคิดเพราะเอาหรือไม่เอาเป็นอีกเรื่อง แต่ถ้าคิดไม่ออกดูจะเป็นเรื่องมากกว่า สุดท้ายเมื่อเราพร้อมจะถอดหมวกเหลืองแล้วก็ขอให้ถอดออกไปจริง ๆ ถอดแล้ววาง จะมาใส่อีกทีเมื่อไหร่ค่อยว่ากันใหม่
เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับการฝึกเพื่อมองหาข้อดีของข้อมูลต่าง ๆ ที่เราได้รับมา ผมรู้ว่ามันไม่ง่ายสำหรับบางคนเพราะแนวโน้มแล้วหลายคนอาจจะถนัดหมวกดำมากกว่า ซึ่งสัปดาห์หน้าเราจะมาคุยกันในเรื่องนั้น ดังนั้นเทคนิคที่ให้จึงเน้นการคิดให้มองเห็นมุมมองด้านบวกให้ได้เยอะ ๆ ก่อน ใช่ไม่ใช้คิดออกมาแล้วค่อยเลือกก็ยังไม่สาย

สำหรับ Ministry of Leaning – The Series: อัจฉริยะด้วยหมวกหกใบตอนที่ 3 นี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอให้มีความสุขในการมองหาสิ่งดี ๆ รอบ ๆ ตัว ตอนต่อไปเราจะมาฝึกมองโลกในด้านมึด (Dark Side) ด้วยหมวกดำ จะน่ากลัวแค่ไหนก็ไปตามกันต่อได้ สำหรับวันนี้สวัสดี


เขียนโดย 
คุณโชดก ปัญญาวรานันท์ 
ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรมนวัตกรรมการศึกษา 

สถาบันคีนันแห่งเอเซีย

Wednesday, October 8, 2014

อัจฉริยะด้วยหมวกหกใบตอนที่ 2: หมวกแดง เทคนิคในการปล่อยอารมณ์อย่างเหนือชั้น

สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่าน ในที่สุดเราก็มาถึงสัปดาห์สุดท้ายของปีงบประมาณแล้ว ก็ขออนุญาติเป็นกำลังใจให้คุณผู้อ่านทุกท่านให้ได้รับการ Promote แต่งตั้ง เลื่อนขั้น หรือ มียอดขายสวย ๆ ให้เป็นแรงใจในการเติบโตต่อไป
สำหรับ Ministry of Learning สัปดาห์นี้จะเป็นตอนที่สองของ The Series เรื่องการคิดแบบหมวก 6 ใบ โดยในตอนแรกเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราคุยกันถึงเทคนิคการเปิดรับข้อมูลด้วย “หมวกขาว” ตาม Link นี้ ซึ่งคุยกันถึงแนวคิดและเทคนิคในการใช้หมวกขาวที่จะทำให้เราสามารถเก็บเกี่ยวข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ตรง และ สามารถนำไปสู่การคิดต่อยอดในหมวกอื่น ๆ ได้อย่างไร
สำหรับหมวกใบที่สองที่เราจะคุยกันวันนี้คือ “หมวกแดง” ซึ่งสีแดงนั้น Edward de Bono เจ้าของทฤษฎีนี้เลือกใช้สีแดงเพื่อสื่อถึง “อารมณ์และความรู้สึก” ด้วยเรื่องอารมณ์และความรู้สึกเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ เพราะมีความเกี่ยวโยงกับความสุขทุกข์ในชีวิตเรามากเหลือเกิน บางคนที่ผมรู้จักเป็นคนเก่งมีความสามารถ แต่ไม่สามารถบริหารอารมณ์ตัวเองได้ สุดท้ายปล่อยให้อารมณ์ตัดโอกาสความก้าวหน้าในชีวิตของตัวเองไปอย่างน่าเสียดาย
สิ่งที่เราควรรู้จักก่อนคืออารมณ์และความรู้สึกเกิดขึ้นได้ง่ายและเร็วมาก หลายทีที่เรารับรู้ข้อมูลอะไรมาก็เผลอใส่อารมณ์เข้าไปโดยที่ยังไม่ทันได้วิเคราะห์ข้อมูลก็มีบ่อย ๆ นำไปสู่ความขัดแย้งโดยไม่จำเป็นเลย ดังนั้นการมีหมวกแดงจึงเป็นการ “เปิดโอกาส” ให้เรารู้สึก แลกเปลี่ยน และจอดอารมณ์ของเรากับเพื่อนเราไว้ได้อย่างเหมาะสม โดยผมมีเทคนิคเสริมให้ดังต่อไปนี้
เทคนิคที่ 1 Focus ให้ถูกที่ เทคนิคแรกนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด เพราะการคิดด้วยหมวกหกใบนั้นมีความสำคัญที่จะต้อง Focus อยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในที่นี้คือ “ข้อมูล” ที่เราเปิดรับมาด้วยหมวกขาวแล้วเท่านั้น เน้นว่าเป็น “อารมณ์ของเราเอง” ไม่ต้องไปรู้สึกแทนใคร หรือ เอาเราไปอยู่ในเหตุการณ์ไหน แต่ให้มองความรู้สึกที่มีต่อเหตุการณ์นั้น ๆ ที่มากระทบใจเราเป็นหลักถึงจะเป็นความรู้สึกเราเองแท้ ๆ ที่มีต่อข้อมูลนั้น ๆ
เทคนิคเสริมที่ผมอยากแนะนำคือเราต้องตัดอารมณ์จากอารมณ์ของคนอื่น ๆ ด้วยนะ บางทีเรามีอารมณ์และความรู้สึกในเรื่องใดเรื่องหนึ่งขัดแย้งหรือตรงข้ามกับเพื่อนของเราก็อย่าได้เอาความแตกต่างทางอารมณ์นั้นมาสร้างเป็นประเด็นใหม่ คิด แลกเปลี่ยน และ วางมันลงอย่างนิ่มนวลจะดีที่สุด
เทคนิคที่ 2 มองและอยู่กับตัวเอง การอยู่กับตัวเองเหมือนจะง่ายนะแต่ไม่น่าจะใช่กับคนสมัยนี้ โดยเฉพาะการมีสื่อสังคมออนไลน์ที่เราสามารถคุยกับใครตอนไหนก็ได้ ทำให้เราขาดทักษะที่หันมาถามใจเราว่า “เฮ้ย คิดอะไรอยู่” เพราะแทนที่จะมีเวลาคุยกับตัวเองเราก็ Post ไปซะแล้ว นานวันเขาเราก็ลืมวิธีจัดการกับความรู้สีกตัวเองเพราะใช้ไปกับตอบ Ment เพื่อนแทน ดังนั้นเทคนิคนี้คือการตัดตัวเองออกมาจากช่องทางที่คุ้นเคย โดยฝึกที่จะมองความรู้สึกตัวเองที่มีต่อข้อมูลให้ได้ ทำได้ง่าย ๆ โดยการหายใจลึก ๆ หลับตาแป็บนึง และ มองหาความรู้สึกโดยสัมผัสจริง ๆ ว่าอารมณ์และความรู้สึกอยู่ส่วนไหน หน้าตาแบบไหน ทำบ่อย ๆ เราจะมีทักษะที่ทำได้เองอธิบายยากแต่ไม่ต่างอะไรกับการหัดหยิบของ หัดพูด หัดเดิน ที่เราทำเป็นอยู่แล้วนั่นไง
เทคนิคที่ 3 หาคำอธิบายที่ใช่ จากประสบการณ์ที่ผมได้ช่วยคนอื่น ๆ ในการระดมสมองมักจะตกม้าตายในเรื่องนี้ เพราะหลายคนไม่สามารถหาคำพูดที่สะท้อนอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองได้อย่างเหมาะสม หลายครั้งผมก็เป็น บางทีกรุ่น ๆ ไม่ทราบเหมือนกันว่าความรู้สึกนั้น ๆ คืออะไร อึดอัดแต่บอกใครไม่ได้ ดังนั้นเทคนิคง่ายคือจับสังเกต (อันนี้เทคนิคส่วนบุคคลมากนะ) เช่น เวลามีอารมณ์โกรธ จิตอยู่แถว ๆ อกมาขึ้นมาถึงลำคอ ทำให้เราเสียงสั่น ปากสั่น เวลามีอารมณ์เสียใจ จิตจะไปอยู่ใต้หูไปถึงจมูก พอดันออกมาโพละ น้ำตาแตกทันที หรือ เวลาอยากได้นั่นนี่นู่นมันละลิงโลดในใจ จิตไปหลังหรือขา จะเดินหน้าท่าเดียว อันนี้สุดแล้วแต่ ดังนั้นต้องหัดและอธิบายได้ ยิ่งอธิบายละเอียดยิ่งทำให้เราเข้าใจตัวเองได้มากเท่านั้น
เทคนิคเสริมถ้า Pro แล้วนะ คือการสังเกตระดับของความรู้สึกด้วยว่ามากน้อยหนักเบาอย่างไร อันนี้จะไม่ยากแล้วเพราะถ้าหาเจอก็แค่ลองวัดดูว่าประมาณไหน ก็จะทำให้เราจิตละเอียดขึ้นเป็นกองแล้ว
เทคนิคที่ 4 ซื่อสัตย์กับตัวเอง ความรู้สึกเป็น “ของเราล้วน ๆ” นะ หลายครั้งที่เราเผลอ “แอบตัดสิน” ความรู้สึกของเราโดยไม่รู้ตัว เช่น รู้สึกอิจฉา รู้สึกหมั่นใส้ รู้สึกไม่แฟร์กับเรา หลายคนที่ผมเจอคืออายที่จะบอกว่าตัวเองรู้สึกแบบนั้น หรือ ไม่อยากเผยความรู้สึกที่ทำให้เราดูแป็นคนเห็นแก่ตัวบ้าง ทั้ง ๆ ที่คำ ๆ นั้นอาจจะเป็นคำอธิบายอารมณ์และความรู้สึกของเราในตอนนั้นได้อย่างชัดเจนที่สุดก็ได้ ดังนั้นความซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เทคนิคง่าย ๆ คือ บอกตัวเองว่าฉันเป็นคนธรรมดา การคิดและการรู้สึกเป็นสิทธิ์ที่พึงมี ไม่ได้เดือดร้อนใคร
เทคนิคเสริมสำหรับมุมที่กลับกันคือ บางครั้งบางเรื่องเราไม่ได้รู้สึกอะไรสักกะอย่างเดียวก็มีนะ ก็ไม่ต้องไปน้อยอกน้อยใจว่าเราผิดปกติ เพราะโลกนี้มี “อารมณ์เฉย ๆ” นะไม่ต้องเหนื่อยประดิษฐ์หรือพยายามให้เราเหมือนใคร ซื่อสัตย์กับตัวเองเข้าไว้และเราจะสะดวกใจขึ้นมาอีกเยอะ
เทคนิคที่ 5 บันทึก เช่นกันกับหมวกอื่น ๆ เราต้องบันทึก โดยเฉพาะอารมณ์และความรู้สึกซึ่งเป็นอะไรที่เกิดขึ้นและผ่านไปเร็วมาก ไม่นิ่ง ดังนั้นเราต้องจับ อธิบาย และ ไม่ลืมที่จะบันทึกความรู้สึกของเราเองเอาไว้ในขณะที่เราสวมหมวกแดงอยู่ ก็จะทำให้เราย้อนกลับมาพิจารณาเมื่อเราต้องการถอยมามองโดยภาพรวมแล้ว
เทคนิคเสริมสุดท้ายคือเมื่อเรา ok กับการสะท้อนความรู้สึกของตัวเองและพร้อมจะถอดหมวกแดงแล้ว ขอให้ถอดหมวกแดงออกไปจริง ๆ โดยเรากลับมาเมื่อไหร่ก็ได้แต่เราต้องไม่ใส่อารมณ์นั้น ๆ ติดออกไปรบกวนการคิดในหมวกใบอื่น ๆ เด็ดขาด
เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับการฝึกเพื่อสะท้อนและเก็บเกี่ยวอารมณ์และความรู้สึกของเราเอง เหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่ายนะเพราะวัฒนธรรมบ้านเราไม่ได้เปิดโอกาสให้เราฝึกทักษะนี้มากนัก อย่ามองว่าเป็นเรื่องดีหรือร้ายแต่ให้อยากให้มองว่าเป็นเครื่องมือหนึ่ง ๆ ที่สามารถเปิดประโยชน์กับทุกคนได้ไม่มากก็น้อย
สำหรับ Ministry of Leaning – The Series: อัจฉริยะด้วยหมวกหกใบตอนที่ 2 นี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอให้มีความสุขกับการเก็บเกี่ยวความรู้สึกของตัวเองอย่างชัดเจน ตอนต่อไปเราจะมาฝึกมองโลกในแง่ดีด้วยหมวกเหลืองกัน จะช่วยให้เราเห็นโอกาสอะไรในชีวิตได้มากน้อยแค่ไหนโปรดติดตาม สำหรับวันนี้...สวัสดี

เขียนโดย 
คุณโชดก ปัญญาวรานันท์ 
ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรมนวัตกรรมการศึกษา 

สถาบันคีนันแห่งเอเซีย

การพัฒนาทักษะชีวิตเรื่องความรู้ในการบริหารการเงินส่วนบุคคล สำหรับกลุ่มนักเรียนนักศึกษา

