Thursday, November 20, 2014

แก้ไขปัญหาหนี้สินแรงงาน เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

           แรงงานถือเป็นประชากรส่วนใหญ่ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จากตัวเลขสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ณ กรกฎาคม 2557) พบว่า ประชากรไทยกว่า 38.49 ล้านคนอยู่ในกลุ่มกำลังแรงงานและเป็นผู้มีงานทำ โดยมีแรงงานจำนวนกว่า 25.28 ล้านคนอยู่นอกภาคเกษตรกรรม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตและบริการ โดย 3 อันดับแรก ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรมการผลิตกว่า 6.49 ล้านคน อุตสาหกรรมการขายส่งและขายปลีก การซ่อมยานยนต์และรถจักรยานยนต์กว่า 6.19 ล้านคน และอุตสาหกรรมที่พักแรมและบริการด้านอาหาร 2.55 ล้านคน

การพัฒนาศักยภาพการทำงานของแรงงานจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สถานประกอบการมักให้ความสนใจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต หากแต่ยังขาดการพัฒนาองค์ความรู้เรื่องการบริหารการเงินส่วนบุคคลซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นเช่นกัน เนื่องจากเป็นตัวบ่งชี้ถึงระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน นอกจากนี้ คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าแรงงานเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ประสบปัญหาเรื่องหนี้สินค่อนข้างมาก โดยจากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า ระดับหนี้สินครัวเรือนของประเทศไทยก็เติบโตอย่างรวดเร็ว ในไตรมาสแรกของปี 2557 ระดับหนี้ครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นจากเกือบ 9 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2556 มาเป็น 9.9 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ จากผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทยปี 2557 โดยหอการค้าโพลล์ พบว่า แรงงานไทยมีหนี้ต่อครัวเรือนเฉลี่ยที่ 106,216 บาท ซึ่งพุ่งสูงสุดในรอบ 6 ปี โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้ในการใช้จ่ายทั่วไปมากที่สุดในสัดส่วน 46.6% และแรงงานกว่า 93.7% มีพฤติกรรมการใช้เงินเกินตัว

กอปรกับผลการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเรื่องโครงการการให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชนปี 2556 พบว่า ประชาชนกลุ่มอาชีพอิสระรายได้ต่ำและกลุ่มเอกชนมีนายจ้างนั้น เป็นกลุ่มที่มีความรู้ทางการเงินต่ำกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ ซึ่งสอดคล้องกับผลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ของสถาบันคีนันแห่งเอเซีย (คีนัน) โดยพบว่า แรงงานเอกชนมีนายจ้างและแรงงานอิสระรายได้ต่ำมีระดับความรู้ความเข้าใจเรื่องการบริหารการเงินที่ค่อนข้างต่ำ มีจำนวนชั่วโมงการทำงานค่อนข้างสูง ส่งผลให้ขาดโอกาสในการอบรมเพื่อเพิ่มเติมทักษะความรู้ ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มแรงงานเอกชนมีนายจ้าง (แบบมีประกันสังคม) จะมีโอกาสในการก่อหนี้ทั้งในระบบสถาบันการเงินและนอกระบบสถาบันการเงินที่ค่อนข้างมาก จึงทำให้มีโอกาสในการเป็นหนี้บุคคลและหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้น


ด้วยเหตุนี้ คีนัน ร่วมกับมูลนิธิซิตี้ จึงได้จัดเวทีเสวนาระดมสมองเรื่อง การพัฒนาความรู้เรื่องการเงินเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานไทย ภายใต้โครงการ คนไทยก้าวไกล ใส่ใจการเงินโดยมีผู้แทนเครือข่ายแรงงานจากทั่วประเทศ ทั้งแรงงานภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ และกลุ่มแรงงานรับจ้างอิสระ (รายได้น้อย) รวมทั้ง ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันหาทางออกที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้สินแรงงาน และพัฒนาองค์ความรู้ด้านการบริหารการเงินส่วนบุคคล รวมทั้งเสนอแนะช่องทางและวิธีการเพื่อเข้าถึงกลุ่มแรงงานไทย


