Showing posts with label การศึกษา. Show all posts
Showing posts with label การศึกษา. Show all posts

Monday, November 21, 2016

การศึกษาไทยควรใส่อะไรในหลักสูตร

เคยคิดหรือไม่ ว่าเด็กเรียนหนังสือไปเพื่ออะไร? ถ้าตอบตามทฤษฎีคงจะตอบว่าเรียนหนังสือไปเพื่อให้มีความรู้ มีอาชีพ พัฒนาประเทศ หรือแม้แต่ เป็นพลเมืองที่ดีของโลก แต่ในทางปฏิบัติคงจะตอบว่าจะเรียนต่อมหาวิทยาลัยดี ๆ จะได้มีเงินเดือนสูง ๆ และ เคยคิดหรือไม่ ว่าเด็กได้อะไรจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน? ถ้าตอบตามทฤษฎีคงจะตอบว่าสามารถทำงานได้ หรือ ดำรงชีพอยู่ในสังคมได้ แต่ในทางปฏิบัติ (โดยส่วนใหญ่) คำตอบน่าจะคือได้วุฒิ ม. 6 เพื่อไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย

เห็นถึงตรงนี้แล้วพอจะเห็นได้ว่า ผลผลิตของระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยมีช่องว่างระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติมากกว่าที่เราคิดเยอะเลย เพราะในทางทฤษฎีการจบการศึกษาขั้นพื้นฐานน่าจะเพียงพอที่ทำให้เด็กมีพื้นฐานในการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้แล้ว แต่ในทางปฏิบัติแล้วยังห่างไกลนัก เพราะขนาดนิสิต/นักศึกษาปริญญาตรีที่จบมาใหม่ ยังต้องการการสอนงานอีกมากกว่าจะทำงานได้เต็มศักยภาพ

ดังนั้นช่องว่างตรงนี้คือสิ่งที่นักการศึกษาไทยต้องมาช่วยกันคิด เพราะถ้าปล่อยไว้แบบนี้ต่อไป ความศักดิ์สิทธิ์ของระบบการศึกษาไทยจะเสื่อมลงเรื่อย ๆ จนถึงยุคที่ซื้อปริญญาบัตรมาสมัครงานง่ายกว่า เข้าตำรา “เรียนง่าย จ่ายครบ จบแน่นอน” จึงพบว่าปัจจุบันบริษัทเอกชนหลายแห่งหันมาเปิดสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคนป้อนระบบแรงงานของตนเองกันแล้ว เพราะผลผลิตจากระบบการศึกษาไม่ได้ตอบโจทย์

ผมเคยจัด Focus Group เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนต่อมาตรฐานการศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์จากครู อาจารย์มหาวิทยาลัย และ ภาคเอกชน หลายรอบ หลายจังหวัด ได้เสียงสะท้อนที่น่าสนใจว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานจริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องสอนยากหรือเยอะ สอนในสิ่งจำเป็นและทำให้เด็กรู้จริงให้ได้ ทำได้ให้จริง มีสามัญสำนึกที่เหมาะสม แค่นั้นก็พอแล้ว ที่เหลือเดี๋ยวอาจารย์มหาวิทยาลัยกับสถานประกอบการจะรับช่วงต่อเอง
จึงเป็นที่มาของประเด็นในวันนี้ว่า ไหน ๆ เราก็กำลังทำจัดทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับใหม่ ผมอยากถือโอกาสเสนอทางเลือกให้กับคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฯ ได้พิจารณาเพื่อดูว่าจะเป็นประโยชน์มากน้อยประการใด