เยาวชน คือ อนาคตของชาติ เป็นคำทั่วไปที่คนมักพูดถึง หากแต่สังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงในวันนี้นั้น เกิดคำถามว่า เด็กและเยาวชนในปัจจุบันมีทักษะชีวิตที่เพียงพอต่อการก้าวมาเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตหรือไม่ แม้ภายใต้หลักสูตรการเรียนการสอนที่ดูจะบีบรัดอย่างมาก เพื่ออัดความรู้ทุกอย่างที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องคิดว่าจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเด็กในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นชีววิทยา ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ขั้นสูง และอื่นๆ อีกมากมาย แล้วแม้ว่าจะมีการกล่าวว่า เด็กไทยขาดทักษะชีวิต หากแต่เมื่อไปพลิกหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ก็จะพบว่า ในความเป็นจริง ระบบการศึกษาไทยได้มีการบรรจุวิชาที่เกี่ยวข้องกับทักษะชีวิตแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อเน้นการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าในตนเอง การคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ การจัดการกับอารมณ์และความเครียด รวมทั้งการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น หากแต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ค่อนข้างจะเป็นนามธรรมที่วัดและประเมินยากในทางปฏิบัติ สิ่งที่เราอาจจะใช้พิจารณาได้อย่างง่ายๆ คือ ภายใต้สถานการณ์หนึ่งๆ เด็กๆ มีกระบวนการคิด วิเคราะห์และประมวลผล เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างไร และผลลัพธ์จากการตัดสินใจนั้นๆ ดีเพียงพอหรือไม่อย่างไร
                การมีทักษะชีวิตที่เพียงพอสำหรับเด็กและเยาวชนนั้น เป็นประเด็นข้อกังขังจากสังคมระดับหนึ่ง จากผลการประเมินระดับความรู้และความสามารถในการประยุกต์ใช้ อย่าง PISA (Programme for International Student Assessment)พบว่า ระดับความรู้ของเยาวชนไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างน่าห่วง PISA เป็นการประเมินที่ไม่ได้เน้นการคิดท่องจำ แต่เน้นการกระบวนการคิด ตัดสินใจและใช้เหตุผลเพื่อแก้ไขปัญหา รวมทั้งวิเคราะห์และสังเคราะห์ความรู้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ โดยสำรวจระดับความรู้ของเยาวชนอายุ 15 ปีที่จะเป็นอนาคตของชาติว่า สามารถนำความรู้ต่างๆ ที่ร่ำเรียนมาไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไร หรือที่เรียกว่า การรู้เรื่อง (Literacy) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ด้านสำคัญๆ ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหลักในการดำเนินชีวิตและพัฒนาตนเองและสังคม 1. ความรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) คือ การอ่านและสามารถนำสิ่งที่อ่านมาคิดวิเคราะห์ และสะท้อนเป็นความคิดตัวเองได้ 2. การรู้เรื่องคณิตศาสตร์ (Mathematics Literacy) ไม่ใช่แค่การบวกลบคูณหาร หรือถอดสมการ แต่คือการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ รอบตัวด้วยขบวนการเชิงคณิตศาสตร์ 3.การรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ (Science Literacy) ไม่ใช่แค่หลักการทางฟิสิกส์ เคมีและชีววิทยา แต่คือการใช้ความรู้และความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ในการระบุปัญหา ค้นคว้าข้อมูล และใช้ประจักษ์พยานทางวิทยาศาสตร์ จากผลการประเมิน PISA ล่าสุดในปี 2555 นั้น พบว่า คะแนนเฉลี่ยทั้ง 3 ด้านของเด็กไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งหมด 65 ประเทศที่สำรวจในครั้งนี้ และเมื่อเทียบระดับคะแนนกับประเทศต่างๆ พบว่า เด็กไทยมีความรู้อยู่ในลำดับที่ 50 ขณะที่ประเทศอื่นๆ อาทิเช่น เซี่ยงไฮ้ สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน เกาหลีและญี่ปุ่น อยู่ใน 6 ลำดับแรก ส่วนประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น เวียดนาม ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจและการพัฒนาที่เป็นรองกว่าประเทศไทย อยู่ในลำดับที่ 17 นอกจากนี้ มาเลเซียอยู่ในลำดับที่ 52 และอินโดนีเซียอยู่ในลำดับที่ 64 ดังนั้น นี่อาจจะเป็นเพียงแค่หนึ่งของตัวชี้วัดว่า ในความเป็นจริงแล้ว การร่ำเรียนและท่องจำตำราอย่างหนักของเด็กไทยนั้น อาจไม่ใช่แนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถ และทักษะชีวิตที่เพียงพอต่อการก้าวเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต
                ความรู้ทางการเงินเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตของประชาชนในทุกกลุ่ม เพราะเงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนในชีวิตประจำวัน หากแต่การบริหารการเงินและการวางแผนทางการเงินก็เป็นทักษะพื้นฐานที่ควรมีในประชาชนทุกคน แต่ในความเป็นจริง ไม่อาจจะเป็นเยี่ยงนั้น จากผลการสำรวจระดับความรู้ทางการเงินของคนไทยในกลุ่มต่างๆ ในปี 2556 โดยกระทรวงการคลัง พบว่า นักเรียนนักศึกษาเป็นกลุ่มที่มีความรู้ทางการเงินในด้านต่างๆ เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ หรือก็คือ กว่า 50% ของนักเรียนประถมศึกษา และมัธยมศึกษา  และประมาณ 47% ของนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยที่มีคะแนนต่ำกว่า มีคะแนนอยู่ในระดับต่ำที่สุด (L1) และระดับต่ำ (L2) จากทั้งหมด 6 ระดับ โดยประชาชนส่วนใหญ่จะมีระดับความรู้ที่ปานกลางค่อนข้างต่ำ (M1) เป็นอีกประเด็นที่น่าตกใจ เพราะในเมื่อหลักสูตรการเรียนของเด็กๆ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัย ได้มีเนื้อหาและหลักสูตรต่างๆ เหล่านี้รวมอยู่แล้ว แต่ทำไม เด็กรุ่นใหม่ยังคงขาดทักษะด้านนี้อยู่
ผลการสำรวจเหล่านี้ อาจเป็นเพียงตัวชี้วัดหนึ่งที่ก่อให้เกิดคำถามในวันนี้ว่า จริงแล้วหรือ ที่เยาวชนไทยมีทักษะชีวิตที่เพียงพอในการจัดการและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่กำลังจะก้าวเข้าในชีวิตพวกเขา 
ด้วยเหตุนี้ การประชุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องครั้งที่ 2 ของโครงการวิจัย คนไทยก้าวไกล ใส่ใจการเงินโดยสถาบันคีนันแห่งเอเชีย ร่วมกับมูลนิธิซิตี้ จึงจัดเวทีเสวนาระดมสมองในประเด็นเรื่อง การพัฒนาทักษะชีวิตเรื่องความรู้ในการบริหารการเงินส่วนบุคคล สำหรับกลุ่มนักเรียนนักศึกษาขึ้นในวันที่ 28 กรกฎาคม 2557 ที่โรงแรมวินเซอร์ สวีทส์ แอนด์ คอนเวนชั่น โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาไทย อาทิเช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา รวมทั้งหน่วยงานที่สนับสนุนและผลักดันเรื่องการให้ความรู้ทางเงินต่างๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และที่สำคัญคือ ตัวแทนเยาวชนจากทั่วประเทศ มาร่วมระดมสมอง เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาความรู้ด้านการบริหารการเงินส่วนบุคคลแก่กลุ่มเยาวชนต่อไป  