สาเหตุหลักที่ทำให้แรงงานมีปัญหาเรื่องภาวะหนี้สิน คือ แรงงานไม่มีความรู้และไม่ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการวางแผนทางการเงิน รวมทั้ง ไม่มีเวลาและไม่มีความสนใจในการหาความรู้เพิ่มเติม อีกทั้ง แรงงานกำลังเผชิญกับปัญหาภาพลวงตาของระบบค่าแรง ที่รายได้ของแรงงานส่วนใหญ่ถูกลวงด้วยเงินค่าล่วงเวลาหรือเงินโอที ซึ่งทำให้แรงงานไม่เพียงต้องทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวันหรือทำงานในวันหยุด แต่ยังทำให้แรงงานเข้าใจผิดคิดว่า เงินค่าล่วงเวลา คือ รายได้หลักที่คงที่ของตนเอง แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว สถานประกอบการเริ่มมีการปรับลดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาของแรงงานลง จึงเกิดปัญหาระดับรายได้รวมไม่เพียงพอต่อรายจ่าย จนทำให้เกิดลักษณะงูกินหาง คือ กู้เงินจากแหล่งหนึ่งเพื่อชำระหนี้อีกแห่งหนึ่ง นอกจากนี้ เรายังพบว่า แรงงานแม้จะมีการออมเงินกับสหกรณ์หลายแห่ง แต่หลายรายทำเพียงเพื่อให้ตนเองมีสิทธิในการกู้ยืมเงินเท่านั้น หรือ การออมเพื่อกู้


ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้เป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่มีอยู่ในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแรงงานรับจ้างอิสระรายได้น้อย ซึ่งแม้จะมีความขยันและตั้งใจทำงาน แต่ระดับรายได้ของแรงงานกลุ่มนี้อย่างไรก็ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย โดยเฉพาะประเภทรายจ่ายที่คาดไม่ถึง ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัย แรงงานกลุ่มนี้มักต้องหันไปพึ่งเงินกู้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูง ซึ่งทำให้กลายเป็นเหยื่อจากปัญหาการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน และตกอยู่ในวังวนของความยากจนแบบไม่สิ้นสุด

ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของแรงงานและเพื่อให้เกิดการกินดีอยู่ดีของกลุ่มแรงงานนั้น ควรต้องเร่งส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาด้านความรู้ทางการเงินและทัศนคติที่ดีเรื่องการเงินอย่างเหมาะสม โดยออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้สำหรับแรงงานในแต่ละกลุ่ม เนื่องจากมีความต้องการและความจำเป็นที่แตกต่างกัน ควบคู่ไปกับการออกมาตราการของภาครัฐในการควบคุมการก่อหนี้บุคคลและแรงงาน ซึ่งควรกำหนดเพดานวงเงินสินเชื่อบุคคลที่สถาบันการเงินต่างๆ จะสามารถปล่อยกู้ให้แก่ประชาชนแต่ละคนได้ รวมทั้ง ควรส่งเสริมให้มีการออมแบบภาคบังคับ พร้อมไปกับการสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญเรื่องการออมและการบริหารการเงินส่วนบุคคล นอกจากนี้ การส่งเสริมในเรื่องการหารายได้เพิ่มโดยการสร้างอาชีพเสริมให้แก่แรงงานนั้น อาจเป็นอีกทางออกหนึ่งที่สามารถช่วยเหลือแรงงานให้มีรายได้เพียงพอต่อรายจ่าย และมีการออมเงินอีกด้วย

กล่าวโดยสรุป การแก้ไขปัญหานั้นแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง คือ (1) แก้ไขปัญหาหนี้สินแรงงาน (2) เสริมสร้างความรู้และความตระหนักรู้เรื่องการบริหารการเงินแก่แรงงาน สำหรับแนวทางแรก หน่วยงานภาครัฐ สถานประกอบการ และเครือข่ายแรงงาน จำเป็นต้องร่วมมือกันในการจำกัดระดับหนี้สินไม่ให้เพิ่มขึ้น และหาแนวทางในการชำระคืนหนี้ ส่วนแนวทางที่สอง สิ่งสำคัญที่ต้องทำเป็นอันดับแรก คือ การสร้างความตระหนักรู้ถึงมหันตภัยของหนี้ประเภทต่างๆ และการให้ความสำคัญเรื่องความรู้ด้านการเงิน อันจะทำให้แรงงานไม่ตกเป็นทาสของหนี้นอกระบบ และสามารถเลือกใช้สินค้าทางการเงินต่างๆ เช่น บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ได้อย่างชาญฉลาด สุดท้ายนี้ หากมีการส่งเสริมแรงงานไทยให้มีความเข็มแข็งที่เพียงพออย่างจริงจังแล้ว เศรษฐกิจของประเทศไทยย่อมที่จะสามารถเจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป

Monday, November 17, 2014

เทคนิคที่ทำอะไร ๆ ให้ประสบความสำเร็จ

     สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่าน สัปดาห์หนึ่ง ๆ ช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน ทำงานเพลิน ๆ เวลาก็ผ่านไปแล้ว ซึ่งที่จริงถือเป็นเรื่องดีที่สำหรับใครที่รู้สึกแบบนี้ เพราะสะท้อนว่าเรารักในสิ่งที่ทำจนหน้าตั้งตาทำงานกันอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เข้ากับคำกล่าวของขงจื้อที่ว่า “Choose a job you love, and you will never have to work a day in your life”     คำถามที่ผมสนใจคือว่า เราจะทราบได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราทำอยู่ด้วยความเพลิดเพลินนี้จะนำพาชีวิตเราไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ เพราะหลายครั้งที่คนทุ่มเทให้กับการทำงานมักจะท้อเพราะไม่เห็นหรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผลลัพธ์ปลายทางคืออะไร ดังนั้น Ministry of Learning สัปดาห์นี้จะมาจะมาชวนคุนผู้อ่านคุยกันถึงเรื่องนี้สักหน่อย

     ผมอยากแนะนำให้คูณผู้อ่านได้รู้จักกับ Logic Framework ซึ่งเป็นหลักในการกำหนดกรอบการติดตามและการประเมินผลโครงการ หรือ Monitoring and Evaluation (M&E) ซึ่งเป็นแนวทางมาตรฐานที่องค์กรพัฒนาระดับนานาชาติ หรือ วงการธุรกิจบางแห่งใช้เป็นกรอบแนวคิดในการประเมินความก้าวหน้าของงานที่ทำอยู่หลักสำคัญแรกคือการทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของสิ่งที่ทำอยู่ตามแผนภาพดังนี้ก่อน


Logic Framework ดัดแปลงจาก Wholey และ คณะ (2004)












       จากแผนภาพ Input เป็นปัจจัยแรกสุด เป็นปัจจัยที่บอกว่าเราใช้หรือใส่ “อะไร” เข้าไปในการทำงานของเรา เช่น เงิน เวลา แรงงาน วัตถุดิบ หรือ ความรู้/ความเชี่ยวชาญ ฯลฯ พูดอีกนัยหนึ่งคือทรัพยากรที่เราต้องใส่เข้าไปให้เกิดผล ในทางปฏิบัติแล้ว Input อาจจะเป็นจำนวนวันทำงาน (Man-day) จำนวนของวัตถุดิบ หรือ งบประมาณที่ต้องใช้ Input ที่ใช้ไปจะถูกเอาไปเทียบกับ Output ที่ออกมาว่าเราสามารถทำงานได้คุ้มค่าแค่ไหน
     โดยมากแล้วหลายคนอาจจะมองข้ามคุณภาพของ Input ไปเพราะเข้าใจว่า “มี” แล้วก็จบ ซึ่งหากงานที่ทำเป็นกลุ่มด้านอุตสาหกรรมก็จะมี Spec ที่แน่นอนว่าของเข้าโรงงานต้องเกรดไหนคัดอย่างไร แต่งานที่เป็นโครงการแบบที่ผมดูแค่บอกว่ามีคนมาช่วยอย่างเดียวบางทีไม่พอ ต้องดูด้วยว่าใคร เพราะความสามารถและทัศนคติในการทำงานถือว่าเป็น Input ที่จะส่งผลกับการทำงานของผมด้วย
     Process เป็นการบอกว่า “อย่างไร” ในขั้นนี้รวมหมดทั้งแนวคิด เทคนิค แผนงาน หรือ กลวิธี ซึ่งต้องทำโดยจะต้องมิวิธีในการติดตามว่า Process เดินหน้าไปไปในทิศทางและกรอบเวลาที่กำหนดหรือไม่ ซึ่งตรงนี้แน่นอนว่าถ้า Input ดี Process ก็จะง่าย การทำงานต่าง ๆ ก็จะราบรื่นและมีความสุข
     ในทางปฏิบัติแล้ว Process จะเป็นช่วงเหนื่อย บางทีต้องประชุมกันยาว ๆ ต้องปรับแผน หรือแม้แต่แก้งานกันหลาย ๆ รอบซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นทั้งหมด เพราะถ้าสิ่งที่ทำมันผิดผลที่จะตามมาก็จะผิดตามไปด้วย ดังนั้นในขั้น Process นี้นอกจากจะต้องดำเนินไปด้วยความชัดเจนแล้วต้องใช้ความแน่วแน่ของทีมงานประกอบด้วย
     Output เป็นการบอกว่า “ได้อะไร” ตรงนี้คือสิ่งทีเราจะได้ผลิตภัณฑ์ สินค้า บริการ ผลงาน หรือ Package ใหม่ ๆ ออกมา ซึ่งจะมีผลงานที่ออกมาเป็นจำนวนที่เห็นได้อย่างชัดเจน เช่น จำนวนครั้ง จำนวนชิ้น จำนวนคนที่รับข่าวสาร ฯลฯ
     ตรงนี้หลายคนหลง เพราะคิดว่า Output คือที่สุดแล้ว แบบทำงานเสร็จก็ฉลอง แต่จริง ๆ ไม่ใช่ เพราะว่าการมี Output ไม่ได้เป็นตัวการันตีว่า Outcome จะได้ผลตามนั้น เช่น เราออก Campaign ประชาสัมพันธ์ได้ Output ออกมาเป็นงานโฆษณาหลายตัวมากเลย ซึ่งก็ดีเพราะถือว่าทำงานสำคัญสำเร็จแต่งานที่ว่ายังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด เพราะ Outcome ที่ต้องการคือการตัดสินใจซื้อขอลูกค้าจนเกิดเป็นยอดขายต่างหาก
สุดท้าย Outcome เป็นการบอกที่สำคัญที่สุดว่า “ได้ผลอย่างไร” ตรงนี้แหละที่ต้องกำหนดให้ชัด ๆ เช่น ดูที่ยอดขาย ดูที่พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง ดูที่ความรู้ของคน ดูที่รายได้ของชาวบ้าน หรืออะไรก็สุดแล้วแต่ตามแผนที่วางเอาไว้ตั้งแต่ตอนต้น
     ตัว Outcome นี่แหละคือส่วนที่ต้องบอกว่างานที่เราทำสอบผ่านหรือไม่ผ่าน เพราะไม่ใช่แค่ตัวเราหรือตามที่มาตรฐานกำหนดแล้ว แต่เป็น Customer/Public ซึ่งในที่นี้เป็นได้ตั้งแต่เจ้านาย ลูกค้า หรือ กลุ่มเป้าหมาย ที่จะเป็นผู้ตัดสินว่า Output ที่สุ้มอดทนปั้นทำมานั้นจะรังสรรค์ให้เกิด Outcome ตามที่เราต้องการมากน้อยแค่ไหน ซึ่งนี่แหละหากฉลองกันที่ Outcome จะเป็นอะไรที่ชื่นใจกว่าเยอะ
     ทั้งนี้ทั้งนั้นการติดตามหรือ Monitoring จะคาบเกี่ยวในช่วงของ Input Process และ Output ในขณะที่ Evaluation โดยมากจะสนใจที่ Outcome ซะส่วนใหญ่ ซึ่งนี้แหละคือจุดที่ตัดให้เห็นว่าการติดตามและการประเมินผลจะเข้าไปอยู่ตรงไหนของการทำงานหรือกระบวนการทางธุรกิจ เพราะทุกขั้นตอนมีความสำคัญหมด แต่ใจความสำคัญคือคนที่ประสบความสำเร็จจะต้องมองให้เห็นถึง Outcome ที่ต้องการตั้งแต่วันแรกและใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ผ่านขั้นตอนและเนื้องานที่จะดันไปให้ถึงจุดที่ต้องการนั้นให้ได้

     จะเห็นได้ว่าการนำเอาแนวคิดของ Logic Framework มาประยุกต์ใช้ในการทำงานของเรานั้นจริง ๆ แล้วไม่ยาก อาจจะต้องใช้เวลาคิดอย่างละเอียดหน่อย แต่รับรองว่าจะมีประโยชน์อย่างมากในการทำงาน เรียกได้ว่าเป็นแนวทางที่ให้คุณผู้อ่านนำเอาแนวคิดของ M&E มาใช้เพื่อให้เราประสบความสำเร็จได้มากกว่าทั้งการทำงานในองค์กรหรือการเป็นเจ้านายตนเอง

     สำหรับ Ministry of Learning ฉบับนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอให้มีความสุขในการก้าวไปข้างหน้าอย่างเป็นระบบ แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดี


เขียนโดย 
คุณโชดก ปัญญาวรานันท์ 
ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรมนวัตกรรมการศึกษา 
สถาบันคีนันแห่งเอเซีย





Sunday, November 2, 2014

ความเข้าใจผิดๆ 4 อย่างเกี่ยวการใช้ SWOT

     สัปดาห์นี้ ด้วยความโชคดีที่หน่วยงานได้ส่งผมไปอบรมในหลักสูตรการบริหารเชิงกลยุทธ์ ซึ่งทำให้ผมมีโอกาสได้เรียนรู้แนวคิดดี ๆ จากนักวางกลยุทธ์/นักคิดอย่าง รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ เลยอยากเอามาเล่าสู่กันฟัง เพราะหากคุณผู้อ่านเอาไปปรับใช้แล้วรับรองว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากทั้งกับองค์กรหรือความก้าวหน้าส่วนตัวเพื่อไม่ให้เป็นการละเมิดในทรัพย์สินทางปัญญา ผมจะใช้วิธีการสรุปจุดเรียนรู้ในมุมมองของผมแทนการถอดความรู้ที่อยู่ในการอบรม สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ครั้งนี้คือการได้รู้ว่าผมเองมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนกับการวิเคราะห์ SWOT พอสมควรเลย ทำให้ผมมองข้ามไม่ค่อยได้ใช้ SWOT ให้เป็นประโยชน์ได้เต็มที่เหมือนเครื่องมืออื่น ๆ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว SWOT ส่งผลต่อการอยู่หรือไปของธุรกิจได้เลยนะ     ดังนั้นผมได้สะกัดเอาความเข้าใจผิด ๆ ที่เคยมีกับ SWOT มาเล่าด้วยแนวคิดที่ถูกต้องใหม่อีกครั้งให้เข้าใจได้ง่าย ๆ 4 ข้อดังนี้ (สำหรับคุณผู้อ่านที่ยังไม่คุ้นกับเรื่องนี้ลองไปศึกษาเพิ่มเติมกันก่อนนะ เพราะผมคุยในมุมมองของผู้ที่ผ่านการทำ SWOT กันมาแล้วเป็นหลัก)

     ผิดที่ 1 หลงเวลา อันดับแรกที่มองข้ามคือการกำหนดเงื่อนเวลามาเป็นตัวตั้งในการวิเคราะห์ SWOT หลายครั้งเราเผลอไปเอาข้อมูลเก่าหรือข้อมูลปัจจุบันมาใช้ สิ่งที่จะเกิดคือเราได้ SWOT ในเชิงประวัติศาสตร์ที่ไม่แข็งแรงพอที่จะต่อยอดไปคิดอะไรใหม่ ๆ ในอนาคตเพื่อการแข่งขันได้ดังนั้นการใช้ SWOT ให้ถูกคือ “คิดไปข้างหน้า” เท่านั้น ซึ่งการจะคิดไปข้างหน้าได้ต้องอาศัยข้อมูลที่ลึกพอเพื่อให้เราสามารถเห็นแนวโน้ม ซึ่งคนที่จะเห็นได้นี่แหละที่เราเรียกกันว่า “คนมีวิสัยทัศน์”หากคุณผู้อ่านอยากมีวิสัยทัศน์ สิ่งที่จะต้องฝึกฝนและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง 2 อย่าง คือ 1) ทักษะในการเก็บข้อมูล ต้องเก็บได้ลึกและตรง ลึกในที่นี่คือลึกกว่าที่คนทั่วไปจะมองเห็น และ ตรงในที่นี้จะหมายถึงไม่แต่งแต้มจนผิดเพี้ยน และ 2) ทักษะในการวิเคราะห์ข้อมูล หมายถึง ต้องแกะ แยก และ มองเห็นความเหมือนในความแตกต่างของเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ ซึ่งถ้าเราเจอรูปแบบ (Pattern) ดังกล่าวเมื่อไหร่ การมองไปข้างหน้าก็จะแม่นยำขึ้นเท่านั้นอ่านถึงตรงนี้อาจจะมีคำถามในใจว่า แล้วอนาคตนี้คือ “กี่ปี” กะง่าย ๆ ว่าสัก 5 ปีก็ได้ โดยช่วงเวลาจากวันนึ้ถึง 5 ปี จะต้องเป็นภาพที่เราเห็นได้ “ชัดเจน” และ หลังจาก 5 ปีขึ้นไปต้องเป็นภาพที่เราเห็น “เค้าโครง” ทั้งนี้เราจะต้องหมั่นมองและปรับภาพอยู่ตลอดเวลา อย่ายึดติดกับภาพใดภาพหนึ่งเพราะโลกในวันข้างหน้าจะเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ


     ผิดที่ 2 เริ่มจากปัจจัยภายใน สิ่งที่ถูกต้องคือการคิดจากปัจจัยภายนอก (Opportunities และ Threats) ก่อนเท่านั้น นั่นถึงเป็นเหตุผลที่หลายตำราเปลี่ยนจาก SWOT เป็น TOWS ทั้งที่ใส้ในเหมือนกันเป๊ะเพราะต้องการให้เรียงลำดับใหม่การสลับตำแหน่งดังกล่าวสำคัญมาก เพราะหากเราคิดจากภายในก่อนเราจะตาบอดจากปัจจัยภายนอกได้ง่าย ๆ เช่น เราวิเคราะห์ปัจจัยภายในเรียบร้อยแล้ว พอไปวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกดันพบว่าจุดแข็ง (Strengths) ของเรากำลังจะ “ตก Trend” เนื่องจากไม่เป็นที่ต้องการของตลาดในอนาคต เจอแบบนี้ก็หมดแรงเหมือนกัน หลายที่จะใช้การแถเพื่อมองหาปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ที่จะมารองรับกับปัจจัยภายในที่คิดว่าดีอยู่แล้ว (พูดง่าย ๆ ขี้เกียจเปลี่ยนตัวเอง ว่างั้นเหอะ) ผลที่ตามมาคือ SWOT ที่ผิดและจะนำทุกอย่างไปสู่ความเสียหายได้ในที่สุดคราวนี้อยากให้มาเจาะรายละเอียดกันหน่อย ปัจจัยภายนอกตำราไทย ๆ มักจะแปล Threats ว่า “อุปสรรค” ที่กีดขวางทางเดิน นัยยะคือถ้าไม่เดินไปชนก็ไม่เป็นอะไรซึ่งผิด เพราะความเป็นจริงแล้วเราไม่ต้องขยับไปไหนเลยทั้ง Threats และ Opportunities จะเป็นