Showing posts with label บริหารเงิน. Show all posts
Showing posts with label บริหารเงิน. Show all posts

Wednesday, June 4, 2014

พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ..... การตั้งเป้าหมายนั้น สำคัญไฉน

“ตั้งเป้าหมายสำคัญไฉน”

 

 โดย คุณกนกพร นิตย์นิธิพฤทธิ์

ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการเงิน สถาบันคีนันแห่งเอเซีย

 

หลายวันก่อน ได้มีโอกาสอ่านเรื่องราวของบุคคลๆ หนึ่งที่มีความฝันในการไปเที่ยวประเทศในยุโรป 100 เมืองในเว็บไซต์พันทิพย์ เรื่องราวที่เขาบอกเล่านั้น หลายๆ คนคงคิดว่า มันเป็นไปไม่ได้หรอก สำหรับชีวิตลูกจ้างหรือมนุษย์เงินเดือนตัวเล็กๆ ที่ฐานเงินเดือนไม่ได้สูงมาก และไม่ได้มีอิสระด้านเวลาที่มากนักว่าจะใช้เวลาเพียง 7 ปี (จริงๆ เพียงแค่ 5 ปี) ที่จะตามล่าความฝันที่ดูจะยิ่งใหญ่นี้ หากแต่ชายผู้นี้ ก็สามารถบรรลุเป้าหมายที่เขาตั้งไว้ได้ สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้จากบทเรียนนี้คงไม่ใช่เพียงคำสรรเสริญเยินยอที่เขาได้รับภายหลังการบรรลุเป้าหมาย แต่มันคือกำลังใจ ความมุ่งมั่น และความเพียรพยายามที่ตั้งใจลงมือทำจนสามารถบรรลุเป้าหมายได้ นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างแรงบันดาลใจที่ดีสำหรับใครอีกหลายๆ คน ที่จะทำให้ได้เห็นถึง “ความสำเร็จบนความเชื่อของความเป็นไปไม่ได้”

 
“การตั้งเป้าหมาย” จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ก่อให้เกิดเรื่องราวความสำเร็จของคนมากมายบนโลกใบนี้ เพราะการตั้งเป้าหมาย ทำให้เรารู้ปลายทาง และเริ่มต้นที่จะคิดหาหนทางที่จะเดินไปสู่ปลายทางนั้นๆ ไม่สำคัญว่า เป้าหมายนั้นจะเล็กหรือใหญ่ จะมีคุณค่าสำหรับใครหรือไม่ แต่มันคือเป้าหมายของเรา การตัดสินใจและความมุ่งมั่นจริงจังกับมันนั้น อาจเป็นสิ่งที่หลายต่อหลายคนยังกลัว เพราะทุกๆ หนทางของความสำเร็จล้วนมีปัญหา อุปสรรคและความยากลำบากที่ค่อยพิสูจน์กำลังใจและตั้งใจของนักล่าฝันอยู่เสมอๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อลองสอบถามความฝันและเป้าหมายของใครหลายๆ คน รอบๆ ตัว บ่อยครั้งที่เราเองก็พบว่า หลายๆ เป้าหมายล้วนเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องการเงินทั้งสิ้น อาทิเช่น การมีรถ มีบ้าน ไปเที่ยวต่างประเทศ เรียนต่างประเทศ อยากสวยอยากหล่อ แต่งงาน มีครอบครัว มีธุรกิจหรือกิจการของตนเอง มีอิสรภาพทางการเงิน หรือเกษียณอายุงาน ดูผิวเผินเป้าหมายเหล่านี้ ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของชีวิตคนๆ หนึ่ง แต่มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ได้ หากเราขาดวินัย ความรู้และความมุ่งมั่นที่เพียงพอต่อเป้าหมายที่เราตั้งไว้ และยิ่งเมื่อในสังคมที่เราอยู่นั้น มีหลายสิ่งหลายที่ยั่วยวนใจต่อการบริโภคที่จะทำให้เราขาดการคิดไตร่ตรองอยู่เสมอๆ รวมทั้งวัฒนธรรมการปีนป่ายบันไดสังคมที่ทำให้เรารู้สึกว่า ยอมไม่ได้ จะต้องมีและเป็นอย่างคนอื่นๆ เขา แม้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะดูเกินความจำเป็นและเกินกำลังความสามารถทางการเงินของเราก็ตาม

 
จากข้อมูลทางสถิติเรื่องหนี้ครัวเรือนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ณ สิ้นปี 2556) พบว่า ระดับหนี้ครัวเรือนของคนไทยได้พุ่งไปสูงถึงกว่าร้อยละ 82 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งหากสูงกว่าร้อยละ 85 อาจจะส่งผลลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยสัดส่วนของหนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่พบว่ากว่าร้อยละ 65 เป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค ร้อลยะ 20 เป็นหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย และร้อยละ 12 เป็นหนี้เพื่อธุรกิจ จึงไม่แปลกอะไรที่เราจะสามารถพบคนที่ติดหนี้บัตรเครดิตมากกว่า 1 ใบได้จากคนที่เราพบเจอโดยทั่วๆ ไป โดยเมื่อดูในรายการหนี้สินที่เกิดจากค่าใช้จ่ายแล้วนั้น อาจจะพบว่าเป็นรายการอุปโภคบริโภคที่เกินความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต รวมทั้ง เรายังสามารถพบคนที่มีปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย แล้วแก้ปัญหาโดยการกู้ยืมเงินจากแหล่งเงินกู้ต่างๆ ทั้งในระบบและนอกระบบเพื่อไปจ่ายหนี้ขั้นต่ำหรือจ่ายขัดดอกเบี้ยไปวันๆ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ อาจไม่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน และไม่อาจทำให้ชีวิตของคนไทยบรรลุเป้าหมายที่สำคัญๆ ของตนเองในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตได้ แม้หลากหลายหน่วยงานได้มีความพยายามที่จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้บุคคลที่เกิดขึ้นผ่านโครงการสินเชื่อเงินสดเพื่อรายย่อยของธนาคารต่างๆ (โดยเฉพาะธนาคารรัฐบาล) หากแต่โครงการเหล่านี้ ก็แก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าประชาชนไม่สามารถแก้ไขพฤติกรรมและทัศนคติของการบริหารจัดการเรื่องการเงินของตนเองได้ ท้ายที่สุดปัญหาหนี้สินต่างๆ ก็วนกลับมาอีกโดยไม่มีวันสิ้นสุด

 
ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและองค์กรต่างๆ จึงเล็งเห็นว่า ควรร่วมกันแก้ไขเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนแก่สังคมไทย ซึ่งนำไปสู่โครงการพัฒนาและเพิ่มทักษะความรู้ด้านการเงินบุคคลแก่ประชาชน โดยได้ริเริ่มโครงการวิจัย “คนไทยก้าวไกล ใส่ใจการเงิน” ที่ดำเนินการโดยสถาบันคีนันแห่งเอชีย ภายใต้การสนับสนุนทุนของมูลนิธิซิตี้ ก็เป็นอีกโครงการที่ร่วมค้นหาสาเหตุและแนวทางที่เหมาะสม เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาทักษะความรู้ทางการเงินของคนไทยได้อย่างยั่งยืน

 
ภายใต้ความร่วมมือของหลากหลายองค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จึงนำมาสู่การจัดงานสัมมนาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องครั้งที่ 1 ของโครงการในวันที่ 30 เมษายน 2557 ซึ่งวัตถุประสงค์ของงานในครั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและระดมสมองในประเด็นที่เกี่ยวกับการค้นหาสาเหตุของการขาดทักษะความรู้เรื่องการเงินของคนไทย และค้นหาว่าอะไรคือระดับความรู้ทางการเงินขั้นพื้นฐานที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับคนแต่ละกลุ่ม จากหลากหลายแนวคิด และข้อเสนอแนะที่ได้จากงานสัมมนานี้ ล้วนแต่เป็นประเด็นเรื่องปัญหาด้านทัศนคติและพฤติกรรมที่นำไปสู่การก่อเกิดปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวของประชาชนเอง อาทิเช่น การออมหลังหักค่าใช้จ่าย การกู้ยืมเงินทันทีแทนการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นก่อนกู้ การไม่ใส่ใจที่จะแยกแยะสินค้าจำเป็นและแค่ต้องการออกจากกัน การไม่สนใจการเปรียบเทียบราคาและคุณภาพสินค้าก่อนการตัดสินใจซื้อ การไม่ทำบัญชีรายรับรายจ่าย การไม่ตระหนักรู้และขาดความรู้เรื่องการบริหารจัดการเงินให้งอกเงย การขาดทักษะความรู้และความสนใจในการค้นคว้าหาความรู้เมื่อต้องการความช่วยเหลือทางการเงินจากผู้เชี่ยวชาญ และอีกสิ่งที่สำคัญคือ การขาดการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการบริหารการเงินส่วนบุคคล จึงไม่น่าแปลกที่ผลการวิจัยของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พบว่า คนไทยโดยส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องการวางแผนเกษียณอายุ และคนไทยจะเริ่มออมเงินเมื่ออายุ 41-55 ปี โดยเงินออมส่วนมากจะอยู่ในรูปของเงินฝากที่ไม่สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านผลตอบแทนที่งอกเงย และมูลค่าตามกาลเวลาที่อาจจะลดมูลค่าของเงินต้นได้ เช่นเดียวกับ ข้อมูลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติและธนาคารแห่งประเทศไทย (อ้างอิงข้อมูลการนำเสนอของก.ล.ต.) ที่ระบุว่า ประมาณร้อยละ 41 ของคน 8,229 คนที่ถูกสำรวจนั้น ไม่มีเงินออม และแม้ประชาชนที่มีเงินออมแล้วนั้น พบว่า กว่าร้อยละ 61 คิดว่าไม่เพียงพอสำหรับการเกษียณอายุอย่างแน่นอน