Wednesday, October 1, 2014

อัจฉริยะด้วยหมวกหกใบตอนที่ 1: หมวกขาว ความธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่าน ผมเดาว่าช่วงนี้คุณผู้อ่านคงยุ่งมาก ๆ ทีเดียว เพราะใกล้ปิดปีงบประมาณแล้ว ฝั่งภาคเอกชนคงต้องปั้มตัวเลขกันวุ่นวายไปหมด กลับกับฝั่งภาครัฐที่ต้องปวดหัวเพราะเงินเหลือ ก็ลำบากคนละอย่างเนอะ
สำหรับ Ministry of Learning สัปดาห์นี้จะถอยจากเรื่องเครียด ๆ ในวงการศึกษาเปลี่ยนอารมณ์มาคุยเรื่องการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตัวเองกันบ้างดีกว่า โดยผมได้รับคำแนะนำจากเพื่อนคนหนึ่งว่าไม่ลองเขียนบทความเป็น Series เหรอ? เพราะสามารถลงลึกในเชิงเนื้อหาได้มากขึ้น กอปรกับความเป็น Blog ที่ยังไงคุณผู้อ่านสามารถย้อนกลับไปอ่านบทความที่คาบเกี่ยวกันได้สะดวกอยู่แล้ว เลยขอประเดิม Series แรกด้วยเรื่องการคิดแบบหมวก 6 ใบแล้วกัน

ผมเคยเขียนเรื่อง “การเมือง เรื่องที่ต้องใช้หมวก 6 ใบ” ไปแล้ว โดยในตอนนั้นเป็นการแนะนำเครื่องมือที่ใช้คิดวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองที่ค่อนข้างวุ่นวายเป็นสำคัญ ส่วนครั้งนี้จะเขียนในเชิงของการประยุกต์ในเรื่องทั่ว ๆ ไป ที่ผมในฐานะผู้ใช้คนหนึ่งที่ใช้ตั้งแต่การคิดเพื่อตัดสินใจอะไรคนเดียว หรือ ใช้เพื่อดึงแนวคิดจากทีมเพื่อสร้างอะไรใหม่ ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่านไม่มากก็น้อย
สำหรับตอนแรกจะเป็นหมวกใบแรกที่อยากแนะนำคือ “หมวกขาว” โดยเจ้าของแนวคิดคือ Edward de Bono เลือกใช้สีขาวเพราะต้องการสื่อถึงความบริสุทธิ์ โดยเราจะต้องทำความคิดและสติเราให้พร้อมกับการ “เปิดรับ” ข้อมูลต่าง ๆ ที่จะเข้ามาโดยมีเทคนิคเสริมดังต่อไปนี้
เทคนิคที่ 1 ปรับสมองให้เป็น Info Mode โดยการเลือกรับ “ความจริง” หรือ “ข้อเท็จจริง” เป็นสำคัญ แม้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเราจะดราม่าน้ำตาแตก ก็ขอให้ฟังและสังเกตหาข้อมูลที่ซ่อนอยู่ภายใต้ “ความคิดเห็น” นั้น ๆ เพราะมันใช้เวลาแป็บเดียว ไม่ต้องกลัวคนอื่นหาว่าเราเป็นคนใจหินอะไรเพราะเดี๋ยวเราก็จะต้องใช้หมวกแดงกันอยู่แล้ว มีเวลาให้ปล่อยของแน่นอนไม่ต้องห่วง ดังนั้นจุดเน้นของเทคนิคแรกคือการแก้ตั้งแต่เราจะ Intake ข้อมูลเข้ามาเป็นสำคัญว่าต้องเลือกรับแต่ในสิ่งที่เป็นความจริง ข้อเท็จจริง หรือ ความคิดเห็นให้ได้
เทคนิคที่ 2 ตัดอารมณ์เราเองให้ขาด ข้อมูลบางอย่าง เช่น ภาพ เรื่อง เหตุการณ์ ชื่อ คำ วลี หรือ ประโยคมีอิทธิพลกับใจของเราทางใดทางหนึ่ง เหมือนกรรไกรคม ๆ ที่มาตัดหนังสติ๊กที่เหนี่ยวไกรอไว้ให้เรารู้สึกได้หลายอย่างทั้งความรัก โลภ โกรธ หลง ดังนั้นการตัดอารมณ์นี้ต้องเปิดรับข้อมูลอย่างมี “อุเบกขา” อ่าน ดู ฟัง อย่างที่มันเป็น ท่องไว้ “ตถตา – มันเป็นเช่นนั้นเอง” ผมทราบว่ามันไม่ง่ายแต่จุดนี้แหละที่ทำให้คนใช้หมวก 6 ใบไม่สำเร็จ บางทีเราไม่ชอบคนนี้...หมั่นใส้ บางทีเราแอบเป็นห่วงคนนี้...เพื่อนฉัน หรือ บางทีเราเคารพมากเพราะยังไงก็เป็นคนมีบุญคุญกับที่บ้าน พวกนี้แหละทำให้เราเขวได้หมด ดังนั้นจุดเน้นของเทคนิคที่สองคือการจัดการกับความคิดเราเองระหว่างที่กำลังรับข้อมูลในแง่ของอารมณ์ความรู้สึก
เทคนิคที่ 3 อย่าอ่านใจ อันนี้ต้องโดยเฉพาะกับคุณผู้อ่านที่มีความคิดเฉียบคม หลายครั้งเรามีความสามารถในการ Read in Between the Line หรือกลุ่มที่เป็น Active Reader/Listener จะต้องสะกิดตัวเองให้ดี ๆ เพราะคนกลุ่มนี้บางทีเพื่อนพูดมายังไม่ครบประโยคเลยแต่สามารถสร้างภาพในหัวมารอได้แล้ว บางทีเห็นชัดกว่าต้นทางอีก กลายเป็นแทนที่จะได้ข้อมูลของแท้ก็จะได้ข้อมูลสังเคราะห์แทน ดังนั้นจุดเน้นของเทคนิคที่สามนี้คือการจัดการกับความคิดเราเองระหว่างรับข้อมูลในแง่ของความตรง (Validity) ของข้อมูลที่รับมา
เทคนิคที่ 4 อย่าสรุปเบี้ยว คุณผู้อ่านต้องเคยเจอแน่นอน บางทีสัมมนาหรือประชุมอะไรกันเสร็จ เพื่อนเล่ามาอย่างคนฟังสรุปไปอีกอย่างแบบเฉยเลย บางคนแต่งตอนหัว ตอนกลาง ตอนท้าย แล้วแต่ลีลา ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลอะไรที่ไม่ตรงได้ ทางแก้คือการเก็บข้อมูลแบบ Verbatim หรือใครว่ายังไงก็เก็บมาแบบนั้น แล้วค่อยมาแกะอีกทีว่าข้อมูลจริง ๆ นั้นคืออะไร เพราะผมเคยเจอบางคนเขาอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งนานมาก ๆ พอฟังเรื่องอื่นมาก็บอกว่า “นี่แหละ เหมือนของฉันเลย” หรือ "จริง ๆ มันเป็นเรื่องเดียวกันนั่นแหละ" อ้าว? ดังนั้นจุดเน้นของเทคนิคนี้ที่สี่นี้จะอยู่ที่การจัดการกับการสรุปข้อมูลแล้วว่าทำอย่างไรไม่ให้สรุปไปอย่างอื่น
เทคนิคที่ 5 บันทึกเดี๋ยวนึกไม่ออก ถ้าเราเป็นคนที่จะต้องทำอะไรหลายเรื่อง ๆ แล้ว การบันทึกไว้ไม่ว่าจะด้วยการจด พิมพ์ หรือ ถ่ายรูปบนกระดานที่ประชุมจะช่วยให้เราสามารถกลับมาต่อเรื่องเดิมได้ง่ายกว่าการจำออกไปทั้งนั้น โดยเฉพาะเวลาประชุมต้องมีบันทึก ผมรู้ว่าหลายคนที่ต้องเขียนมักจะบ่นว่าเสียเวลา แต่จริง ๆ แล้วท่านได้ช่วยประหยัดเวลาให้องค์กรอย่างมากในการกลับมาอ้างอิง ในขณะที่การคิดคนเดียวก็ควรมีสมุดบันทึกเก็บรายละเอียดเอาไว้เพื่อให้เราจะได้กลับมาคิดต่อได้ถูก โดยการบันทึกจำเป็นต้องให้ทราบที่มาของข้อมูลด้วย (ไม่ต้องละเอียดเหมือนวิจัยก็ได้ แต่ควรรู้ว่ามาจากไหน) ดังนั้นจุดเน้นของเทคนิคสุดท้ายในวันนี้คือการบันทึกสิ่งที่จะดึงให้เรากลับมาสู่ข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นเอง
โดยสรุปในภาพกว้าง หากคุณผู้อ่านอยากใช้หมวกขาวเก่ง ๆ สามารถประยุกต์หลักกาลามสูตรมาเสริมดูว่าการอย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งต่าง ๆ ตั้งแต่แรกพบนั้นเป็นยังไง เพราะการมีข้อมูลที่ชัดเจนและครบถ้วนคือต้นทุนทางปัญญาที่จะเอาไปค้นหาอะไรต่อไปได้อีกไม่รู้จบ
สุดท้ายคือเราสามารถกลับมาที่หมวกขาวอีกทีเมื่อไหร่ก็ได้ เมื่อไหร่ที่เราพบ “ข้อมูลใหม่” ในเรื่องเดียวกันเราก็เปิดรับและค่อยจับมาเปรียบเทียบ ข้อมูลไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกันเสมอไปก็ได้ เพราะในความเป็นจริง “สมมติสัจจะ” เปลี่ยนได้ตลอดเวลา ดังนั้นเก็บ แต่อย่าขังตัวเองไว้กับข้อมูลใดข้อมูลหนึ่ง


