Showing posts with label เรียนอย่างไร. Show all posts
Showing posts with label เรียนอย่างไร. Show all posts

Monday, November 21, 2016

การศึกษาไทยควรใส่อะไรในหลักสูตร

เคยคิดหรือไม่ ว่าเด็กเรียนหนังสือไปเพื่ออะไร? ถ้าตอบตามทฤษฎีคงจะตอบว่าเรียนหนังสือไปเพื่อให้มีความรู้ มีอาชีพ พัฒนาประเทศ หรือแม้แต่ เป็นพลเมืองที่ดีของโลก แต่ในทางปฏิบัติคงจะตอบว่าจะเรียนต่อมหาวิทยาลัยดี ๆ จะได้มีเงินเดือนสูง ๆ และ เคยคิดหรือไม่ ว่าเด็กได้อะไรจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน? ถ้าตอบตามทฤษฎีคงจะตอบว่าสามารถทำงานได้ หรือ ดำรงชีพอยู่ในสังคมได้ แต่ในทางปฏิบัติ (โดยส่วนใหญ่) คำตอบน่าจะคือได้วุฒิ ม. 6 เพื่อไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย

เห็นถึงตรงนี้แล้วพอจะเห็นได้ว่า ผลผลิตของระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยมีช่องว่างระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติมากกว่าที่เราคิดเยอะเลย เพราะในทางทฤษฎีการจบการศึกษาขั้นพื้นฐานน่าจะเพียงพอที่ทำให้เด็กมีพื้นฐานในการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้แล้ว แต่ในทางปฏิบัติแล้วยังห่างไกลนัก เพราะขนาดนิสิต/นักศึกษาปริญญาตรีที่จบมาใหม่ ยังต้องการการสอนงานอีกมากกว่าจะทำงานได้เต็มศักยภาพ

ดังนั้นช่องว่างตรงนี้คือสิ่งที่นักการศึกษาไทยต้องมาช่วยกันคิด เพราะถ้าปล่อยไว้แบบนี้ต่อไป ความศักดิ์สิทธิ์ของระบบการศึกษาไทยจะเสื่อมลงเรื่อย ๆ จนถึงยุคที่ซื้อปริญญาบัตรมาสมัครงานง่ายกว่า เข้าตำรา “เรียนง่าย จ่ายครบ จบแน่นอน” จึงพบว่าปัจจุบันบริษัทเอกชนหลายแห่งหันมาเปิดสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคนป้อนระบบแรงงานของตนเองกันแล้ว เพราะผลผลิตจากระบบการศึกษาไม่ได้ตอบโจทย์

ผมเคยจัด Focus Group เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนต่อมาตรฐานการศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์จากครู อาจารย์มหาวิทยาลัย และ ภาคเอกชน หลายรอบ หลายจังหวัด ได้เสียงสะท้อนที่น่าสนใจว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานจริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องสอนยากหรือเยอะ สอนในสิ่งจำเป็นและทำให้เด็กรู้จริงให้ได้ ทำได้ให้จริง มีสามัญสำนึกที่เหมาะสม แค่นั้นก็พอแล้ว ที่เหลือเดี๋ยวอาจารย์มหาวิทยาลัยกับสถานประกอบการจะรับช่วงต่อเอง
จึงเป็นที่มาของประเด็นในวันนี้ว่า ไหน ๆ เราก็กำลังทำจัดทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับใหม่ ผมอยากถือโอกาสเสนอทางเลือกให้กับคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฯ ได้พิจารณาเพื่อดูว่าจะเป็นประโยชน์มากน้อยประการใด

ผมได้ศึกษาเอกสาร กรอบสำหรับการศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน หรือ A Framework for K-12 Science Standard โดยสภาการวิจัยแห่งชาติสหรัฐอเมริกา National Research Council (2012) ซึ่งสหรัฐอเมริกาใช้เอกสารตัวนี้เป็นแนวทางให้รัฐต่าง ๆ นำไปประกอบการพิจารณาร่าง “มาตรฐาน” และ “หลักสูตร” ของตนเองในลำดับถัดไปโดยเอกสารดังกล่าวมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การเขียนกรอบนี้จะแยกแยะความเหมือนและความแตกต่างของวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์อย่างชัดเจน (อันนี้จะมาว่ากันในโอกาสต่อไป) และ 2) มีการกำหนดองค์ความรู้ที่เรียกว่า Cross Cutting Concept ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่ผมไม่เห็นในการศึกษาบ้านเราเลยCross Cutting Concept คืออะไร? Cross Cutting Concept คือ Concept ที่จำเป็นต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ และ วิศวกรรมศาสตร์ (ตาม NRC) แต่หากพิจารณาลึก ๆ แล้วจะพบว่าเป็น Concept ที่สำคัญกับการเรียนรู้แทบจะทุกสาขา ซึ่งมี 7 ข้อดังต่อไปนี้