 
แม้ว่าจากข้อมูลสถิติต่างๆ ที่ปรากฏนั้น จะดูว่า สถานการณ์การเงินของคนไทยและระดับทักษะความรู้ในการบริหารการเงินพื้นฐานของคนไทยอยู่ในสภาวะเสี่ยงแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะแก้ไขหรือปรับปรุงให้ดีขึ้นไม่ได้ หากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนเอง มีความตั้งใจจริง ร่วมแรงร่วมใจในการรณรงค์ส่งเสริมและสร้างค่านิยมและทัศนคติอันดีต่อการวางแผนการใช้จ่ายและการอดออม รวมทั้ง สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และเข้าถึงแหล่งความรู้และข้อมูลที่สำคัญต่างๆ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและทัศนคติด้านการเงินของประชาชนโดยส่วนใหญ่ของประเทศได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือ การดำรงชีวิตอย่างพอเพียง ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่า “พอประมาณ มีเหตุผล และสร้างภูมิคุ้มกัน” หรือง่ายๆก็คือ ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น มีเหตุผลแยกแยะก่อนการตัดสินใจ มีการออมและการลงทุนอย่างเหมาะสมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิต ตราบใดก็ตามที่รายจ่ายน้อยกว่ารายรับ และมีการบริหารจัดการการเงินได้ดีตามอัตภาพ เมื่อนั้น เราก็สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขและมั่นคง โดยไม่จำเป็นต้องเอาใครมาเป็นบรรทัดฐานของการดำรงชีวิตของเรา


 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

 
คุณกนกพร นิตย์นิธิพฤทธิ์
โทร. 02 229 3131 ต่อ 233
อีเมล์: kanokporn@kenan-asia.org

Monday, September 9, 2013

Talking about Development: พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ


 
Joining with friends and family to meet financial goals

By John DaSilva, Senior Manager for Project Development, Kenan Institute Asia

 
Everyone knows that saving money is never easy.  In addition to rising living costs, an array of new consumer products and other temptations are constantly putting a strain on household budgets.

To deal with this, there is a lot of expert advice on how to save money – some of which you learned in the Citi-K.I.Asia Teacher’s Money Sense project, a financial literacy training, you went through.  Suggestions such as make a budget and stick to it, understand wants versus needs, etc. Perhaps you have gone further and made important costs reductions in your life, such as checking your mobile phone plan to make sure you are not spending too much, or being sure to unplug appliances when not in use to save money on your electric bill. All of these are important and can help put you on the road to financial freedom.  But there is one piece of advice that may rank above all others in determining how well you meet your financial goals – this is having a good support system.

There is a good deal of evidence now that shows the company we keep – family, friends, co-workers – plays a key role in how well we can delay gratification – save money for the future instead of spending it today.  If we spend time with people who eat too much, we will likely eat too much.  If we spend time with people who drink too much, we are likely to drink too much.  The same goes with spending.  If we are with people who continually put pressure on us to spend money, then we are likely to spend money too.  Thankfully, there is a way to turn this behavior to your advantage.  And that is by finding people with similar financial goals and establishing a support system with them to help limit spending and encourage saving. 

So why not form a savings club with like-minded friends and family today.  Meeting regularly, you can support each other and help work toward good financial behavior.  Additionally, group members can exchange money saving tips, pool resources to buy items in bulk and potentially develop join investments.  There are many possibilities.  The first step is to talk to people you know and see if they are keen to save money.  Then, form a group with clearly stated goals, followed by a buddy system to lend support when under pressure to make bad financial decisions.  Finally, establish a meeting schedule and stick to it.  Such a plan is the basis of most successful behavior change strategies – and can greatly increase your chances of meeting your financial objectives.

Thursday, August 1, 2013

พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ.....เป็นลูกหนี้อย่างฉลาด


เป็นลูกหนี้อย่างฉลาด

เราอาจคุ้นเคยกับคำว่า “เก็บเงินซื้อของ”  แต่เมื่อเรามีภาระที่ต้องรับผิดชอบหลายอย่าง และหลายอย่างนั้นมีความจำเป็นต้อง “ใช้ก่อนจ่ายทีหลัง” (เครดิต) ดังนั้น เราจะมีวิธีในการบริหารการเงินของตนเองอย่างไร เพื่อให้เราเป็นลูกหนี้อย่างฉลาด

ท่ามกลางสภาวะปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า คนส่วนใหญ่มีสถานะเป็นลูกหนี้กันเกือบทั้งนั้น เมื่อจำเป็นต้องใช้เงินแต่ไม่มีเงินก็มักจะนึกแค่ว่า เราจะยืมเงินใครดี? หรือไม่มีเงินผ่อนได้ไหม? ทำให้กลายเป็น “เศรษฐีเงินผ่อน” กันทั่วเมือง ใครอยากจะได้อะไรก็กู้เงินมาซื้อ แล้วผ่อนเป็นรายเดือนแทน ดังนั้น การเป็นลูกหนี้จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด บางคนหากผ่อนไปเยอะๆ เข้า อาจต้องเจอโรคเครียด เพราะหาเงินค่าผ่อนชำระไม่ทันตามกำหนด ต้องผ่อนโน่น ผ่อนนี่ เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ตู้เย็น ทีวี เครื่องเสียง แถมยังมีรถยนต์อีกต่างหาก ได้เงินเดือนมายังไม่ทันได้ใช้เงินให้ชื่นใจ ก็ต้องเอาไปจ่ายเจ้าหนี้ซะแล้ว

ดังนั้น จึงเกิดคำถามว่า ทำอย่างไรลูกหนี้อย่างเราทั้งหลายจึงจะไม่เกิดปัญหาตามมาหลังการกู้ คำตอบก็คือ เป็นลูกหนี้อย่างฉลาดนั่นเอง

ก่อนจะทราบวิธีว่าเป็นลูกหนี้อย่างฉลาดทำกันอย่างไร ทราบหรือไม่ว่าลูกหนี้ไม่ได้เงินมาฟรีๆ หากแต่ต้องจ่ายคืนเจ้าหนี้ทั้งต้นทั้งดอก ดอกเบี้ยที่จ่ายจะมากหรือน้อยขึ้นกับระยะเวลา ยิ่งนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งจ่ายดอกเบี้ยเยอะเท่านั้น ดอกเบี้ยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ มากน้อยขึ้นกับเจ้าหนี้เป็นผู้กำหนด

การเป็นลูกหนี้อย่างฉลาดต้องรู้ก่อนว่า เงินกู้นั้นมีกี่ประเภท แต่ละประเภทเหมาะกับเราหรือไม่ หากจะกู้ต้องกู้แบบไหนและเท่าไหร่จึงจะพอ...

เงินกู้มีกี่ประเภท? เงินกู้หรือเรียกอีกชื่อว่า “สินเชื่อ” สามารถแบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ สำหรับกู้ยืมเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล ดังนี้

·       สินเชื่อเพื่อซื้อบ้านและที่ดิน

ในการกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อซื้อบ้านและที่ดิน โดยใช้บ้านและที่ดินเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยธนาคารจะคำนวณดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก หมายความว่า ดอกเบี้ยจะถูกคิดตามเงินต้นที่ค้างชำระอยู่ และดอกเบี้ยจะลดลงเรื่อยๆ ตามเงินต้นที่ลดลง  ยิ่งผู้กู้ผ่อนชำระเร็วมากเท่าใดก็จะนำไปลดเงินต้นได้มากขึ้นเท่านั้น สำหรับสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านและที่ดิน ธนาคารมักส่งเสริมการขายโดยกำหนด อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่ำในช่วงแรกในระยะเวลาที่กำหนด หลังจากนั้นจะคิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัวตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราต่ำสุดเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (Minimum Loan Rate หรือ MLR) เช่น อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2% ในปีแรก 3% ในปีที่สอง หลังจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ย MLR ต่อปีจนครบอายุสัญญา เป็นต้น

·       สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์

ในการกู้ยืมเงินบริษัทเช่าซื้อรถยนต์ กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ยังคงเป็นของบริษัท จนกว่าผู้กู้จะชำระหนี้หมด โดยจะคำนวณดอกเบี้ยแบบรวมเงินต้น คือนำเงินต้นและดอกเบี้ยมารวมกัน แล้วนำมาแบ่งเฉลี่ยเป็นรายงวดเท่าๆ กันทุกงวดตลอดอายุสัญญา ซึ่งผู้กู้จะต้องผ่อนจ่ายทุกงวดเท่ากัน อัตราดอกเบี้ยที่คิดเป็นอัตราคงที่ โดยที่เงินต้นคงเดิมไม่ว่าจะผ่อนเป็นระยะเวลาเท่าใด ดังนั้นแม้ผู้กู้จะผ่อนชำระเร็วขึ้นจากที่กำหนดในสัญญาก็ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ เนื่องจากจำนวนดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายถูกกำหนดไว้แล้ว เงินกู้ประเภทนี้จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นเปอร์เซ็นต์คงที่ต่อปี เช่น 4% ต่อปี หรือ 4.25% ต่อปี หรือ 4.75% ต่อปี เป็นต้น

·       สินเชื่อส่วนบุคคล

ในการกู้ยืมเพื่อบริโภคเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ได้แล้วแต่ผู้กู้ เช่น กู้ยืมเพื่อซื้อโทรทัศน์ ตู้เย็น เครื่องเสียง เพื่อการท่องเที่ยวหรือเพื่อการศึกษา โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน การคำนวณดอกเบี้ยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ คำนวณแบบลดต้นลดดอก และคำนวณแบบรวมเงินต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคารและสถาบันการเงิน ปัจจุบันธนาคารและสถาบันการเงินมักจะคำนวณดอกเบี้ยแบบรวมเงินต้น โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อเดือน เช่น 0.8% ต่อเดือน หรือ 1% ต่อเดือน เป็นต้น ผู้กู้สามารถเลือกผ่อนชำระเป็นรายงวด (รายเดือน) ตามระยะเวลาใดขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้กู้ เช่น 12 งวด 24 งวด เป็นต้น

·       สินเชื่อบัตรเครดิต

                               เป็นการกู้ยืมอีกรูปแบบหนึ่งแต่แตกต่างจากการกู้ยืมทั่วไป เนื่องจากบัตรเครดิตมีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย หากผู้ถือบัตรชำระเงินในช่วงระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยครบจำนวน ผู้ถือบัตรก็จะไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ในขณะที่สินเชื่อประเภทอื่นๆ คิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันแรกที่เริ่มกู้ และบัตรเครดิตมีไว้ซื้อสินค้าเพื่อความสะดวกไม่ใช่เพื่อถอนเงินสดล่วงหน้า

“แล้วจะเลือกกู้ประเภทไหนดีจึงจะเหมาะกับเรา?”

                การจะกู้เงินเพื่อซื้อสินค้าอะไรสักอย่าง ต้องดูความพร้อมของผู้กู้เป็นสิ่งสำคัญ วัตถุประสงค์ของการใช้เงิน ความสามารถในการผ่อนชำระซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก รวมถึงลักษณะนิสัยของผู้กู้แต่ละบุคคล

                หากท่านต้องการซื้อบ้าน ต้องศึกษาสินเชื่อบ้านแต่ละธนาคารว่า จะซื้อบ้านราคาเท่าไหร่และกู้เงินเท่าไหร่ โดยพิจารณาความสามารถในการผ่อนชำระของท่าน ทั้งระยะเวลาและจำนวนเงินต่อเดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน ควรมีรายได้ต่อเดือนมากกว่าอัตราการผ่อนต่อเดือนสูงถึง 3 เท่าของท่านและผู้กู้ร่วม และอัตราผ่อนชำระต่อเดือนไม่ควรเกิน 30% ของรายได้ต่อเดือน นอกจากนี้ ควรพิจารณาอัตราดอกเบี้ยที่แต่ละธนาคารมีอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกัน สำหรับผู้กู้ที่มีรายได้แน่นอน ไม่ชอบเสี่ยง ก็ควรจะเลือกโปรแกรมที่มีการคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะเวลานาน หากบางคนกล้ายอมรับความเสี่ยงก็อาจจะเลือกโปรแกรมที่คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำในช่วง 1-2 ปีแรก หลังจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัว โดยสามารถรับความเสี่ยงได้ หากอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น

                หากท่านต้องการซื้อรถยนต์ ควรศึกษารายละเอียดของบริษัทเช่าซื้อรถยนต์อย่างละเอียด และคำนึงไว้เสมอว่าอัตราดอกเบี้ยรถยนต์นั้นเป็นแบบรวมต้น นั่นคือ การนำเงินต้นและดอกเบี้ยมารวมกัน แล้วนำมาแบ่งเฉลี่ยเป็นรายงวดเท่าๆ กันตลอดอายุสัญญา หากต้องการทราบว่าจะหาอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของรถยนต์ได้อย่างไร ก็สามารถคำนวณเบื้องต้นแบบประมาณกันง่ายๆ คือ

อัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อรถยนต์แบบรวมต้น x 2 เท่า = อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง
 
                  เช่น อัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อรถยนต์เท่ากับ 4.00% ต่อปี เทียบเท่ากับ 4.0%x2 = 8% ต่อปี นั่นเอง

                หากท่านต้องการซื้อความสุขของท่าน ปัจจุบันมีสินเชื่อส่วนบุคคลของธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ มากมายให้เลือก โดยไม่ต้องเหนื่อยมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพียงแค่มีรายได้ประจำต่อเดือนก็สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการได้ วงเงินกู้สูง เรียกว่า กู้ง่าย-จ่ายคล่อง อนุมัติรวดเร็ว โดยวงเงินจะอยู่ที่ประมาณ 5 เท่าของเงินเดือน เลือกผ่อนชำระกี่งวดได้ตามความต้องการ

                อย่างไรก็ตาม สินเชื่อส่วนบุคคลบางประเภทคิดดอกเบี้ยแบบรวมต้นในอัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อเดือน บางประเภทคิดดอกเบี้ยแบบลดต้น ลดดอก คิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัวตามสภาวะตลาด ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดี-ข้อเสียในตัวมันเอง แบบรวมต้นไม่ว่าจะผ่อนเร็วขึ้นเท่าไร เงินต้นก็ไม่เปลี่ยนแปลงเพราะถูกกำหนดไว้แน่นอนอยู่แล้ว แบบลดต้นลดดอกยิ่งผ่อนเร็วเท่าไร ยิ่งลดเงินต้นเร็วเท่านั้น

                ดังนั้น ท่านจึงควรศึกษาอย่างรอบคอบก่อนกู้เงินทุกครั้งและดูความเหมาะสมของท่านเป็นหลัก ไม่ควรกู้เงินจำนวนมากโดยที่ไม่สามารถผ่อนชำระได้ จะเห็นว่าไม่ใช่เป็นเรื่องยากเพียงศึกาหลักเกณฑ์ให้ละเอียด หาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อรู้ทันกับความเป็นไปของสินเชื่อประเภทต่างๆ เข้าใจว่าดอกเบี้ยทำงานอย่างไร และรู้จักความสามารถในการหารายได้และการชำระหนี้ของตนเอง เพียงเท่านี้ก็สามารถเป็นลูกหนี้อย่างฉลาดได้แล้ว

Wednesday, July 10, 2013

Talking about development....พูดถึงเรื่องเงินๆทองๆ


 
ฝากเงินแบบไหนดี...ที่เหมาะกับตัวคุณ
 


เขียนโดย น.ส. สุวิภา ฉลาดคิด ผู้ช่วยที่ปรึกษา โปรแกรมการพัฒนาเศรษฐกิจ ธุรกิจ และผู้ประกอบการ และ
น.ส. ศรีไพร ศรีพนมวรรณ นักศึกษาฝึกงานภายใต้โครงการซิตี้-ครูไทยพอเพียง
 

คุณครูบางท่านอาจจะออมเงินโดยการหยอดกระปุกหรือแอบซ่อนเงินไว้ตามที่ต่างๆภายในบ้าน ซึ่งบางครั้งก็จำไม่ได้ว่าเก็บเงินซ่อนเอาไว้ที่ไหนบ้าง ที่แย่กว่านั้นคือ เงินที่เราซ่อนไว้อย่างดีอาจหายได้หากใครบังเอิญเจอแล้วหยิบไปโดยที่เราไม่รู้ ที่สำคัญวิธีการออมเงินแบบนี้ไม่ได้ช่วยทำให้เงินของเรางอกเงยขึ้นมาเลย เก็บเงินไว้จำนวนเท่าไหร่ ก็ยังคงเป็นจำนวนเท่าเดิม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยิ่งเวลาผ่านไป มูลค่าของเงินจะลดลงด้วยซ้ำ เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นทุกวันๆ เพราะฉะนั้น เราควรมองหาทางเลือกอื่นในการเก็บออมเงินกันดีกว่า

หนึ่งในทางเลือกสำหรับการออมเงินที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันดี ก็คือ การฝากเงินในธนาคาร ซึ่งก็มีบริการรับฝากเงินอยู่หลายประเภท แต่คนส่วนใหญ่มักจะเลือกฝากเงินในประเภทออมทรัพย์เพียงอย่างเดียว ดังนั้น เรามาทำความรู้จักกับเงินฝากประเภทต่างๆ ของธนาคาร รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยของเงินฝากประเภทนั้นๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของเราที่แตกต่างกันให้มากขึ้นกันเถอะ

·       เงินฝากประเภทออมทรัพย์

เป็นการฝากเงินที่มีสภาพคล่องสูง โดยสามารถฝากและถอนเมื่อใดก็ได้ และไม่มีการจำกัดจำนวนเงินฝาก ยกเว้นการเปิดบัญชีครั้งแรก จะกำหนดเงินฝากขั้นต่ำ 500 บาท นอกจากนี้ ยังมีความสะดวกในการเบิกถอนด้วยบัตร ATM หรือบัตรเดบิต การออมทรัพย์ประเภทนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการออมเงินระยะสั้น และมีการหมุนเวียนเงินใช้จ่ายประจำ การฝากเงินแบบออมทรัพย์จะได้รับดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้งเท่านั้น โดยดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 0.75

·       เงินฝากประเภทประจำ

เงินฝากประเภทนี้เป็นการฝากเงินแบบมีระยะเวลากำหนด โดยธนาคารจะจ่ายเงินคืนเมื่อสิ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยทั่วไปมักแบ่งเป็นประเภท 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน 24 เดือน และ 36 เดือน ซึ่งจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่แน่นอน และสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ระหว่างร้อยละ 1.60-3.35 โดยธนาคารจะมีการกำหนดจำนวนเงินฝากขั้นต่ำเอาไว้ด้วย
·       เงินฝากประเภทประจำแบบปลอดภาษี/ทวีทรัพย์

เป็นเงินฝากประจำที่รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีจากรายได้ดอกเบี้ยเงินฝาก (ธนาคารไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย) เมื่อฝากเงินเป็นรายเดือนเท่ากันทุกเดือนจนครบ 24 เดือน หรือ 36 เดือน เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นและส่งเสริมให้ประชาชนมีวินัยในการออมเงินเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง โดยธนาคารจะกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท ซึ่งมีสิทธิผิดนัดในการนำเงินเข้าบัญชีได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ทั้งนี้ สามารถเปิดบัญชีประเภทฝากประจำแบบปลอดภาษีได้เพียงหนึ่งบัญชี ต่อหนึ่งคนเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินใดก็ตาม