สำหรับ Ministry of Leaning – The Series: อัจฉริยะด้วยหมวกหกใบตอนที่ 1 นี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอให้มีความสุขกับการเก็บเกี่ยวข้อมูลอย่างรอบคอบ และ สัปดาห์หน้าเรามาต่อกันที่หมวกแดง จะแรงแค่ไหนโปรดติดตาม สำหรับวันนี้สวัสดี

เขียนโดย 
คุณโชดก ปัญญาวรานันท์ 
ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรมนวัตกรรมการศึกษา 

สถาบันคีนันแห่งเอเซีย

Wednesday, June 4, 2014

พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ..... การตั้งเป้าหมายนั้น สำคัญไฉน

“ตั้งเป้าหมายสำคัญไฉน”

 

 โดย คุณกนกพร นิตย์นิธิพฤทธิ์

ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการเงิน สถาบันคีนันแห่งเอเซีย

 

หลายวันก่อน ได้มีโอกาสอ่านเรื่องราวของบุคคลๆ หนึ่งที่มีความฝันในการไปเที่ยวประเทศในยุโรป 100 เมืองในเว็บไซต์พันทิพย์ เรื่องราวที่เขาบอกเล่านั้น หลายๆ คนคงคิดว่า มันเป็นไปไม่ได้หรอก สำหรับชีวิตลูกจ้างหรือมนุษย์เงินเดือนตัวเล็กๆ ที่ฐานเงินเดือนไม่ได้สูงมาก และไม่ได้มีอิสระด้านเวลาที่มากนักว่าจะใช้เวลาเพียง 7 ปี (จริงๆ เพียงแค่ 5 ปี) ที่จะตามล่าความฝันที่ดูจะยิ่งใหญ่นี้ หากแต่ชายผู้นี้ ก็สามารถบรรลุเป้าหมายที่เขาตั้งไว้ได้ สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้จากบทเรียนนี้คงไม่ใช่เพียงคำสรรเสริญเยินยอที่เขาได้รับภายหลังการบรรลุเป้าหมาย แต่มันคือกำลังใจ ความมุ่งมั่น และความเพียรพยายามที่ตั้งใจลงมือทำจนสามารถบรรลุเป้าหมายได้ นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างแรงบันดาลใจที่ดีสำหรับใครอีกหลายๆ คน ที่จะทำให้ได้เห็นถึง “ความสำเร็จบนความเชื่อของความเป็นไปไม่ได้”

 
“การตั้งเป้าหมาย” จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ก่อให้เกิดเรื่องราวความสำเร็จของคนมากมายบนโลกใบนี้ เพราะการตั้งเป้าหมาย ทำให้เรารู้ปลายทาง และเริ่มต้นที่จะคิดหาหนทางที่จะเดินไปสู่ปลายทางนั้นๆ ไม่สำคัญว่า เป้าหมายนั้นจะเล็กหรือใหญ่ จะมีคุณค่าสำหรับใครหรือไม่ แต่มันคือเป้าหมายของเรา การตัดสินใจและความมุ่งมั่นจริงจังกับมันนั้น อาจเป็นสิ่งที่หลายต่อหลายคนยังกลัว เพราะทุกๆ หนทางของความสำเร็จล้วนมีปัญหา อุปสรรคและความยากลำบากที่ค่อยพิสูจน์กำลังใจและตั้งใจของนักล่าฝันอยู่เสมอๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อลองสอบถามความฝันและเป้าหมายของใครหลายๆ คน รอบๆ ตัว บ่อยครั้งที่เราเองก็พบว่า หลายๆ เป้าหมายล้วนเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องการเงินทั้งสิ้น อาทิเช่น การมีรถ มีบ้าน ไปเที่ยวต่างประเทศ เรียนต่างประเทศ อยากสวยอยากหล่อ แต่งงาน มีครอบครัว มีธุรกิจหรือกิจการของตนเอง มีอิสรภาพทางการเงิน หรือเกษียณอายุงาน ดูผิวเผินเป้าหมายเหล่านี้ ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของชีวิตคนๆ หนึ่ง แต่มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ได้ หากเราขาดวินัย ความรู้และความมุ่งมั่นที่เพียงพอต่อเป้าหมายที่เราตั้งไว้ และยิ่งเมื่อในสังคมที่เราอยู่นั้น มีหลายสิ่งหลายที่ยั่วยวนใจต่อการบริโภคที่จะทำให้เราขาดการคิดไตร่ตรองอยู่เสมอๆ รวมทั้งวัฒนธรรมการปีนป่ายบันไดสังคมที่ทำให้เรารู้สึกว่า ยอมไม่ได้ จะต้องมีและเป็นอย่างคนอื่นๆ เขา แม้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะดูเกินความจำเป็นและเกินกำลังความสามารถทางการเงินของเราก็ตาม

 
จากข้อมูลทางสถิติเรื่องหนี้ครัวเรือนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ณ สิ้นปี 2556) พบว่า ระดับหนี้ครัวเรือนของคนไทยได้พุ่งไปสูงถึงกว่าร้อยละ 82 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งหากสูงกว่าร้อยละ 85 อาจจะส่งผลลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยสัดส่วนของหนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่พบว่ากว่าร้อยละ 65 เป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค ร้อลยะ 20 เป็นหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย และร้อยละ 12 เป็นหนี้เพื่อธุรกิจ จึงไม่แปลกอะไรที่เราจะสามารถพบคนที่ติดหนี้บัตรเครดิตมากกว่า 1 ใบได้จากคนที่เราพบเจอโดยทั่วๆ ไป โดยเมื่อดูในรายการหนี้สินที่เกิดจากค่าใช้จ่ายแล้วนั้น อาจจะพบว่าเป็นรายการอุปโภคบริโภคที่เกินความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต รวมทั้ง เรายังสามารถพบคนที่มีปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย แล้วแก้ปัญหาโดยการกู้ยืมเงินจากแหล่งเงินกู้ต่างๆ ทั้งในระบบและนอกระบบเพื่อไปจ่ายหนี้ขั้นต่ำหรือจ่ายขัดดอกเบี้ยไปวันๆ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ อาจไม่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน และไม่อาจทำให้ชีวิตของคนไทยบรรลุเป้าหมายที่สำคัญๆ ของตนเองในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตได้ แม้หลากหลายหน่วยงานได้มีความพยายามที่จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้บุคคลที่เกิดขึ้นผ่านโครงการสินเชื่อเงินสดเพื่อรายย่อยของธนาคารต่างๆ (โดยเฉพาะธนาคารรัฐบาล) หากแต่โครงการเหล่านี้ ก็แก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าประชาชนไม่สามารถแก้ไขพฤติกรรมและทัศนคติของการบริหารจัดการเรื่องการเงินของตนเองได้ ท้ายที่สุดปัญหาหนี้สินต่างๆ ก็วนกลับมาอีกโดยไม่มีวันสิ้นสุด

 
ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและองค์กรต่างๆ จึงเล็งเห็นว่า ควรร่วมกันแก้ไขเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนแก่สังคมไทย ซึ่งนำไปสู่โครงการพัฒนาและเพิ่มทักษะความรู้ด้านการเงินบุคคลแก่ประชาชน โดยได้ริเริ่มโครงการวิจัย “คนไทยก้าวไกล ใส่ใจการเงิน” ที่ดำเนินการโดยสถาบันคีนันแห่งเอชีย ภายใต้การสนับสนุนทุนของมูลนิธิซิตี้ ก็เป็นอีกโครงการที่ร่วมค้นหาสาเหตุและแนวทางที่เหมาะสม เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาทักษะความรู้ทางการเงินของคนไทยได้อย่างยั่งยืน

 
ภายใต้ความร่วมมือของหลากหลายองค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จึงนำมาสู่การจัดงานสัมมนาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องครั้งที่ 1 ของโครงการในวันที่ 30 เมษายน 2557 ซึ่งวัตถุประสงค์ของงานในครั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและระดมสมองในประเด็นที่เกี่ยวกับการค้นหาสาเหตุของการขาดทักษะความรู้เรื่องการเงินของคนไทย และค้นหาว่าอะไรคือระดับความรู้ทางการเงินขั้นพื้นฐานที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับคนแต่ละกลุ่ม จากหลากหลายแนวคิด และข้อเสนอแนะที่ได้จากงานสัมมนานี้ ล้วนแต่เป็นประเด็นเรื่องปัญหาด้านทัศนคติและพฤติกรรมที่นำไปสู่การก่อเกิดปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวของประชาชนเอง อาทิเช่น การออมหลังหักค่าใช้จ่าย การกู้ยืมเงินทันทีแทนการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นก่อนกู้ การไม่ใส่ใจที่จะแยกแยะสินค้าจำเป็นและแค่ต้องการออกจากกัน การไม่สนใจการเปรียบเทียบราคาและคุณภาพสินค้าก่อนการตัดสินใจซื้อ การไม่ทำบัญชีรายรับรายจ่าย การไม่ตระหนักรู้และขาดความรู้เรื่องการบริหารจัดการเงินให้งอกเงย การขาดทักษะความรู้และความสนใจในการค้นคว้าหาความรู้เมื่อต้องการความช่วยเหลือทางการเงินจากผู้เชี่ยวชาญ และอีกสิ่งที่สำคัญคือ การขาดการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการบริหารการเงินส่วนบุคคล จึงไม่น่าแปลกที่ผลการวิจัยของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พบว่า คนไทยโดยส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องการวางแผนเกษียณอายุ และคนไทยจะเริ่มออมเงินเมื่ออายุ 41-55 ปี โดยเงินออมส่วนมากจะอยู่ในรูปของเงินฝากที่ไม่สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านผลตอบแทนที่งอกเงย และมูลค่าตามกาลเวลาที่อาจจะลดมูลค่าของเงินต้นได้ เช่นเดียวกับ ข้อมูลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติและธนาคารแห่งประเทศไทย (อ้างอิงข้อมูลการนำเสนอของก.ล.ต.) ที่ระบุว่า ประมาณร้อยละ 41 ของคน 8,229 คนที่ถูกสำรวจนั้น ไม่มีเงินออม และแม้ประชาชนที่มีเงินออมแล้วนั้น พบว่า กว่าร้อยละ 61 คิดว่าไม่เพียงพอสำหรับการเกษียณอายุอย่างแน่นอน

 
แม้ว่าจากข้อมูลสถิติต่างๆ ที่ปรากฏนั้น จะดูว่า สถานการณ์การเงินของคนไทยและระดับทักษะความรู้ในการบริหารการเงินพื้นฐานของคนไทยอยู่ในสภาวะเสี่ยงแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะแก้ไขหรือปรับปรุงให้ดีขึ้นไม่ได้ หากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนเอง มีความตั้งใจจริง ร่วมแรงร่วมใจในการรณรงค์ส่งเสริมและสร้างค่านิยมและทัศนคติอันดีต่อการวางแผนการใช้จ่ายและการอดออม รวมทั้ง สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และเข้าถึงแหล่งความรู้และข้อมูลที่สำคัญต่างๆ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและทัศนคติด้านการเงินของประชาชนโดยส่วนใหญ่ของประเทศได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือ การดำรงชีวิตอย่างพอเพียง ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่า “พอประมาณ มีเหตุผล และสร้างภูมิคุ้มกัน” หรือง่ายๆก็คือ ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น มีเหตุผลแยกแยะก่อนการตัดสินใจ มีการออมและการลงทุนอย่างเหมาะสมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิต ตราบใดก็ตามที่รายจ่ายน้อยกว่ารายรับ และมีการบริหารจัดการการเงินได้ดีตามอัตภาพ เมื่อนั้น เราก็สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขและมั่นคง โดยไม่จำเป็นต้องเอาใครมาเป็นบรรทัดฐานของการดำรงชีวิตของเรา


 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

 
คุณกนกพร นิตย์นิธิพฤทธิ์
โทร. 02 229 3131 ต่อ 233
อีเมล์: kanokporn@kenan-asia.org

Tuesday, June 3, 2014

พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ..... การตั้งเป้าหมายนั้น สำคัญไฉน

“ตั้งเป้าหมายสำคัญไฉน”
 
 
โดย คุณกนกพร นิตย์นิธิพฤทธิ์
 ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการเงิน สถาบันคีนันแห่งเอเซีย
 
 
หลายวันก่อน ได้มีโอกาสอ่านเรื่องราวของบุคคลๆ หนึ่งที่มีความฝันในการไปเที่ยวประเทศในยุโรป 100 เมืองในเว็บไซต์พันทิพย์ เรื่องราวที่เขาบอกเล่านั้น หลายๆ คนคงคิดว่า มันเป็นไปไม่ได้หรอก สำหรับชีวิตลูกจ้างหรือมนุษย์เงินเดือนตัวเล็กๆ ที่ฐานเงินเดือนไม่ได้สูงมาก และไม่ได้มีอิสระด้านเวลาที่มากนักว่าจะใช้เวลาเพียง 7 ปี (จริงๆ เพียงแค่ 5 ปี) ที่จะตามล่าความฝันที่ดูจะยิ่งใหญ่นี้ หากแต่ชายผู้นี้ ก็สามารถบรรลุเป้าหมายที่เขาตั้งไว้ได้ สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้จากบทเรียนนี้คงไม่ใช่เพียงคำสรรเสริญเยินยอที่เขาได้รับภายหลังการบรรลุเป้าหมาย แต่มันคือกำลังใจ ความมุ่งมั่น และความเพียรพยายามที่ตั้งใจลงมือทำจนสามารถบรรลุเป้าหมายได้ นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างแรงบันดาลใจที่ดีสำหรับใครอีกหลายๆ คน ที่จะทำให้ได้เห็นถึง “ความสำเร็จบนความเชื่อของความเป็นไปไม่ได้”
 
 
 “การตั้งเป้าหมาย” จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ก่อให้เกิดเรื่องราวความสำเร็จของคนมากมายบนโลกใบนี้ เพราะการตั้งเป้าหมาย ทำให้เรารู้ปลายทาง และเริ่มต้นที่จะคิดหาหนทางที่จะเดินไปสู่ปลายทางนั้นๆ ไม่สำคัญว่า เป้าหมายนั้นจะเล็กหรือใหญ่ จะมีคุณค่าสำหรับใครหรือไม่ แต่มันคือเป้าหมายของเรา การตัดสินใจและความมุ่งมั่นจริงจังกับมันนั้น อาจเป็นสิ่งที่หลายต่อหลายคนยังกลัว เพราะทุกๆ หนทางของความสำเร็จล้วนมีปัญหา อุปสรรคและความยากลำบากที่ค่อยพิสูจน์กำลังใจและตั้งใจของนักล่าฝันอยู่เสมอๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อลองสอบถามความฝันและเป้าหมายของใครหลายๆ คน รอบๆ ตัว บ่อยครั้งที่เราเองก็พบว่า หลายๆ เป้าหมายล้วนเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องการเงินทั้งสิ้น อาทิเช่น การมีรถ มีบ้าน ไปเที่ยวต่างประเทศ เรียนต่างประเทศ อยากสวยอยากหล่อ แต่งงาน มีครอบครัว มีธุรกิจหรือกิจการของตนเอง มีอิสรภาพทางการเงิน หรือเกษียณอายุงาน ดูผิวเผินเป้าหมายเหล่านี้ ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของชีวิตคนๆ หนึ่ง แต่มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ได้ หากเราขาดวินัย ความรู้และความมุ่งมั่นที่เพียงพอต่อเป้าหมายที่เราตั้งไว้ และยิ่งเมื่อในสังคมที่เราอยู่นั้น มีหลายสิ่งหลายที่ยั่วยวนใจต่อการบริโภคที่จะทำให้เราขาดการคิดไตร่ตรองอยู่เสมอๆ รวมทั้งวัฒนธรรมการปีนป่ายบันไดสังคมที่ทำให้เรารู้สึกว่า ยอมไม่ได้ จะต้องมีและเป็นอย่างคนอื่นๆ เขา แม้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะดูเกินความจำเป็นและเกินกำลังความสามารถทางการเงินของเราก็ตาม
 
 
จากข้อมูลทางสถิติเรื่องหนี้ครัวเรือนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ณ สิ้นปี 2556) พบว่า ระดับหนี้ครัวเรือนของคนไทยได้พุ่งไปสูงถึงกว่าร้อยละ 82 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งหากสูงกว่าร้อยละ 85 อาจจะส่งผลลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยสัดส่วนของหนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่พบว่ากว่าร้อยละ 65 เป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค ร้อลยะ 20 เป็นหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย และร้อยละ 12 เป็นหนี้เพื่อธุรกิจ จึงไม่แปลกอะไรที่เราจะสามารถพบคนที่ติดหนี้บัตรเครดิตมากกว่า 1 ใบได้จากคนที่เราพบเจอโดยทั่วๆ ไป โดยเมื่อดูในรายการหนี้สินที่เกิดจากค่าใช้จ่ายแล้วนั้น อาจจะพบว่าเป็นรายการอุปโภคบริโภคที่เกินความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต รวมทั้ง เรายังสามารถพบคนที่มีปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย แล้วแก้ปัญหาโดยการกู้ยืมเงินจากแหล่งเงินกู้ต่างๆ ทั้งในระบบและนอกระบบเพื่อไปจ่ายหนี้ขั้นต่ำหรือจ่ายขัดดอกเบี้ยไปวันๆ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ อาจไม่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน และไม่อาจทำให้ชีวิตของคนไทยบรรลุเป้าหมายที่สำคัญๆ ของตนเองในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตได้  แม้หลากหลายหน่วยงานได้มีความพยายามที่จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้บุคคลที่เกิดขึ้นผ่านโครงการสินเชื่อเงินสดเพื่อรายย่อยของธนาคารต่างๆ (โดยเฉพาะธนาคารรัฐบาล) หากแต่โครงการเหล่านี้ ก็แก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าประชาชนไม่สามารถแก้ไขพฤติกรรมและทัศนคติของการบริหารจัดการเรื่องการเงินของตนเองได้ ท้ายที่สุดปัญหาหนี้สินต่างๆ ก็วนกลับมาอีกโดยไม่มีวันสิ้นสุด
 
 
ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและองค์กรต่างๆ จึงเล็งเห็นว่า ควรร่วมกันแก้ไขเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนแก่สังคมไทย ซึ่งนำไปสู่โครงการพัฒนาและเพิ่มทักษะความรู้ด้านการเงินบุคคลแก่ประชาชน โดยได้ริเริ่มโครงการวิจัย “คนไทยก้าวไกล ใส่ใจการเงิน” ที่ดำเนินการโดยสถาบันคีนันแห่งเอชีย ภายใต้การสนับสนุนทุนของมูลนิธิซิตี้ ก็เป็นอีกโครงการที่ร่วมค้นหาสาเหตุและแนวทางที่เหมาะสม เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาทักษะความรู้ทางการเงินของคนไทยได้อย่างยั่งยืน
 
 
ภายใต้ความร่วมมือของหลากหลายองค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จึงนำมาสู่การจัดงานสัมมนาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องครั้งที่ 1 ของโครงการในวันที่ 30 เมษายน 2557 ซึ่งวัตถุประสงค์ของงานในครั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและระดมสมองในประเด็นที่เกี่ยวกับการค้นหาสาเหตุของการขาดทักษะความรู้เรื่องการเงินของคนไทย และค้นหาว่าอะไรคือระดับความรู้ทางการเงินขั้นพื้นฐานที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับคนแต่ละกลุ่ม จากหลากหลายแนวคิด และข้อเสนอแนะที่ได้จากงานสัมมนานี้ ล้วนแต่เป็นประเด็นเรื่องปัญหาด้านทัศนคติและพฤติกรรมที่นำไปสู่การก่อเกิดปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวของประชาชนเอง อาทิเช่น การออมหลังหักค่าใช้จ่าย การกู้ยืมเงินทันทีแทนการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นก่อนกู้ การไม่ใส่ใจที่จะแยกแยะสินค้าจำเป็นและแค่ต้องการออกจากกัน การไม่สนใจการเปรียบเทียบราคาและคุณภาพสินค้าก่อนการตัดสินใจซื้อ การไม่ทำบัญชีรายรับรายจ่าย การไม่ตระหนักรู้และขาดความรู้เรื่องการบริหารจัดการเงินให้งอกเงย การขาดทักษะความรู้และความสนใจในการค้นคว้าหาความรู้เมื่อต้องการความช่วยเหลือทางการเงินจากผู้เชี่ยวชาญ และอีกสิ่งที่สำคัญคือ การขาดการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการบริหารการเงินส่วนบุคคล จึงไม่น่าแปลกที่ผลการวิจัยของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พบว่า คนไทยโดยส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องการวางแผนเกษียณอายุ และคนไทยจะเริ่มออมเงินเมื่ออายุ 41-55 ปี โดยเงินออมส่วนมากจะอยู่ในรูปของเงินฝากที่ไม่สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านผลตอบแทนที่งอกเงย และมูลค่าตามกาลเวลาที่อาจจะลดมูลค่าของเงินต้นได้  เช่นเดียวกับ ข้อมูลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติและธนาคารแห่งประเทศไทย (อ้างอิงข้อมูลการนำเสนอของก.ล.ต.) ที่ระบุว่า ประมาณร้อยละ 41 ของคน 8,229 คนที่ถูกสำรวจนั้น ไม่มีเงินออม และแม้ประชาชนที่มีเงินออมแล้วนั้น พบว่า กว่าร้อยละ 61 คิดว่าไม่เพียงพอสำหรับการเกษียณอายุอย่างแน่นอน
 
 
แม้ว่าจากข้อมูลสถิติต่างๆ ที่ปรากฏนั้น จะดูว่า สถานการณ์การเงินของคนไทยและระดับทักษะความรู้ในการบริหารการเงินพื้นฐานของคนไทยอยู่ในสภาวะเสี่ยงแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะแก้ไขหรือปรับปรุงให้ดีขึ้นไม่ได้ หากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนเอง มีความตั้งใจจริง ร่วมแรงร่วมใจในการรณรงค์ส่งเสริมและสร้างค่านิยมและทัศนคติอันดีต่อการวางแผนการใช้จ่ายและการอดออม รวมทั้ง สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และเข้าถึงแหล่งความรู้และข้อมูลที่สำคัญต่างๆ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและทัศนคติด้านการเงินของประชาชนโดยส่วนใหญ่ของประเทศได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือ การดำรงชีวิตอย่างพอเพียง ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่า “พอประมาณ มีเหตุผล และสร้างภูมิคุ้มกัน” หรือง่ายๆก็คือ ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น มีเหตุผลแยกแยะก่อนการตัดสินใจ มีการออมและการลงทุนอย่างเหมาะสมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิต ตราบใดก็ตามที่รายจ่ายน้อยกว่ารายรับ และมีการบริหารจัดการการเงินได้ดีตามอัตภาพ เมื่อนั้น เราก็สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขและมั่นคง โดยไม่จำเป็นต้องเอาใครมาเป็นบรรทัดฐานของการดำรงชีวิตของเรา
 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
 
คุณกนกพร นิตย์นิธิพฤทธิ์
โทร. 02 229 3131 ต่อ 233
อีเมล์: kanokporn@kenan-asia.org