  1. Pattern (รูปแบบ) ตามแนวคิดของ NRC นักเรียนที่ผ่านการศึกษาขั้นพื้นฐานจะต้องสามารถแยะแยะความเหมือนและความแตกต่างรวมถึงจัดกลุ่มสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้ ทั้งในแง่ของสี รูปร่าง ขนาด รูปแบบ จังหวะ หรือแม้แต่ เวลาได้ เช่น ความเหมือนและความแตกต่างของสัตว์ประเภทต่าง ๆ หรือ รูปแบบการก้าวเท้าของกิ้งกือ เป็นต้น
  2. Cause and Effect (สาเหตุ และ ผลกระทบ) นักเรียนสามารถเห็นและเชื่อมโยงสาเหตุและผลกระทบของสิ่งต่าง ๆ จนสร้างเป็นสมมติฐาน (Hypothesis) รวมถึงสร้างแบบจำลองเพื่อแสดงความสัมพันธ์ของสาเหตุและผลกระทบได้ เช่น ตั้งสมมติฐานและสร้างแบบจำลองรูปแบบในการตีลูกบอลด้วยไม้
  3. Scale, Proportion and Quantity (อัตราส่วน สัดส่วน และ ปริมาณ) นักเรียนสามารถใช้หน่วยต่าง ๆ เพื่อแทนสิ่งที่ใหญ่หรือเล็กมาก ๆ แทนเวลาที่ช้าหรือเร็วมาก ๆ จนถึงเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยต่าง ๆ เพื่อคำนวณสัดส่วน หรือ ปริมาณต่าง ๆ ได้ เช่น การใช้รู้หน่วยของระยะทางกับหน่วยของเวลาทำให้ทราบทราบความเร็วและหน่วยของความเร็วได้ เป็นต้น
  4. Systems (ระบบ) นักเรียนสามารถเข้าใจระบบ หมายถึง กลุ่ม องค์ประกอบภายในระบบ และ ความเคลื่อนไหวในระบบ รวมถึงขอบเขตและทรัพยากรที่จะต้องใช้ในระบบด้วย เช่น การสังเคราะห์ด้วยแสง วัฏจักรชีวิต ซึ่งสามารถขยายความเข้าใจไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างระบบได้ด้วย เช่น ระบบของโลกกับระบบของดวงจันทร์ เป็นต้น
  5. Energy (พลังงาน) นักเรียนเข้าใจ Concept ของพลังงานและสสาร กฎการถ่ายเทและการอนุรักษ์พลังงาน โดยเข้าใจเป็นเชิงระบบด้วย (Input Process Output) เช่น การถ่ายเทพลังงานงานระหว่างพื้นผิวโลกและชั้นบรรยากาศของโลกกับการเปลี่ยนสถานะของน้ำ
  6. Structure and Function (โครงสร้างและหน้าที่) นักเรียนเข้าใจรูปร่าง หน้าที่และการทำงานร่วมกันของส่วนประกอบต่าง ๆ รวมถึงเข้าใจคุณสมบัติของวัสดุที่จะนำมาใช้กับส่วนประกอบต่าง ๆ ด้วย เช่น รู้รูปร่างและหน้าที่ของชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่นำมาประกอบเป็นจักรยาน จนถึงรู้วัสดุทดแทนหากต้องการพัฒนาให้จักรยานเบาขึ้นได้
  7. Stability and Change (ความคงที่และความเปลี่ยนแปลง) นักเรียนเข้าใจ Concept ของความคงที่ออกจากความเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่าง ๆ ได้ แม้ว่าความเปลี่ยนนั้นอาจจะใช้เวลานานกว่าที่จะสังเกตด้วยตาเปล่า เช่น การผลิบานของดอกไม้ การระเหยของน้ำ หรือ แม้แต่การเกิดหินงอกหินย้อย ซึ่งถือเป็น Concept สุดท้ายที่ทาง NRC เสนอให้อยู่ในมาตรฐานที่นักเรียนที่ผ่านการศึกษาขั้นพื้นฐานควรมี
อ่านถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่าการกำหนดกรอบถึงเรื่อง Cross Cutting Concept นี้แยกออกจาก “สาระการเรียนรู้” ในวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ออกมาเลย เนื่องจากเป็นสิ่งที่สะดวกต่อการวัด และ ส่งเสริมการเรียนใน Concept อื่น ๆ ได้ดีกว่า ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจหากวงการศึกษาบ้านเราจะพิจารณาให้ระบุให้ชัด
หลายคนอาจแย้งในใจว่าหลักสูตรของเดิมก็มีอยู่แล้วในสาระที่ 8 ของมาตรฐานวิทยาศาสตร์ และ สาระที่ 6 ของมาตรฐานคณิตศาสตร์ แต่การนำไปใช้พบว่าออกไปในรูปของ “การบูรณาการ” ซึ่งก็พิสูจน์แล้วว่านักเรียนส่วนน้อยยังไม่ได้มีความเข้าใจและทักษะในเรื่องเหล่านี้เพียงพอเลย