ผมได้ศึกษาเอกสาร กรอบสำหรับการศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน หรือ A Framework for K-12 Science Standard โดยสภาการวิจัยแห่งชาติสหรัฐอเมริกา National Research Council (2012) ซึ่งสหรัฐอเมริกาใช้เอกสารตัวนี้เป็นแนวทางให้รัฐต่าง ๆ นำไปประกอบการพิจารณาร่าง “มาตรฐาน” และ “หลักสูตร” ของตนเองในลำดับถัดไปโดยเอกสารดังกล่าวมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การเขียนกรอบนี้จะแยกแยะความเหมือนและความแตกต่างของวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์อย่างชัดเจน (อันนี้จะมาว่ากันในโอกาสต่อไป) และ 2) มีการกำหนดองค์ความรู้ที่เรียกว่า Cross Cutting Concept ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่ผมไม่เห็นในการศึกษาบ้านเราเลยCross Cutting Concept คืออะไร? Cross Cutting Concept คือ Concept ที่จำเป็นต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ และ วิศวกรรมศาสตร์ (ตาม NRC) แต่หากพิจารณาลึก ๆ แล้วจะพบว่าเป็น Concept ที่สำคัญกับการเรียนรู้แทบจะทุกสาขา ซึ่งมี 7 ข้อดังต่อไปนี้

  1. Pattern (รูปแบบ) ตามแนวคิดของ NRC นักเรียนที่ผ่านการศึกษาขั้นพื้นฐานจะต้องสามารถแยะแยะความเหมือนและความแตกต่างรวมถึงจัดกลุ่มสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้ ทั้งในแง่ของสี รูปร่าง ขนาด รูปแบบ จังหวะ หรือแม้แต่ เวลาได้ เช่น ความเหมือนและความแตกต่างของสัตว์ประเภทต่าง ๆ หรือ รูปแบบการก้าวเท้าของกิ้งกือ เป็นต้น
  2. Cause and Effect (สาเหตุ และ ผลกระทบ) นักเรียนสามารถเห็นและเชื่อมโยงสาเหตุและผลกระทบของสิ่งต่าง ๆ จนสร้างเป็นสมมติฐาน (Hypothesis) รวมถึงสร้างแบบจำลองเพื่อแสดงความสัมพันธ์ของสาเหตุและผลกระทบได้ เช่น ตั้งสมมติฐานและสร้างแบบจำลองรูปแบบในการตีลูกบอลด้วยไม้
  3. Scale, Proportion and Quantity (อัตราส่วน สัดส่วน และ ปริมาณ) นักเรียนสามารถใช้หน่วยต่าง ๆ เพื่อแทนสิ่งที่ใหญ่หรือเล็กมาก ๆ แทนเวลาที่ช้าหรือเร็วมาก ๆ จนถึงเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยต่าง ๆ เพื่อคำนวณสัดส่วน หรือ ปริมาณต่าง ๆ ได้ เช่น การใช้รู้หน่วยของระยะทางกับหน่วยของเวลาทำให้ทราบทราบความเร็วและหน่วยของความเร็วได้ เป็นต้น
  4. Systems (ระบบ) นักเรียนสามารถเข้าใจระบบ หมายถึง กลุ่ม องค์ประกอบภายในระบบ และ ความเคลื่อนไหวในระบบ รวมถึงขอบเขตและทรัพยากรที่จะต้องใช้ในระบบด้วย เช่น การสังเคราะห์ด้วยแสง วัฏจักรชีวิต ซึ่งสามารถขยายความเข้าใจไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างระบบได้ด้วย เช่น ระบบของโลกกับระบบของดวงจันทร์ เป็นต้น
  5. Energy (พลังงาน) นักเรียนเข้าใจ Concept ของพลังงานและสสาร กฎการถ่ายเทและการอนุรักษ์พลังงาน โดยเข้าใจเป็นเชิงระบบด้วย (Input Process Output) เช่น การถ่ายเทพลังงานงานระหว่างพื้นผิวโลกและชั้นบรรยากาศของโลกกับการเปลี่ยนสถานะของน้ำ
  6. Structure and Function (โครงสร้างและหน้าที่) นักเรียนเข้าใจรูปร่าง หน้าที่และการทำงานร่วมกันของส่วนประกอบต่าง ๆ รวมถึงเข้าใจคุณสมบัติของวัสดุที่จะนำมาใช้กับส่วนประกอบต่าง ๆ ด้วย เช่น รู้รูปร่างและหน้าที่ของชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่นำมาประกอบเป็นจักรยาน จนถึงรู้วัสดุทดแทนหากต้องการพัฒนาให้จักรยานเบาขึ้นได้
  7. Stability and Change (ความคงที่และความเปลี่ยนแปลง) นักเรียนเข้าใจ Concept ของความคงที่ออกจากความเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่าง ๆ ได้ แม้ว่าความเปลี่ยนนั้นอาจจะใช้เวลานานกว่าที่จะสังเกตด้วยตาเปล่า เช่น การผลิบานของดอกไม้ การระเหยของน้ำ หรือ แม้แต่การเกิดหินงอกหินย้อย ซึ่งถือเป็น Concept สุดท้ายที่ทาง NRC เสนอให้อยู่ในมาตรฐานที่นักเรียนที่ผ่านการศึกษาขั้นพื้นฐานควรมี
อ่านถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่าการกำหนดกรอบถึงเรื่อง Cross Cutting Concept นี้แยกออกจาก “สาระการเรียนรู้” ในวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ออกมาเลย เนื่องจากเป็นสิ่งที่สะดวกต่อการวัด และ ส่งเสริมการเรียนใน Concept อื่น ๆ ได้ดีกว่า ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจหากวงการศึกษาบ้านเราจะพิจารณาให้ระบุให้ชัด
หลายคนอาจแย้งในใจว่าหลักสูตรของเดิมก็มีอยู่แล้วในสาระที่ 8 ของมาตรฐานวิทยาศาสตร์ และ สาระที่ 6 ของมาตรฐานคณิตศาสตร์ แต่การนำไปใช้พบว่าออกไปในรูปของ “การบูรณาการ” ซึ่งก็พิสูจน์แล้วว่านักเรียนส่วนน้อยยังไม่ได้มีความเข้าใจและทักษะในเรื่องเหล่านี้เพียงพอเลย