·       เงินฝากประเภทกระแสรายวัน

เงินฝากประเภทนี้เป็นเงินฝากที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในธุรกิจ หรือเหมาะกับผู้ที่มีเงินหมุนเวียนเป็นประจำ โดยปกติบรรดาผู้ประกอบการจะใช้บัญชีนี้ในการออกเช็คเพื่อชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ในกิจการของตนเอง และสามารถใช้วงเงินเบิกเกินบัญชี (โอดี) ได้เพื่อเพิ่มความคล่องตัว ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องทำเรื่องกู้เพื่อขอวงเงินนี้จากทางธนาคาร ทั้งนี้ เงินที่เข้าออกผ่านบัญชีนี้ธนาคารจะไม่ถือว่าเป็นเงินฝากของธนาคาร เนื่องจากเป็นเงินที่หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา

·       สลากออมสิน

เป็นรูปแบบหนึ่งของการออมเงินที่ให้คุณฝากเงินกับทางธนาคาร พร้อมมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลต่างๆ มากมายได้เหมือนกับซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเลยทีเดียว แต่การชื้อสลากออมสินนั้น หากไม่ถูกรางวัล จะไม่สูญเสียเงินต้น แถมยังจะได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่ธนาคารกำหนดอีกด้วย เช่น สลากออมสินพิเศษ 3 ปี จะได้รับดอกเบี้ยร้อยละ 2.75 ต่อปี เป็นต้น

ประเภทบัญชี

รายละเอียด

ฝาก

ถอน

ระยะเวลา

จำนวนเงิน

ดอกเบี้ย

ภาษี

ATM

ออมทรัพย์ / สะสมทรัพย์

ฝาก ถอน ออมเงิน หมุนเวียนบัญชีได้อย่างคล่องตัว

บ่อยเท่าที่ต้องการ

บ่อยเท่าที่ต้องการ

ไม่กำหนด

ไม่จำกัด

ต่ำสุด / ลอยตัว
(0.70 - 2.75%)

15%

มี

ฝากประจำ

ออมเงินตามกำหนดเวลา เงินก้อนผลิดอกออกผล รับดอกเบี้ยสูงกว่าในอัตราที่แน่นอน

บ่อยเท่าที่ต้องการ

ตามกำหนด

3, 6, 12, 24, 36 เดือน

ขั้นต่ำ

สูงกว่าฝาก
ออมทรัพย์  / คงที่

15%

ไม่มี

ทวีทรัพย์ / ปลอดภาษี

ฝากในจำนวนเท่าๆกันทุกเดือน รับดอกเบี้ยสูงกว่า และรับการยกเว้นภาษีดอกเบี้ย

จำนวนเงินที่เท่ากัน
ทุกเดือน ตามที่กำหนด

ตามกำหนด

24, 36 เดือน

ขั้นต่ำ

สูงกว่าฝาก
ออมทรัพย์  / คงที่

ไม่มี

ไม่มี

กระแสรายวัน

สะดวกปลอดภัยกับบัญชีที่สั่งจ่ายผ่านเช็ค

บ่อยเท่าที่ต้องการ

บ่อยเท่าที่ต้องการ

ไม่กำหนด

ขั้นต่ำ

ไม่มี

ไม่มี

มี

สลากออมสิน

ฝากเงินกับทางธนาคาร รับดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนด พร้อมมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลต่างๆ

ตามแต่ละช่วงที่ธนาคารเปิดขายสลาก

ตามกำหนด

3 ปี, 5 ปี, พิเศษอื่นๆ

3 ปี: 50 บาท/หน่วย
5 ปี: 100 บาท/หน่วย

คงที่
3 ปี: 2.75%

ไม่มี ยกเว้นได้รับรางวัลพิเศษ

ไม่มี


 


           เมื่อพูดถึงการออมเงินแล้ว ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราต้องศึกษาหาทางเลือกในการออมเงินที่เหมาะสมกับความต้องการของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราดอกเบี้ยของเงินฝากแต่ละประเภท ซึ่งก็แตกต่างกันไปตามแต่ละธนาคาร หากเรามีความรู้ทางด้านการเงินที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว เราก็จะสามารถทำให้เงินออมของเราเพิ่มพูนขึ้นตามไปด้วย ถ้าให้ผู้เขียนแนะนำการฝากเงินในธนาคาร ผู้เขียนแนะนำว่าอย่างน้อยทุกคนควรจะมีการฝากเงินประเภทประจำแบบปลอดภาษีไว้สักหนึ่งบัญชี เพราะนอกจากจะได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีดอกเบี้ยแล้ว ยังเป็นการสร้างวินัยการออมเงิน และทำให้เรามีเงินเก็บเป็นก้อนในอนาคตได้อีกด้วย