ดังนั้นหากจำเป็นต้องยกระดับการศึกษาของชาติจึงต้องบรรจุสิ่งที่จำเป็นไว้ในมาตรฐานและหลักสูตรจะต้อง และ กำกับติดตามในการสอน เพื่อให้นักเรียนมีทั้งความรู้และทักษะต่าง ๆ เหล่านี้อย่างเชี่ยวชาญ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่สำคัญต่อนักเรียนทุกคนไม่ว่าเขาจะออกไปหางานทำหรือออกไปศึกษาต่อ เพราะวันนี้ไม่มีใครรู้หรอกว่านักเรียนคนไหนจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีหรือเลขาธิการสหประชาชาติในอนาคต ดังนั้นเราการศึกษาที่ดีที่สุดจึงเป็นอนาคตของพวกเราทุกคน

เขียนโดย 
คุณโชดก ปัญญาวรานันท์ 
Business Process Manager 

สถาบันคีนันแห่งเอเซีย

Monday, December 1, 2014

เรียนทำไม อย่างไร และ อะไร หลักง่าย ๆ ที่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย


สำหรับช่วงที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสจัดกิจกรรมการอบรมบุคลากรทางการศึกษาหลาย ๆ งานติดกัน ล่าสุดเป็นการจัดอบรมให้กับผู้บริหารสถานศึกษาและศึกษานิเทศก์ในโครงการที่ชื่อว่า โบอิ้ง ยกระดับการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยี ซึ่งก็ได้รับความกรุณาจากท่านประธานอำนวยการสถานบันคีนันแห่งเอเซีย คุณปิยะบุตร ชลวิจารณ์ มาเป็นประธานในการเปิดการอบรม

โดยนอกจากจะเปิดอบรมแล้ว ท่านยังให้แง่คิดมุมมองที่น่าสนใจหลายอย่างตั้งแต่แนวคิดทางการศึกษาจนถึงการใช้ความเป็นผู้นำไปช่วยกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดี ๆ ในแต่ละโรงเรียนให้ได้ ผมเองเห็นว่ามีประโยชน์เลยอยากหยิบยกมาเล่าผ่าน Ministry of Learning ฉบับนี้ โดยเรียบเรียงแนวคิดทั้งหมด Model ใหม่ที่มีชื่อว่า Why How What ที่สามารถอธิบายว่าเราแต่ละคนเรียนไปทำไม เรียนอย่างไร และ เรียนอะไรมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้การเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ตอบโจทย์การทำงานได้ในโลกอนาคตได้ โดย Model มีหน้าตาดังนี้


ส่วนที่ 1 คือ Why เราจะเรียนไปทำไม? เริ่มจากทางด้านซ้าย อันนี้เคยถามตัวเองกันบ้างมั้ยว่าเราเรียนเรื่องราวต่าง ๆ ไปเพื่ออะไร คำตอบง่ายของ Model นี้คือเราเรียนเพื่อให้มีแนวคิด (Idea) ในการเอาไปต่อยอดในการทำงาน การแก้ปัญหา หรือ การค้นพบอะไรใหม่ ๆ โดยการเรียนรู้อะไรทุกอย่างจะต้องเริ่มจากการเก็บเกี่ยวและสั่งสมองค์ความรู้ (Knowledge) ตั้งแต่เรื่องง่าย ๆ ไปยังเรื่องที่ยากขึ้นนั่นเอง
ยิ่งเรื่องไหนเป็นเรื่องที่มีเนื้อหามาก อย่างเช่นแพทยศาสตย์ วิทยาศาสตร์ หรือ วิศวกรรมศาสตร์ ก็จะต้องใช้เวลากับการเรียนความรู้นานหน่อย หลายอย่างจำเป็นต้อง “ท่อง” หลายเรื่องจำเป็นต้องเจาะลึกเพื่อให้ตกตะกอนเป็นแนวคิด หลายอย่างต้องอาศัยการศึกษาอย่างรวดเร็ว (Speed Reading) เพราะเมื่ออิ่มตัวแล้ว เราจะสามารถใช้ความรู้ (Knowledge) ไปสู่การสร้างแนวคิด (Idea) ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่บางทียังไม่รู้จักด้วยซ้ำ ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่เป็นความสามารถสำคัญที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต
ดังนั้นคนไหนที่ยิ่งรู้แน่น ยิ่งรู้ลึก และ ยิ่งรู้จริงแล้ว คน ๆ นั้นก็จะกลายเป็นคนที่มีแนวคิดที่ชัดเจน ถูกต้อง และ แม่นยำในที่สุด

ส่วนที่ 2 คือ How เราจะเรียนอย่างไร? ส่วนนี้ไม่ได้สำคัญกว่าส่วนที่เหลือ แต่เนื้อหาจะมากหน่อยเพราะแบ่งเป็น 4 ขั้นย่อย ๆ ได้แก่
  1. Research การศึกษาในประเทศที่ประสบความสำเร็จจะเริ่มจากการให้นักเรียนทำวิจัยก่อน เพราะวิจัยต้องใช้ทักษะหลายอย่างทั้งการอ่าน การสังเกต การตั้งคำถาม การเก็บข้อมูล ฯลฯ อย่าเพิ่งตกใจไปว่าวิจัยจะต้องเป็นเรื่องใหญ่ เพราะทุกวันนี้เอาจริง ๆ นะ คนเราทำวิจัยกันตลอดเวลา ง่าย ๆ เลยช่วงปลายปี้นี้จะหา Trip ดี ๆ ไปเกาหลีคุณผู้อ่านจะต้องทำอย่างไรบ้าง แน่นอนอ่านหนังสือ เลือกเมือง เลือกที่ที่อยากไป Shop ทัวร์ตามงานท่องเที่ยว ศึกษาวิธีการแลก Point จากบัตรเครดิตให้เป็นตั๋วเครื่องบิน เพื่อจัดการเดินทางที่เหมาะกับเราที่สุด แค่นี้ก็ถือเป็นวิจัยแล้ว เพราะวิจัยไม่จำเป็นต้องเขียนออกมาเป็นหนังสือปกแข็งมี 5 บท เล่มหนา ๆ แล้วถึงจะเรียกว่าเป็นงานวิจัยเสมอไป
  2. Summarize ขั้นต่อในจะพบอีกว่า ในหลายประเทศที่การศึกษาดี ๆ เขาจะฝึกให้นักเรียนฝึกสรุปความ หรือ Précis (เป็นคำที่มาจากภาษาฝรั่งเศสอ่านออกเสียงว่า Preh-Si) เริ่มจากอ่าน 1 เรื่องย่อเหลือ 1 หน้า จนเก่ง ๆ แล้วอ่าน 1 เล่มย่อเหลือ 2 หน้า เป็นต้น วิธีการนี้จะเป็นการฝึกให้เด็ก ๆ อ่านเร็ว อ่านจับใจความ หรือ บ้านเราชอบเรียกเล่น ๆ ว่า “อ่านเอาเรื่อง” อ่านเสร็จต้องเลือกสิ่งที่สำคัญ และ สรุปออกมาให้อ่านได้สะดวก ในโลกของการทำงาน Précis ถูกใช้ตอนเขียนบทสรุปผู้บริหาร หรือ บทคัดย่อ เรียกว่าอ่านหน้านี้หน้าเดียวจะมีข้อมูลสำคัญเพืยงพอต่อการนำไปใช้ในการคิดและวิเคราะห์ต่อไป
  3. Analyze ขั้นสูงขึ้นมาคือการวิเคราะห์ หรือการแยกแยะเรื่องใหญ่ ๆ ให้กลายเป็นเรื่องย่อย ๆ เพื่อให้สามารถจัดกลุ่ม มองหาความเหมือนความต่าง หรือ มองลึกไปถึงที่มาที่ไปของสิ่งที่เกิดขึ้นได้ จะเห็นได้ว่าคนที่มีความสามารถนี้จะเป็นระดับนักคิดหรือกุนซือทั้งนั้น เพราะเมื่อเวลาเราเจอปัญหาแน่นอนเราแก้ไม่ได้ทั้งหมด แต่ถ้าเราสามารถแยกและเลือกปัญหาที่สำคัญที่สามารถจัดการได้ และ ลุยไปเป็นเรื่อง ๆ แบบนี้งานจะเคลื่อน ซึ่งความสามารถนี้เป็นความสามารถที่ใคร ๆ และไม่ได้มีกันทุกคนแต่ก็ฝึกฝนได้
  4. Synthesize ขั้นสุดท้ายคือการสังเคราะห์เพื่อหาแนวคิดใหม่ ๆ เป็นได้หมดทั้งการสร้างแนวคิดเพื่อแก้ปัญหา การคิดเพื่อสร้างนวัตกรรม การคิดเพื่อสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่จะต่อยอดสู่การพัฒนางานด้านอื่น ๆ โครงงานอื่น ๆ หรือแม้แต่สมการใหม่ ๆ ที่สามารถให้เราหาคำตอบเพื่อก้าวข้ามขอบเขตความรู้ที่มีอยู่ในปัจจุบัน แน่นอนกว่าที่จะมีความสามารถในขั้นนี้ต้องผ่านการตกผลึกและใช้ประสบการณ์พอสมควร คนที่ไม่ต้องใช้ประสบการณ์และสามารถมีความสามารถนี้ได้ได้อย่างรวดเร็วจะจัดอยู่ในกลุ่มคนที่มีพรสวรรค์ (Talent) แต่ก็นั่นอีกแหละ ขึ้นชื่อว่าอยากเรียนรู้แล้วค่อย ๆ ฝึกก็จะพบ เพราะการบอกว่ามีความสามารถนี้เฉย ๆ ไม่เจ๋งเท่ากับว่าเราใช้ความสามารถนี้ทำอะไรได้บ้าง
ส่วนที่ 3 คือ What เราจะเรียนอะไร? แปลกมั้ยว่าทำไมถึงมาทีหลัง เพราะในความเป็นจริงแล้ว What จะเป็นสิ่งจะตามมาหลังจากที่เราทราบเป้าหมายและวิธีการจะนำมาสู่การเลือกเครื่องมือแล้วต่างหาก
โดยเราจะเรียนอะไรตามใน Model จะหมายถึงสัดส่วนระหว่าง การคิด (Thinking) และ เนื้อหา (Content) ว่าจะหนาบางต่างกันแค่ไหนในแต่ละระดับของการเรียนรู้ที่กล่าวมาแล้ว โดย What จะแปรผันตามระดับดังกล่าว กล่าวคือในช่วงที่เราหาความรู้หรือทำวิจัยอยู่ แน่นอนสัดส่วนของเนื้อหาจะมากกว่าสัดส่วนของการคิด เพราะหากคิดมากเกินไป (คิดไปเอง) จะทำให้การเก็บเกี่ยวความรู้ของเราบิดเบี้ยวหรือผิดเพี้ยนได้ (เคยเห็นคนที่ยังไม่ทันฟังครบประโยคแล้วตบโต๊ะมั้ย) แต่พอการเรียนรู้ค่อย ๆ ขยับขึ้นไปสู่ขั้นของการวิเคราะห์ (Analyze) หรือ สังเคราะห์ (Synthesize) แล้ว ต้องใช้แนวคิด (Idea) มากขึ้นแล้ว สัดส่วนของการคิดจะค่อย ๆ มากกว่าสัดส่วนของเนื้อหา เพราะถึงระดับบน ๆ แล้ว ความรู้ที่มีจะกลั่นตัวให้เหลือเพียง Concept คม ๆ ที่เอาไปใช้ได้มากขึ้นนั่นเอง
เป็นอย่างไรกันบ้าง อ่านถึงตรงนี้แล้วหลายคนอาจจะรู้สึกคุ้นบ้าง ขัดบ้าง ก็ถือเป็นการเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนนะ เพราะสิ่งที่ผมสังเคราะห์มาไม่ใช่ทฤษฎี แต่เป็นการร่าง Model ที่ผมเองคิดว่าน่าจะได้มีโอกาสทำวิจัยในเรื่องนี้ เพราะการมองเห็นความเชื่อมโยงแบบนี้จะเป็นกลไกที่สำคัญที่จะเชื่อมโยง “การศึกษา” กับ “การทำงาน/ธุรกิจ” สำหรับทุกเพศทุกวัยอย่างแท้จริง

สำหรับ Ministry of Learning ฉบับนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอให้มีความสุขกับการมี Idea ใหม่ ๆ แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดี


เขียนโดย 
คุณโชดก ปัญญาวรานันท์ 
ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรมนวัตกรรมการศึกษา 
สถาบันคีนันแห่งเอเซีย