ดังนั้นหากจำเป็นต้องยกระดับการศึกษาของชาติจึงต้องบรรจุสิ่งที่จำเป็นไว้ในมาตรฐานและหลักสูตรจะต้อง และ กำกับติดตามในการสอน เพื่อให้นักเรียนมีทั้งความรู้และทักษะต่าง ๆ เหล่านี้อย่างเชี่ยวชาญ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่สำคัญต่อนักเรียนทุกคนไม่ว่าเขาจะออกไปหางานทำหรือออกไปศึกษาต่อ เพราะวันนี้ไม่มีใครรู้หรอกว่านักเรียนคนไหนจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีหรือเลขาธิการสหประชาชาติในอนาคต ดังนั้นเราการศึกษาที่ดีที่สุดจึงเป็นอนาคตของพวกเราทุกคน

เขียนโดย 
คุณโชดก ปัญญาวรานันท์ 
Business Process Manager 

สถาบันคีนันแห่งเอเซีย

Wednesday, June 3, 2015

ปัญญาและความโลภ กับ คน 4 ประเภท

สำหรับสัปดาห์นี้ ผมมีข้อสังเกตบางอย่างที่มีต่อสังคมรอบ ๆ ตัว ที่อยากมาชวนคุณผู้อ่านคุย ด้วยประทับใจในหลักการที่ได้เคยเขียนไปแล้วของ Kurt von Hammerstein-Equord ในตอน ขี้เกียจอย่างไรให้รุ่งเรือง รวมถึง Joseph Luft และ Harrington Ingham ในตอน รู้เขารู้เรา ไม่ต้องรบก็ชนะ ผมเลยเอาหลักการนี้มาวิเคราะห์สังคมที่เราอาศัยอยู่ก็พบว่ามีคน 4 ประเภทที่มีระดับของ ปัญญา และ ความโลภ แตกต่างกันไปอาศัยอยู่ร่วมกัน และ มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

ขยายความสักเล็กน้อย คำว่า ปัญญา ในที่นี่มีความหมายกว้างคำว่าฉลาด พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า ความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความฉลาดเกิดแต่เรียนและคิด ซึ่งครอบคลุมถึงความรอบรู้ การใช้ความรู้ และ การหยั่งรู้ในเรื่องอื่น ๆ ที่จริง ๆ คนทั่วไปอาจจะมองไม่เป็น โดยทั่วไปปัญญาเป็นคำไม่มีประจุ แน่นอนมีดีกว่าไม่มี การใช้คำว่าปัญญามาก หรือ ปัญญาน้อย ไม่ได้หมายถึง โง่ หรือ ฉลาด

ในขณะที่ คำว่า ความโลภ ในที่นี้หมายถึง ความอยากได้ไม่รู้จักพอ อันนี้ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอีกเช่นกัน ซึ่งถ้าขยายความอีกนิดจะได้ว่า ความโลภ คือ กิเลสอย่างหนึ่งที่เกิดจากตัณหา นำไปสู่การดิ้นรน ถือเป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น ความโลภไม่ได้จำกัดแค่เรื่องทางวัตถุเท่านั้น แต่หมายถึงความอยากที่ซับซ้อนกว่านั้นด้วย เช่น ชื่อเสียง ลาภยศ อำนาจ การยอมรับ ฯลฯ คำว่าความโลภมีประจุไปในทางลบ แต่ไม่ใช่ไม่มีประโยชน์สักทีเดียว (ซึ่งจะขอคุยในโอกาสต่อไป)

ก่อนเราจะไปต่อ ขอทำความเข้าใจเพิ่มเติมอีกนิดว่าผมไม่มีเจตนายกตัวอย่างบุคคลใดเป็นการเฉพาะเจาะจง คำอธิบายต่าง ๆ ลักษณะต่าง ๆ มาจากข้อสังเกตและการวิเคราะห์เพื่อจัดกลุ่มเป็นสำคัญเท่านั้น เอาล่ะ เมื่อเรานำเอาปัญญาและความโลภมาไขว้กัน เราจะพบคน ประเภทได้ดังภาพนี้



ประเภทที่ ปัญญามากและโลภมาก คนกลุ่มนี้เป็นตัวการสำคัญทำให้โลกเราวุ่นวาย เพราะมีความอยากและมีปัญญามาสนองความอยากด้วย ทำให้มีแนวโน้มและศักยภาพที่จะออกนอกลู่นอกทางได้อย่างไม่จำกัด
ในระดับเบา ๆ ความโลภอาจจะเป็นแค่การชดเชยปมด้อยตัวเองตั้งแต่เด็ก เช่น อยากอำนาจ วาสนา บารมี มีพรรคมีพวก ก็จะใช้ปัญญาหากลวิธีตั้งแต่การวางแผน ชักจูง สร้างศรัทธา เพื่อดึงคนให้มาติดตัว ทั้งเพื่อความมั่นคงทางใจ อำนาจต่อรอง
หรือหนัก ๆ เข้าก็นำไปสู่ผลประโยชน์อื่น ๆ ก็สุดแล้วแต่ ในระดับหนัก ๆ ก็จะเป็นความโลภที่มองหาผลประโยชน์ที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งสามารถเป็นไปได้ทั้งการ การเอารัดเอาเปรียบ การช่อโกง การค้ายาเสพติด การทุจริตคอรัปชั่น หรือทำในสิ่งที่ต่อผิดกฎหมายหรือศิลธรรมอื่น ๆ ตามศักยภาพที่พึงมี
ประเภทที่ ปัญญาน้อยและโลภมาก คนกลุ่มนี้เป็นฐานกำลังให้กับคนกลุ่มแรก กล่าวคือ ไม่มีปัญญาเท่าเขาแต่ก็ใช้วิธีการเกาะเขาไป เป็นแขนเป็นขา เรียกว่าเมื่อเจอคนที่เข้าใจว่าพึ่งได้แล้วสักพักก็จะมีแม่เหล็กดูดให้ไปติดกันเอง กลายเป็นคนดี ได้ครับพี่ ดีครับนาย สบายครับผม เหมาะสมครับท่าน
ในระดับน้อย ๆ คนกลุ่มนี้โดยมากจะมีความเกียจคร้านเป็นที่ตั้ง รักสบาย อยากได้ความเป็นอยู่ที่ไม่ต้องคิดหรือปรับตัวอะไรมาก ก็จะทำตัวเป็นติ่งไปหลบใต้ปีกคนที่คิดว่าเป็นผู้มีบารมี เพื่อให้เกาะไปทำอะไรให้สะดวกโยธิน แน่นอนผลประโยชน์ที่คนกลุ่มนี้คาดหวังเป็นเรื่องเงินเป็นหลัก ไม่ได้ลึกซึ้งเท่าคนกลุ่มแรกตามระดับปัญญาที่แตกต่างกันไป
ในระดับมากขึ้นก็จะเป็นคนที่ไม่สนใจหรือไม่รับผิดชอบต่อสังคม/สิ่งแวดล้อม ตีมึน ทำมั่ว แต่หวังรวย เอารัดเอาเปรียบตามศักยภาพ จะหลุดไปสู่เรื่องหนัก ๆ ก็อย่างเช่น ออกไปก่ออาชญากรรมที่ไม่ฉลาดนักให้ตำรวจจับได้บ่อย ๆ ดังที่เป็นข่าวแบบนี้เป็นต้น
ประเภทที่ ปัญญามากและโลภน้อย คนกลุ่มนี้แทบจะตรงกันข้ามกับคนกลุ่มแรก มีความเป็นตัวของตัวเองสูง และ ไม่สามารถไปครอบงำด้วยอะไรง่าย ๆ วัยรุ่นหน่อยจะบอกว่าคนกลุ่มนี้อินดี้ (Indy) มีกรอบและหลักคิด หยิ่งทะนงในสายตาคนภายนอก พูดอะไรน่าคิดจนบางครั้งแทงใจดำคนได้อย่างร้ายกาจ
ระดับเริ่ม ๆ ก็เป็นคนที่ไม่ต้องตามกระแสง่าย ๆ ไม่ต้องการผลประโยชน์ พวกพ้อง หรือ ความสนใจ ให้ความสำคัญกับความคิดและหลักการเป็นสำคัญ ทำอะไรจะดูแท้และสุดได้จริง ๆ จัง ๆ
ระดับที่เทพจริง ๆ คนกลุ่มนี้ไม่ค่อยให้ใครเข้าถึงได้มากนัก ทำให้หลายครั้งสังคมเราถามหากันว่าคนเก่งและดีหายไปไหน นี่ไง ความมีปัญญาและไม่อยากได้อะไร ทำให้คนกลุ่มนี้เลือกที่จะปลีกวิเวกมากกว่าออกมาประลองยุทธกับใครต่อใคร อยู่เงียบ ๆ เรียบ ๆ ทำงานสะสมทรัพย์ตามรูปแบบชีวิตที่ตนเองเลือกสบายใจกว่า 
ประเภทที่ 4ปัญญาน้อยและโลภน้อย คนกลุ่มนี้จะไม่ได้ตามคนกลุ่มไหนเลย เป็นคนไม่หือไม่อือ เป็นคนมักน้อย ถ่อมตน กตัญญู และ ใช้ชีวิตเล็ก ๆ อย่างมีความสุขได้ ปัญหาคือสังคมเราไม่ได้มีคนแค่กลุ่มเดียว ทำให้คนกลุ่มที่ถูกคนที่มีความโลภหาประโยชน์ซะเป็นส่วนใหญ่ (เพราะหาจากคนมีปัญญามากไม่ได้) อย่าเบาะ ๆ ก็ใช้เป็นลูกค้าที่น่ารัก ซื่อสัตย์ ขายอะไรก็ซื้อ บอกอะไรก็เชื่อ โดนโกงโดนเอาเปรียบก็ไม่คิดอะไร ใครทำอะไรออกใหม่ก็จะเข้าใจ ดีแล้ว ประหยัดแล้ว สะอาดแล้ว กิน ๆ ใช้ ๆ ไป ไม่ต้องคิดมาก
หนัก ๆ หน่อยก็จะกลายเป็นลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ เพราะเชื่อใครเชื่อจริง แบบรักหมดใจใช่เลยทำนองนั้น เป็นลูกค้าชั้นดีของธุรกิจเครือข่าย การบริจาคแบบสุดขั้ว หรือ การเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งนี้เกิดจากความจริงใจและไม่หวังอะไรทั้งสิ้น
ย้ำอีกครั้งว่าอย่าเผลอไปเทียบ เพราะชีวิตจริงมันไม่มีอะไรขาวกับดำ มีแต่ เทา ๆ ที่มีการไล่ระดับอย่างสลับซับซ้อน เพราะที่สุดคือสติของเราเองเท่านั้นที่จะหยั่งรู้และพิจารณาได้อย่างซื่อสัตย์ว่า ดีกรีด้านปัญญาและความโลภของเราเองอยู่ในระดับไหน ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งด้วย
กล่าวเช่นนี้เพราะชีวิตมีมิติที่หลากหลายและกว้างมากทั้ง เรื่องงาน เรื่องเรียน เรื่องครอบครัว เรื่องการเงิน เรื่องสังคม ฯลฯ เยอะแยะยิบย่อยไปหมด ตัวอย่างเช่น บางคนรุ่งเรืองและประสบความสำเร็จในธุรกิจก็ยังต้องมาตามแก้ปัญหาที่ลูกก่อไว้ไม่รู้จบ เพราะปัญญามากในเรื่องงานแต่น้อยในเรื่องลูก แบบนี้เป็นต้น


เขียนโดย 
คุณโชดก ปัญญาวรานันท์ 
ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรมนวัตกรรมการศึกษา 

สถาบันคีนันแห่งเอเซีย


Wednesday, October 1, 2014

อัจฉริยะด้วยหมวกหกใบตอนที่ 1: หมวกขาว ความธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่าน ผมเดาว่าช่วงนี้คุณผู้อ่านคงยุ่งมาก ๆ ทีเดียว เพราะใกล้ปิดปีงบประมาณแล้ว ฝั่งภาคเอกชนคงต้องปั้มตัวเลขกันวุ่นวายไปหมด กลับกับฝั่งภาครัฐที่ต้องปวดหัวเพราะเงินเหลือ ก็ลำบากคนละอย่างเนอะ
สำหรับ Ministry of Learning สัปดาห์นี้จะถอยจากเรื่องเครียด ๆ ในวงการศึกษาเปลี่ยนอารมณ์มาคุยเรื่องการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตัวเองกันบ้างดีกว่า โดยผมได้รับคำแนะนำจากเพื่อนคนหนึ่งว่าไม่ลองเขียนบทความเป็น Series เหรอ? เพราะสามารถลงลึกในเชิงเนื้อหาได้มากขึ้น กอปรกับความเป็น Blog ที่ยังไงคุณผู้อ่านสามารถย้อนกลับไปอ่านบทความที่คาบเกี่ยวกันได้สะดวกอยู่แล้ว เลยขอประเดิม Series แรกด้วยเรื่องการคิดแบบหมวก 6 ใบแล้วกัน

