Showing posts with label คีนัน. Show all posts
Showing posts with label คีนัน. Show all posts

Monday, October 13, 2014

อัจฉริยะด้วยหมวกหกใบตอนที่ 3: หมวกเหลือง เรื่องดี ๆ ที่เราเลือกได้

สวัสดีคุณผู้อ่าน สัปดาห์นี้เข้าสู่ตอนที่สามของเรื่องการคิดแบบหมวก 6 ใบแล้ว โดยจะเป็นตอนต่อจากสัปดาห์ที่แล้วที่คุยกันถึงเทคนิคการใช้หมวกแดงเพื่อให้เราสามารถปลดปล่อยและเก็บเกี่ยวอารมณ์ความรู้สึกของเราเองที่มีต่อข้อมูลที่เราได้รับมาจากหมวกขาว

ว่าแล้วสัปดาห์นี้เรามาคุยกันต่อถึงหมวกใบที่สามของเราดีกว่า นั่นคือ “หมวกเหลือง” โดย Edward de Bono จงใจใช้สีเหลืองเพราะต้องการสือถึง “มุมมองด้านบวก” ที่มีต่อข้อมูลที่เราได้มาจากการเปิดรับด้วยหมวกขาว (ไม่ใช่แดง)

ทั้งนี้โดยมากแล้วเราจะใช้หมวกเหลืองต่อจากหมวกแดง สิ่งแรกที่จะต้องทำก่อนคือการถอด “หมวกแดง” ออก ห้ามอารมณ์ค้าง ไม่ต้อง Feel ไม่ต้องอิน เอิบอิ่ม หรือ กรี๊ดกราด เอาจิตกลับไปอยู่ที่ข้อมูลที่รับมาจากหมวกขาวเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ดี ด้วยมุมมองด้านนี้สำคัญไม่แพ้ด้านอื่น ๆ เพียงแต่เราไม่ค่อยได้ฝึก ดังนั้นการสวมหมวกเหลืองจึงเป็นช่วงสำคัญที่ให้เราได้มีโอกาสคิด ใคร่ครวญ และ มองหาสิ่งที่ดี ๆ เพื่อให้เราไม่พลาดโอกาสที่อยู่ในข้อมูลที่เรากำลังพิจารณาอยู่โดยไม่มีการรบกวนจากการคิดในมุมมองอื่น ๆ ลองใช้เทคนิคต่อไปนี้ดูนะ
เทคนิคที่ 1 ใช้ “ถ้า” หลาย ๆ ท่า คำว่า “ถ้า” ในทางวิชาการคือคำถามเชิงวิจัยนะ เพราะเราต้องมีสมมติฐาน บางอย่าง ซึ่งในชีวิตจริงเราใช้คำนี้บ่อยเหลือเกินแต่เรากลับรู้สึกว่าวิจัยเป็นเรื่องไกลตัว เทคนิคนี้คือการใช้คำว่า “ถ้า” ในหลาย ๆ แบบกับข้อมูลที่ได้มาจากหมวกขาว การใช้ “ถ้า” เป็นการบอกว่าเรามองเห็นความเชื่อมโยงยางอย่างออก ดังนั้นสิ่งที่เราจะ List ออกมาจะไม่ได้เกิดจากการเดา แต่จะมีหลักคิดอะไรบางอย่างติ่งไว้อยู่เสมอ
เทคนิคที่ 2 กระจายประโยชน์ ลองมองหาจุดที่ให้เราเกาะความคิดไปได้โดยสะดวก เช่น จากข้อมูลที่เราได้รับมีถ้าเป็นจริง อะไรบ้างที่จะเป็นข้อดีที่เกิดกับเรา? อะไรบ้างที่จะเป็นข้อดีกับครอบครัวเรา? อะไรบ้างที่จะเป็นข้อดีกับองค์กรเรา? ฯลฯ ได้ทุกระดับจนถึงระดับชาติ หรือ ระดับโลก แบบนี้เราจะได้ List มุมมองด้านบวก ๆ ออกมาอีกเยอะเลย
เทคนิคที่ 3 ปัจจุบันหรืออนาคต มีคนถามบ่อยมากเวลาใช้หมวกเหลือว่าให้คิดจากสิ่งที่เกิดมาแล้ว เป็นอยู่ หรือ จะเป็นดีล่ะ จริง ๆ แล้วได้หมดแต่จะเป็นประโยชน์กว่าคิดถึงสิ่ง “เป็นอยู่” กับ “จะเป็น” เทคนิคนี้คือเราเอา อาจจะแยกคิดเห็นข้อดีในปัจจุบันกับข้อดีในอนาคตก็ได้ เป็นการใช้เทคนิคหมวกเหลือแบบคาบเกี่ยวหลายช่วงเวลา แต่อนาคตที่ว่าก็ต้องกะให้พอเหมาะนะ บางทีโจทย์เล็ก ๆ เช่นว่าจะย้ายงานแต่คิดไปถึงหลังเกษียณก็ยาวไปหน่อย เอาให้พอดี ๆ
เทคนิคที่ 4 เอาให้ตรงประเด็น หากเทคนิคที่ 1 – 3 ที่ผ่านมาเอาไว้สำหรับคุณผู้อ่านที่ไม่คุ้นกับการ Brainstorm หรือคิดไม่ออก แต่ถ้าคิดออกแล้วรู้สึกว่า “เยอะไป” ก็มาใช้เทคนิคที่ 4 นี้ดู โดยให้เตือนตัวเองว่าหมวกเหลืองเป็นเพียง 1 ใน 6 ของหมวกทั้งหมดที่เรามี หากเริ่มรู้สึกว่า List ไปวนไปแล้วล่ะก็อาจจะต้องเริ่มเลือกมองหาส่วนที่ดีที่ตอบโจทย์กับความต้องการ เช่น ข้อดีของการเรียนต่อ แต่งงาน ตัดสินใจอะไรบางอย่าง ฯลฯ เพราะการมุ่งประเด็นจะช่วยให้เราใช้หมวกเหลืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เทคนิคที่ 5 อย่ายึดติด อย่าลืมว่าหมวกเหลืองเป็นการคิดที่อาศัยข้อมูลที่มาจากหมวกขาว บางครั้งข้อมูลแรกที่เราได้มาทำให้เรามองเห็นอะไรที่ฟรุ้งฟริ้งมากเลย แต่พอกลับไปสวมหมวกขาวเพื่อค้นข้อมูลเพิ่มกลับพบความจริงใหม่ ๆ ที่เข้ามาเสริม แบบนี้ต้องบอกว่าเราต้องกล้าที่จะคิดใหม่ด้วย ไม่เช่นนั้นเราจะโดนหมวกเหลืองตัวเองหลอกเอาได้ อันนี้ไม่ง่ายนักเพราะต้องหักใจออกมา อย่าลืมว่า List ได้ก็ลบได้เสมอ ดังนั้นอย่ายึดติด เพราะหมวกเป็นแค่เครื่องมือในการคิดตามหน้าที่ของมันเท่านั้น
เทคนิคเสริมคืออาจจะมองได้ว่าหมวกเหลืองเป็นการระดมสมองอย่างหนึ่ง (Brainstorm) ดังนั้นตอนใช้โดยเฉพาะเวลาคิดหลาย ๆ คนอย่าเพิ่งห่วงเรื่องถูก/ผิด คิดออกมาก่อน อย่าเพิ่ง Kill Idea ในระหว่างคิดเพราะเอาหรือไม่เอาเป็นอีกเรื่อง แต่ถ้าคิดไม่ออกดูจะเป็นเรื่องมากกว่า สุดท้ายเมื่อเราพร้อมจะถอดหมวกเหลืองแล้วก็ขอให้ถอดออกไปจริง ๆ ถอดแล้ววาง จะมาใส่อีกทีเมื่อไหร่ค่อยว่ากันใหม่
เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับการฝึกเพื่อมองหาข้อดีของข้อมูลต่าง ๆ ที่เราได้รับมา ผมรู้ว่ามันไม่ง่ายสำหรับบางคนเพราะแนวโน้มแล้วหลายคนอาจจะถนัดหมวกดำมากกว่า ซึ่งสัปดาห์หน้าเราจะมาคุยกันในเรื่องนั้น ดังนั้นเทคนิคที่ให้จึงเน้นการคิดให้มองเห็นมุมมองด้านบวกให้ได้เยอะ ๆ ก่อน ใช่ไม่ใช้คิดออกมาแล้วค่อยเลือกก็ยังไม่สาย

สำหรับ Ministry of Leaning – The Series: อัจฉริยะด้วยหมวกหกใบตอนที่ 3 นี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอให้มีความสุขในการมองหาสิ่งดี ๆ รอบ ๆ ตัว ตอนต่อไปเราจะมาฝึกมองโลกในด้านมึด (Dark Side) ด้วยหมวกดำ จะน่ากลัวแค่ไหนก็ไปตามกันต่อได้ สำหรับวันนี้สวัสดี


เขียนโดย 
คุณโชดก ปัญญาวรานันท์ 
ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรมนวัตกรรมการศึกษา 

สถาบันคีนันแห่งเอเซีย

Wednesday, October 8, 2014

อัจฉริยะด้วยหมวกหกใบตอนที่ 2: หมวกแดง เทคนิคในการปล่อยอารมณ์อย่างเหนือชั้น

สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่าน ในที่สุดเราก็มาถึงสัปดาห์สุดท้ายของปีงบประมาณแล้ว ก็ขออนุญาติเป็นกำลังใจให้คุณผู้อ่านทุกท่านให้ได้รับการ Promote แต่งตั้ง เลื่อนขั้น หรือ มียอดขายสวย ๆ ให้เป็นแรงใจในการเติบโตต่อไป
สำหรับ Ministry of Learning สัปดาห์นี้จะเป็นตอนที่สองของ The Series เรื่องการคิดแบบหมวก 6 ใบ โดยในตอนแรกเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราคุยกันถึงเทคนิคการเปิดรับข้อมูลด้วย “หมวกขาว” ตาม Link นี้ ซึ่งคุยกันถึงแนวคิดและเทคนิคในการใช้หมวกขาวที่จะทำให้เราสามารถเก็บเกี่ยวข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ตรง และ สามารถนำไปสู่การคิดต่อยอดในหมวกอื่น ๆ ได้อย่างไร
สำหรับหมวกใบที่สองที่เราจะคุยกันวันนี้คือ “หมวกแดง” ซึ่งสีแดงนั้น Edward de Bono เจ้าของทฤษฎีนี้เลือกใช้สีแดงเพื่อสื่อถึง “อารมณ์และความรู้สึก” ด้วยเรื่องอารมณ์และความรู้สึกเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ เพราะมีความเกี่ยวโยงกับความสุขทุกข์ในชีวิตเรามากเหลือเกิน บางคนที่ผมรู้จักเป็นคนเก่งมีความสามารถ แต่ไม่สามารถบริหารอารมณ์ตัวเองได้ สุดท้ายปล่อยให้อารมณ์ตัดโอกาสความก้าวหน้าในชีวิตของตัวเองไปอย่างน่าเสียดาย
สิ่งที่เราควรรู้จักก่อนคืออารมณ์และความรู้สึกเกิดขึ้นได้ง่ายและเร็วมาก หลายทีที่เรารับรู้ข้อมูลอะไรมาก็เผลอใส่อารมณ์เข้าไปโดยที่ยังไม่ทันได้วิเคราะห์ข้อมูลก็มีบ่อย ๆ นำไปสู่ความขัดแย้งโดยไม่จำเป็นเลย ดังนั้นการมีหมวกแดงจึงเป็นการ “เปิดโอกาส” ให้เรารู้สึก แลกเปลี่ยน และจอดอารมณ์ของเรากับเพื่อนเราไว้ได้อย่างเหมาะสม โดยผมมีเทคนิคเสริมให้ดังต่อไปนี้
เทคนิคที่ 1 Focus ให้ถูกที่ เทคนิคแรกนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด เพราะการคิดด้วยหมวกหกใบนั้นมีความสำคัญที่จะต้อง Focus อยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในที่นี้คือ “ข้อมูล” ที่เราเปิดรับมาด้วยหมวกขาวแล้วเท่านั้น เน้นว่าเป็น “อารมณ์ของเราเอง” ไม่ต้องไปรู้สึกแทนใคร หรือ เอาเราไปอยู่ในเหตุการณ์ไหน แต่ให้มองความรู้สึกที่มีต่อเหตุการณ์นั้น ๆ ที่มากระทบใจเราเป็นหลักถึงจะเป็นความรู้สึกเราเองแท้ ๆ ที่มีต่อข้อมูลนั้น ๆ
เทคนิคเสริมที่ผมอยากแนะนำคือเราต้องตัดอารมณ์จากอารมณ์ของคนอื่น ๆ ด้วยนะ บางทีเรามีอารมณ์และความรู้สึกในเรื่องใดเรื่องหนึ่งขัดแย้งหรือตรงข้ามกับเพื่อนของเราก็อย่าได้เอาความแตกต่างทางอารมณ์นั้นมาสร้างเป็นประเด็นใหม่ คิด แลกเปลี่ยน และ วางมันลงอย่างนิ่มนวลจะดีที่สุด
เทคนิคที่ 2 มองและอยู่กับตัวเอง การอยู่กับตัวเองเหมือนจะง่ายนะแต่ไม่น่าจะใช่กับคนสมัยนี้ โดยเฉพาะการมีสื่อสังคมออนไลน์ที่เราสามารถคุยกับใครตอนไหนก็ได้ ทำให้เราขาดทักษะที่หันมาถามใจเราว่า “เฮ้ย คิดอะไรอยู่” เพราะแทนที่จะมีเวลาคุยกับตัวเองเราก็ Post ไปซะแล้ว นานวันเขาเราก็ลืมวิธีจัดการกับความรู้สีกตัวเองเพราะใช้ไปกับตอบ Ment เพื่อนแทน ดังนั้นเทคนิคนี้คือการตัดตัวเองออกมาจากช่องทางที่คุ้นเคย โดยฝึกที่จะมองความรู้สึกตัวเองที่มีต่อข้อมูลให้ได้ ทำได้ง่าย ๆ โดยการหายใจลึก ๆ หลับตาแป็บนึง และ มองหาความรู้สึกโดยสัมผัสจริง ๆ ว่าอารมณ์และความรู้สึกอยู่ส่วนไหน หน้าตาแบบไหน ทำบ่อย ๆ เราจะมีทักษะที่ทำได้เองอธิบายยากแต่ไม่ต่างอะไรกับการหัดหยิบของ หัดพูด หัดเดิน ที่เราทำเป็นอยู่แล้วนั่นไง
เทคนิคที่ 3 หาคำอธิบายที่ใช่ จากประสบการณ์ที่ผมได้ช่วยคนอื่น ๆ ในการระดมสมองมักจะตกม้าตายในเรื่องนี้ เพราะหลายคนไม่สามารถหาคำพูดที่สะท้อนอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองได้อย่างเหมาะสม หลายครั้งผมก็เป็น บางทีกรุ่น ๆ ไม่ทราบเหมือนกันว่าความรู้สึกนั้น ๆ คืออะไร อึดอัดแต่บอกใครไม่ได้ ดังนั้นเทคนิคง่ายคือจับสังเกต (อันนี้เทคนิคส่วนบุคคลมากนะ) เช่น เวลามีอารมณ์โกรธ จิตอยู่แถว ๆ อกมาขึ้นมาถึงลำคอ ทำให้เราเสียงสั่น ปากสั่น เวลามีอารมณ์เสียใจ จิตจะไปอยู่ใต้หูไปถึงจมูก พอดันออกมาโพละ น้ำตาแตกทันที หรือ เวลาอยากได้นั่นนี่นู่นมันละลิงโลดในใจ จิตไปหลังหรือขา จะเดินหน้าท่าเดียว อันนี้สุดแล้วแต่ ดังนั้นต้องหัดและอธิบายได้ ยิ่งอธิบายละเอียดยิ่งทำให้เราเข้าใจตัวเองได้มากเท่านั้น
เทคนิคเสริมถ้า Pro แล้วนะ คือการสังเกตระดับของความรู้สึกด้วยว่ามากน้อยหนักเบาอย่างไร อันนี้จะไม่ยากแล้วเพราะถ้าหาเจอก็แค่ลองวัดดูว่าประมาณไหน ก็จะทำให้เราจิตละเอียดขึ้นเป็นกองแล้ว
เทคนิคที่ 4 ซื่อสัตย์กับตัวเอง ความรู้สึกเป็น “ของเราล้วน ๆ” นะ หลายครั้งที่เราเผลอ “แอบตัดสิน” ความรู้สึกของเราโดยไม่รู้ตัว เช่น รู้สึกอิจฉา รู้สึกหมั่นใส้ รู้สึกไม่แฟร์กับเรา หลายคนที่ผมเจอคืออายที่จะบอกว่าตัวเองรู้สึกแบบนั้น หรือ ไม่อยากเผยความรู้สึกที่ทำให้เราดูแป็นคนเห็นแก่ตัวบ้าง ทั้ง ๆ ที่คำ ๆ นั้นอาจจะเป็นคำอธิบายอารมณ์และความรู้สึกของเราในตอนนั้นได้อย่างชัดเจนที่สุดก็ได้ ดังนั้นความซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เทคนิคง่าย ๆ คือ บอกตัวเองว่าฉันเป็นคนธรรมดา การคิดและการรู้สึกเป็นสิทธิ์ที่พึงมี ไม่ได้เดือดร้อนใคร
เทคนิคเสริมสำหรับมุมที่กลับกันคือ บางครั้งบางเรื่องเราไม่ได้รู้สึกอะไรสักกะอย่างเดียวก็มีนะ ก็ไม่ต้องไปน้อยอกน้อยใจว่าเราผิดปกติ เพราะโลกนี้มี “อารมณ์เฉย ๆ” นะไม่ต้องเหนื่อยประดิษฐ์หรือพยายามให้เราเหมือนใคร ซื่อสัตย์กับตัวเองเข้าไว้และเราจะสะดวกใจขึ้นมาอีกเยอะ
เทคนิคที่ 5 บันทึก เช่นกันกับหมวกอื่น ๆ เราต้องบันทึก โดยเฉพาะอารมณ์และความรู้สึกซึ่งเป็นอะไรที่เกิดขึ้นและผ่านไปเร็วมาก ไม่นิ่ง ดังนั้นเราต้องจับ อธิบาย และ ไม่ลืมที่จะบันทึกความรู้สึกของเราเองเอาไว้ในขณะที่เราสวมหมวกแดงอยู่ ก็จะทำให้เราย้อนกลับมาพิจารณาเมื่อเราต้องการถอยมามองโดยภาพรวมแล้ว
เทคนิคเสริมสุดท้ายคือเมื่อเรา ok กับการสะท้อนความรู้สึกของตัวเองและพร้อมจะถอดหมวกแดงแล้ว ขอให้ถอดหมวกแดงออกไปจริง ๆ โดยเรากลับมาเมื่อไหร่ก็ได้แต่เราต้องไม่ใส่อารมณ์นั้น ๆ ติดออกไปรบกวนการคิดในหมวกใบอื่น ๆ เด็ดขาด
เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับการฝึกเพื่อสะท้อนและเก็บเกี่ยวอารมณ์และความรู้สึกของเราเอง เหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่ายนะเพราะวัฒนธรรมบ้านเราไม่ได้เปิดโอกาสให้เราฝึกทักษะนี้มากนัก อย่ามองว่าเป็นเรื่องดีหรือร้ายแต่ให้อยากให้มองว่าเป็นเครื่องมือหนึ่ง ๆ ที่สามารถเปิดประโยชน์กับทุกคนได้ไม่มากก็น้อย
สำหรับ Ministry of Leaning – The Series: อัจฉริยะด้วยหมวกหกใบตอนที่ 2 นี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอให้มีความสุขกับการเก็บเกี่ยวความรู้สึกของตัวเองอย่างชัดเจน ตอนต่อไปเราจะมาฝึกมองโลกในแง่ดีด้วยหมวกเหลืองกัน จะช่วยให้เราเห็นโอกาสอะไรในชีวิตได้มากน้อยแค่ไหนโปรดติดตาม สำหรับวันนี้...สวัสดี

เขียนโดย 
คุณโชดก ปัญญาวรานันท์ 
ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรมนวัตกรรมการศึกษา 

สถาบันคีนันแห่งเอเซีย

การพัฒนาทักษะชีวิตเรื่องความรู้ในการบริหารการเงินส่วนบุคคล สำหรับกลุ่มนักเรียนนักศึกษา

เยาวชน คือ อนาคตของชาติ เป็นคำทั่วไปที่คนมักพูดถึง หากแต่สังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงในวันนี้นั้น เกิดคำถามว่า เด็กและเยาวชนในปัจจุบันมีทักษะชีวิตที่เพียงพอต่อการก้าวมาเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตหรือไม่ แม้ภายใต้หลักสูตรการเรียนการสอนที่ดูจะบีบรัดอย่างมาก เพื่ออัดความรู้ทุกอย่างที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องคิดว่าจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเด็กในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นชีววิทยา ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ขั้นสูง และอื่นๆ อีกมากมาย แล้วแม้ว่าจะมีการกล่าวว่า เด็กไทยขาดทักษะชีวิต หากแต่เมื่อไปพลิกหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ก็จะพบว่า ในความเป็นจริง ระบบการศึกษาไทยได้มีการบรรจุวิชาที่เกี่ยวข้องกับทักษะชีวิตแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อเน้นการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าในตนเอง การคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ การจัดการกับอารมณ์และความเครียด รวมทั้งการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น หากแต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ค่อนข้างจะเป็นนามธรรมที่วัดและประเมินยากในทางปฏิบัติ สิ่งที่เราอาจจะใช้พิจารณาได้อย่างง่ายๆ คือ ภายใต้สถานการณ์หนึ่งๆ เด็กๆ มีกระบวนการคิด วิเคราะห์และประมวลผล เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างไร และผลลัพธ์จากการตัดสินใจนั้นๆ ดีเพียงพอหรือไม่อย่างไร
                การมีทักษะชีวิตที่เพียงพอสำหรับเด็กและเยาวชนนั้น เป็นประเด็นข้อกังขังจากสังคมระดับหนึ่ง จากผลการประเมินระดับความรู้และความสามารถในการประยุกต์ใช้ อย่าง PISA (Programme for International Student Assessment)พบว่า ระดับความรู้ของเยาวชนไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างน่าห่วง PISA เป็นการประเมินที่ไม่ได้เน้นการคิดท่องจำ แต่เน้นการกระบวนการคิด ตัดสินใจและใช้เหตุผลเพื่อแก้ไขปัญหา รวมทั้งวิเคราะห์และสังเคราะห์ความรู้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ โดยสำรวจระดับความรู้ของเยาวชนอายุ 15 ปีที่จะเป็นอนาคตของชาติว่า สามารถนำความรู้ต่างๆ ที่ร่ำเรียนมาไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไร หรือที่เรียกว่า การรู้เรื่อง (Literacy) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ด้านสำคัญๆ ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหลักในการดำเนินชีวิตและพัฒนาตนเองและสังคม 1. ความรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) คือ การอ่านและสามารถนำสิ่งที่อ่านมาคิดวิเคราะห์ และสะท้อนเป็นความคิดตัวเองได้ 2. การรู้เรื่องคณิตศาสตร์ (Mathematics Literacy) ไม่ใช่แค่การบวกลบคูณหาร หรือถอดสมการ แต่คือการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ รอบตัวด้วยขบวนการเชิงคณิตศาสตร์ 3.การรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ (Science Literacy) ไม่ใช่แค่หลักการทางฟิสิกส์ เคมีและชีววิทยา แต่คือการใช้ความรู้และความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ในการระบุปัญหา ค้นคว้าข้อมูล และใช้ประจักษ์พยานทางวิทยาศาสตร์ จากผลการประเมิน PISA ล่าสุดในปี 2555 นั้น พบว่า คะแนนเฉลี่ยทั้ง 3 ด้านของเด็กไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งหมด 65 ประเทศที่สำรวจในครั้งนี้ และเมื่อเทียบระดับคะแนนกับประเทศต่างๆ พบว่า เด็กไทยมีความรู้อยู่ในลำดับที่ 50 ขณะที่ประเทศอื่นๆ อาทิเช่น เซี่ยงไฮ้ สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน เกาหลีและญี่ปุ่น อยู่ใน 6 ลำดับแรก ส่วนประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น เวียดนาม ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจและการพัฒนาที่เป็นรองกว่าประเทศไทย อยู่ในลำดับที่ 17 นอกจากนี้ มาเลเซียอยู่ในลำดับที่ 52 และอินโดนีเซียอยู่ในลำดับที่ 64 ดังนั้น นี่อาจจะเป็นเพียงแค่หนึ่งของตัวชี้วัดว่า ในความเป็นจริงแล้ว การร่ำเรียนและท่องจำตำราอย่างหนักของเด็กไทยนั้น อาจไม่ใช่แนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถ และทักษะชีวิตที่เพียงพอต่อการก้าวเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต
                ความรู้ทางการเงินเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตของประชาชนในทุกกลุ่ม เพราะเงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนในชีวิตประจำวัน หากแต่การบริหารการเงินและการวางแผนทางการเงินก็เป็นทักษะพื้นฐานที่ควรมีในประชาชนทุกคน แต่ในความเป็นจริง ไม่อาจจะเป็นเยี่ยงนั้น จากผลการสำรวจระดับความรู้ทางการเงินของคนไทยในกลุ่มต่างๆ ในปี 2556 โดยกระทรวงการคลัง พบว่า นักเรียนนักศึกษาเป็นกลุ่มที่มีความรู้ทางการเงินในด้านต่างๆ เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ หรือก็คือ กว่า 50% ของนักเรียนประถมศึกษา และมัธยมศึกษา  และประมาณ 47% ของนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยที่มีคะแนนต่ำกว่า มีคะแนนอยู่ในระดับต่ำที่สุด (L1) และระดับต่ำ (L2) จากทั้งหมด 6 ระดับ โดยประชาชนส่วนใหญ่จะมีระดับความรู้ที่ปานกลางค่อนข้างต่ำ (M1) เป็นอีกประเด็นที่น่าตกใจ เพราะในเมื่อหลักสูตรการเรียนของเด็กๆ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัย ได้มีเนื้อหาและหลักสูตรต่างๆ เหล่านี้รวมอยู่แล้ว แต่ทำไม เด็กรุ่นใหม่ยังคงขาดทักษะด้านนี้อยู่
ผลการสำรวจเหล่านี้ อาจเป็นเพียงตัวชี้วัดหนึ่งที่ก่อให้เกิดคำถามในวันนี้ว่า จริงแล้วหรือ ที่เยาวชนไทยมีทักษะชีวิตที่เพียงพอในการจัดการและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่กำลังจะก้าวเข้าในชีวิตพวกเขา 
ด้วยเหตุนี้ การประชุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องครั้งที่ 2 ของโครงการวิจัย คนไทยก้าวไกล ใส่ใจการเงินโดยสถาบันคีนันแห่งเอเชีย ร่วมกับมูลนิธิซิตี้ จึงจัดเวทีเสวนาระดมสมองในประเด็นเรื่อง การพัฒนาทักษะชีวิตเรื่องความรู้ในการบริหารการเงินส่วนบุคคล สำหรับกลุ่มนักเรียนนักศึกษาขึ้นในวันที่ 28 กรกฎาคม 2557 ที่โรงแรมวินเซอร์ สวีทส์ แอนด์ คอนเวนชั่น โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาไทย อาทิเช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา รวมทั้งหน่วยงานที่สนับสนุนและผลักดันเรื่องการให้ความรู้ทางเงินต่างๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และที่สำคัญคือ ตัวแทนเยาวชนจากทั่วประเทศ มาร่วมระดมสมอง เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาความรู้ด้านการบริหารการเงินส่วนบุคคลแก่กลุ่มเยาวชนต่อไป  

Tuesday, June 3, 2014

พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ..... การตั้งเป้าหมายนั้น สำคัญไฉน

“ตั้งเป้าหมายสำคัญไฉน”
 
 
โดย คุณกนกพร นิตย์นิธิพฤทธิ์
 ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการเงิน สถาบันคีนันแห่งเอเซีย
 
 
หลายวันก่อน ได้มีโอกาสอ่านเรื่องราวของบุคคลๆ หนึ่งที่มีความฝันในการไปเที่ยวประเทศในยุโรป 100 เมืองในเว็บไซต์พันทิพย์ เรื่องราวที่เขาบอกเล่านั้น หลายๆ คนคงคิดว่า มันเป็นไปไม่ได้หรอก สำหรับชีวิตลูกจ้างหรือมนุษย์เงินเดือนตัวเล็กๆ ที่ฐานเงินเดือนไม่ได้สูงมาก และไม่ได้มีอิสระด้านเวลาที่มากนักว่าจะใช้เวลาเพียง 7 ปี (จริงๆ เพียงแค่ 5 ปี) ที่จะตามล่าความฝันที่ดูจะยิ่งใหญ่นี้ หากแต่ชายผู้นี้ ก็สามารถบรรลุเป้าหมายที่เขาตั้งไว้ได้ สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้จากบทเรียนนี้คงไม่ใช่เพียงคำสรรเสริญเยินยอที่เขาได้รับภายหลังการบรรลุเป้าหมาย แต่มันคือกำลังใจ ความมุ่งมั่น และความเพียรพยายามที่ตั้งใจลงมือทำจนสามารถบรรลุเป้าหมายได้ นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างแรงบันดาลใจที่ดีสำหรับใครอีกหลายๆ คน ที่จะทำให้ได้เห็นถึง “ความสำเร็จบนความเชื่อของความเป็นไปไม่ได้”
 
 
 “การตั้งเป้าหมาย” จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ก่อให้เกิดเรื่องราวความสำเร็จของคนมากมายบนโลกใบนี้ เพราะการตั้งเป้าหมาย ทำให้เรารู้ปลายทาง และเริ่มต้นที่จะคิดหาหนทางที่จะเดินไปสู่ปลายทางนั้นๆ ไม่สำคัญว่า เป้าหมายนั้นจะเล็กหรือใหญ่ จะมีคุณค่าสำหรับใครหรือไม่ แต่มันคือเป้าหมายของเรา การตัดสินใจและความมุ่งมั่นจริงจังกับมันนั้น อาจเป็นสิ่งที่หลายต่อหลายคนยังกลัว เพราะทุกๆ หนทางของความสำเร็จล้วนมีปัญหา อุปสรรคและความยากลำบากที่ค่อยพิสูจน์กำลังใจและตั้งใจของนักล่าฝันอยู่เสมอๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อลองสอบถามความฝันและเป้าหมายของใครหลายๆ คน รอบๆ ตัว บ่อยครั้งที่เราเองก็พบว่า หลายๆ เป้าหมายล้วนเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องการเงินทั้งสิ้น อาทิเช่น การมีรถ มีบ้าน ไปเที่ยวต่างประเทศ เรียนต่างประเทศ อยากสวยอยากหล่อ แต่งงาน มีครอบครัว มีธุรกิจหรือกิจการของตนเอง มีอิสรภาพทางการเงิน หรือเกษียณอายุงาน ดูผิวเผินเป้าหมายเหล่านี้ ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของชีวิตคนๆ หนึ่ง แต่มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ได้ หากเราขาดวินัย ความรู้และความมุ่งมั่นที่เพียงพอต่อเป้าหมายที่เราตั้งไว้ และยิ่งเมื่อในสังคมที่เราอยู่นั้น มีหลายสิ่งหลายที่ยั่วยวนใจต่อการบริโภคที่จะทำให้เราขาดการคิดไตร่ตรองอยู่เสมอๆ รวมทั้งวัฒนธรรมการปีนป่ายบันไดสังคมที่ทำให้เรารู้สึกว่า ยอมไม่ได้ จะต้องมีและเป็นอย่างคนอื่นๆ เขา แม้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะดูเกินความจำเป็นและเกินกำลังความสามารถทางการเงินของเราก็ตาม
 
 
จากข้อมูลทางสถิติเรื่องหนี้ครัวเรือนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ณ สิ้นปี 2556) พบว่า ระดับหนี้ครัวเรือนของคนไทยได้พุ่งไปสูงถึงกว่าร้อยละ 82 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งหากสูงกว่าร้อยละ 85 อาจจะส่งผลลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยสัดส่วนของหนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่พบว่ากว่าร้อยละ 65 เป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค ร้อลยะ 20 เป็นหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย และร้อยละ 12 เป็นหนี้เพื่อธุรกิจ จึงไม่แปลกอะไรที่เราจะสามารถพบคนที่ติดหนี้บัตรเครดิตมากกว่า 1 ใบได้จากคนที่เราพบเจอโดยทั่วๆ ไป โดยเมื่อดูในรายการหนี้สินที่เกิดจากค่าใช้จ่ายแล้วนั้น อาจจะพบว่าเป็นรายการอุปโภคบริโภคที่เกินความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต รวมทั้ง เรายังสามารถพบคนที่มีปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย แล้วแก้ปัญหาโดยการกู้ยืมเงินจากแหล่งเงินกู้ต่างๆ ทั้งในระบบและนอกระบบเพื่อไปจ่ายหนี้ขั้นต่ำหรือจ่ายขัดดอกเบี้ยไปวันๆ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ อาจไม่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน และไม่อาจทำให้ชีวิตของคนไทยบรรลุเป้าหมายที่สำคัญๆ ของตนเองในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตได้  แม้หลากหลายหน่วยงานได้มีความพยายามที่จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้บุคคลที่เกิดขึ้นผ่านโครงการสินเชื่อเงินสดเพื่อรายย่อยของธนาคารต่างๆ (โดยเฉพาะธนาคารรัฐบาล) หากแต่โครงการเหล่านี้ ก็แก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าประชาชนไม่สามารถแก้ไขพฤติกรรมและทัศนคติของการบริหารจัดการเรื่องการเงินของตนเองได้ ท้ายที่สุดปัญหาหนี้สินต่างๆ ก็วนกลับมาอีกโดยไม่มีวันสิ้นสุด
 
 
ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและองค์กรต่างๆ จึงเล็งเห็นว่า ควรร่วมกันแก้ไขเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนแก่สังคมไทย ซึ่งนำไปสู่โครงการพัฒนาและเพิ่มทักษะความรู้ด้านการเงินบุคคลแก่ประชาชน โดยได้ริเริ่มโครงการวิจัย “คนไทยก้าวไกล ใส่ใจการเงิน” ที่ดำเนินการโดยสถาบันคีนันแห่งเอชีย ภายใต้การสนับสนุนทุนของมูลนิธิซิตี้ ก็เป็นอีกโครงการที่ร่วมค้นหาสาเหตุและแนวทางที่เหมาะสม เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาทักษะความรู้ทางการเงินของคนไทยได้อย่างยั่งยืน
 
 
ภายใต้ความร่วมมือของหลากหลายองค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จึงนำมาสู่การจัดงานสัมมนาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องครั้งที่ 1 ของโครงการในวันที่ 30 เมษายน 2557 ซึ่งวัตถุประสงค์ของงานในครั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและระดมสมองในประเด็นที่เกี่ยวกับการค้นหาสาเหตุของการขาดทักษะความรู้เรื่องการเงินของคนไทย และค้นหาว่าอะไรคือระดับความรู้ทางการเงินขั้นพื้นฐานที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับคนแต่ละกลุ่ม จากหลากหลายแนวคิด และข้อเสนอแนะที่ได้จากงานสัมมนานี้ ล้วนแต่เป็นประเด็นเรื่องปัญหาด้านทัศนคติและพฤติกรรมที่นำไปสู่การก่อเกิดปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวของประชาชนเอง อาทิเช่น การออมหลังหักค่าใช้จ่าย การกู้ยืมเงินทันทีแทนการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นก่อนกู้ การไม่ใส่ใจที่จะแยกแยะสินค้าจำเป็นและแค่ต้องการออกจากกัน การไม่สนใจการเปรียบเทียบราคาและคุณภาพสินค้าก่อนการตัดสินใจซื้อ การไม่ทำบัญชีรายรับรายจ่าย การไม่ตระหนักรู้และขาดความรู้เรื่องการบริหารจัดการเงินให้งอกเงย การขาดทักษะความรู้และความสนใจในการค้นคว้าหาความรู้เมื่อต้องการความช่วยเหลือทางการเงินจากผู้เชี่ยวชาญ และอีกสิ่งที่สำคัญคือ การขาดการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการบริหารการเงินส่วนบุคคล จึงไม่น่าแปลกที่ผลการวิจัยของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พบว่า คนไทยโดยส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องการวางแผนเกษียณอายุ และคนไทยจะเริ่มออมเงินเมื่ออายุ 41-55 ปี โดยเงินออมส่วนมากจะอยู่ในรูปของเงินฝากที่ไม่สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านผลตอบแทนที่งอกเงย และมูลค่าตามกาลเวลาที่อาจจะลดมูลค่าของเงินต้นได้  เช่นเดียวกับ ข้อมูลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติและธนาคารแห่งประเทศไทย (อ้างอิงข้อมูลการนำเสนอของก.ล.ต.) ที่ระบุว่า ประมาณร้อยละ 41 ของคน 8,229 คนที่ถูกสำรวจนั้น ไม่มีเงินออม และแม้ประชาชนที่มีเงินออมแล้วนั้น พบว่า กว่าร้อยละ 61 คิดว่าไม่เพียงพอสำหรับการเกษียณอายุอย่างแน่นอน
 
 
แม้ว่าจากข้อมูลสถิติต่างๆ ที่ปรากฏนั้น จะดูว่า สถานการณ์การเงินของคนไทยและระดับทักษะความรู้ในการบริหารการเงินพื้นฐานของคนไทยอยู่ในสภาวะเสี่ยงแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะแก้ไขหรือปรับปรุงให้ดีขึ้นไม่ได้ หากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนเอง มีความตั้งใจจริง ร่วมแรงร่วมใจในการรณรงค์ส่งเสริมและสร้างค่านิยมและทัศนคติอันดีต่อการวางแผนการใช้จ่ายและการอดออม รวมทั้ง สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และเข้าถึงแหล่งความรู้และข้อมูลที่สำคัญต่างๆ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและทัศนคติด้านการเงินของประชาชนโดยส่วนใหญ่ของประเทศได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือ การดำรงชีวิตอย่างพอเพียง ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่า “พอประมาณ มีเหตุผล และสร้างภูมิคุ้มกัน” หรือง่ายๆก็คือ ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น มีเหตุผลแยกแยะก่อนการตัดสินใจ มีการออมและการลงทุนอย่างเหมาะสมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิต ตราบใดก็ตามที่รายจ่ายน้อยกว่ารายรับ และมีการบริหารจัดการการเงินได้ดีตามอัตภาพ เมื่อนั้น เราก็สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขและมั่นคง โดยไม่จำเป็นต้องเอาใครมาเป็นบรรทัดฐานของการดำรงชีวิตของเรา
 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
 
คุณกนกพร นิตย์นิธิพฤทธิ์
โทร. 02 229 3131 ต่อ 233
อีเมล์: kanokporn@kenan-asia.org