ผมเคยเขียนเรื่อง “การเมือง เรื่องที่ต้องใช้หมวก 6 ใบ” ไปแล้ว โดยในตอนนั้นเป็นการแนะนำเครื่องมือที่ใช้คิดวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองที่ค่อนข้างวุ่นวายเป็นสำคัญ ส่วนครั้งนี้จะเขียนในเชิงของการประยุกต์ในเรื่องทั่ว ๆ ไป ที่ผมในฐานะผู้ใช้คนหนึ่งที่ใช้ตั้งแต่การคิดเพื่อตัดสินใจอะไรคนเดียว หรือ ใช้เพื่อดึงแนวคิดจากทีมเพื่อสร้างอะไรใหม่ ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่านไม่มากก็น้อย
สำหรับตอนแรกจะเป็นหมวกใบแรกที่อยากแนะนำคือ “หมวกขาว” โดยเจ้าของแนวคิดคือ Edward de Bono เลือกใช้สีขาวเพราะต้องการสื่อถึงความบริสุทธิ์ โดยเราจะต้องทำความคิดและสติเราให้พร้อมกับการ “เปิดรับ” ข้อมูลต่าง ๆ ที่จะเข้ามาโดยมีเทคนิคเสริมดังต่อไปนี้
เทคนิคที่ 1 ปรับสมองให้เป็น Info Mode โดยการเลือกรับ “ความจริง” หรือ “ข้อเท็จจริง” เป็นสำคัญ แม้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเราจะดราม่าน้ำตาแตก ก็ขอให้ฟังและสังเกตหาข้อมูลที่ซ่อนอยู่ภายใต้ “ความคิดเห็น” นั้น ๆ เพราะมันใช้เวลาแป็บเดียว ไม่ต้องกลัวคนอื่นหาว่าเราเป็นคนใจหินอะไรเพราะเดี๋ยวเราก็จะต้องใช้หมวกแดงกันอยู่แล้ว มีเวลาให้ปล่อยของแน่นอนไม่ต้องห่วง ดังนั้นจุดเน้นของเทคนิคแรกคือการแก้ตั้งแต่เราจะ Intake ข้อมูลเข้ามาเป็นสำคัญว่าต้องเลือกรับแต่ในสิ่งที่เป็นความจริง ข้อเท็จจริง หรือ ความคิดเห็นให้ได้
เทคนิคที่ 2 ตัดอารมณ์เราเองให้ขาด ข้อมูลบางอย่าง เช่น ภาพ เรื่อง เหตุการณ์ ชื่อ คำ วลี หรือ ประโยคมีอิทธิพลกับใจของเราทางใดทางหนึ่ง เหมือนกรรไกรคม ๆ ที่มาตัดหนังสติ๊กที่เหนี่ยวไกรอไว้ให้เรารู้สึกได้หลายอย่างทั้งความรัก โลภ โกรธ หลง ดังนั้นการตัดอารมณ์นี้ต้องเปิดรับข้อมูลอย่างมี “อุเบกขา” อ่าน ดู ฟัง อย่างที่มันเป็น ท่องไว้ “ตถตา – มันเป็นเช่นนั้นเอง” ผมทราบว่ามันไม่ง่ายแต่จุดนี้แหละที่ทำให้คนใช้หมวก 6 ใบไม่สำเร็จ บางทีเราไม่ชอบคนนี้...หมั่นใส้ บางทีเราแอบเป็นห่วงคนนี้...เพื่อนฉัน หรือ บางทีเราเคารพมากเพราะยังไงก็เป็นคนมีบุญคุญกับที่บ้าน พวกนี้แหละทำให้เราเขวได้หมด ดังนั้นจุดเน้นของเทคนิคที่สองคือการจัดการกับความคิดเราเองระหว่างที่กำลังรับข้อมูลในแง่ของอารมณ์ความรู้สึก
เทคนิคที่ 3 อย่าอ่านใจ อันนี้ต้องโดยเฉพาะกับคุณผู้อ่านที่มีความคิดเฉียบคม หลายครั้งเรามีความสามารถในการ Read in Between the Line หรือกลุ่มที่เป็น Active Reader/Listener จะต้องสะกิดตัวเองให้ดี ๆ เพราะคนกลุ่มนี้บางทีเพื่อนพูดมายังไม่ครบประโยคเลยแต่สามารถสร้างภาพในหัวมารอได้แล้ว บางทีเห็นชัดกว่าต้นทางอีก กลายเป็นแทนที่จะได้ข้อมูลของแท้ก็จะได้ข้อมูลสังเคราะห์แทน ดังนั้นจุดเน้นของเทคนิคที่สามนี้คือการจัดการกับความคิดเราเองระหว่างรับข้อมูลในแง่ของความตรง (Validity) ของข้อมูลที่รับมา
เทคนิคที่ 4 อย่าสรุปเบี้ยว คุณผู้อ่านต้องเคยเจอแน่นอน บางทีสัมมนาหรือประชุมอะไรกันเสร็จ เพื่อนเล่ามาอย่างคนฟังสรุปไปอีกอย่างแบบเฉยเลย บางคนแต่งตอนหัว ตอนกลาง ตอนท้าย แล้วแต่ลีลา ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลอะไรที่ไม่ตรงได้ ทางแก้คือการเก็บข้อมูลแบบ Verbatim หรือใครว่ายังไงก็เก็บมาแบบนั้น แล้วค่อยมาแกะอีกทีว่าข้อมูลจริง ๆ นั้นคืออะไร เพราะผมเคยเจอบางคนเขาอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งนานมาก ๆ พอฟังเรื่องอื่นมาก็บอกว่า “นี่แหละ เหมือนของฉันเลย” หรือ "จริง ๆ มันเป็นเรื่องเดียวกันนั่นแหละ" อ้าว? ดังนั้นจุดเน้นของเทคนิคนี้ที่สี่นี้จะอยู่ที่การจัดการกับการสรุปข้อมูลแล้วว่าทำอย่างไรไม่ให้สรุปไปอย่างอื่น
เทคนิคที่ 5 บันทึกเดี๋ยวนึกไม่ออก ถ้าเราเป็นคนที่จะต้องทำอะไรหลายเรื่อง ๆ แล้ว การบันทึกไว้ไม่ว่าจะด้วยการจด พิมพ์ หรือ ถ่ายรูปบนกระดานที่ประชุมจะช่วยให้เราสามารถกลับมาต่อเรื่องเดิมได้ง่ายกว่าการจำออกไปทั้งนั้น โดยเฉพาะเวลาประชุมต้องมีบันทึก ผมรู้ว่าหลายคนที่ต้องเขียนมักจะบ่นว่าเสียเวลา แต่จริง ๆ แล้วท่านได้ช่วยประหยัดเวลาให้องค์กรอย่างมากในการกลับมาอ้างอิง ในขณะที่การคิดคนเดียวก็ควรมีสมุดบันทึกเก็บรายละเอียดเอาไว้เพื่อให้เราจะได้กลับมาคิดต่อได้ถูก โดยการบันทึกจำเป็นต้องให้ทราบที่มาของข้อมูลด้วย (ไม่ต้องละเอียดเหมือนวิจัยก็ได้ แต่ควรรู้ว่ามาจากไหน) ดังนั้นจุดเน้นของเทคนิคสุดท้ายในวันนี้คือการบันทึกสิ่งที่จะดึงให้เรากลับมาสู่ข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นเอง
โดยสรุปในภาพกว้าง หากคุณผู้อ่านอยากใช้หมวกขาวเก่ง ๆ สามารถประยุกต์หลักกาลามสูตรมาเสริมดูว่าการอย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งต่าง ๆ ตั้งแต่แรกพบนั้นเป็นยังไง เพราะการมีข้อมูลที่ชัดเจนและครบถ้วนคือต้นทุนทางปัญญาที่จะเอาไปค้นหาอะไรต่อไปได้อีกไม่รู้จบ
สุดท้ายคือเราสามารถกลับมาที่หมวกขาวอีกทีเมื่อไหร่ก็ได้ เมื่อไหร่ที่เราพบ “ข้อมูลใหม่” ในเรื่องเดียวกันเราก็เปิดรับและค่อยจับมาเปรียบเทียบ ข้อมูลไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกันเสมอไปก็ได้ เพราะในความเป็นจริง “สมมติสัจจะ” เปลี่ยนได้ตลอดเวลา ดังนั้นเก็บ แต่อย่าขังตัวเองไว้กับข้อมูลใดข้อมูลหนึ่ง


สำหรับ Ministry of Leaning – The Series: อัจฉริยะด้วยหมวกหกใบตอนที่ 1 นี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอให้มีความสุขกับการเก็บเกี่ยวข้อมูลอย่างรอบคอบ และ สัปดาห์หน้าเรามาต่อกันที่หมวกแดง จะแรงแค่ไหนโปรดติดตาม สำหรับวันนี้สวัสดี

เขียนโดย 
คุณโชดก ปัญญาวรานันท์ 
ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรมนวัตกรรมการศึกษา 

สถาบันคีนันแห่งเอเซีย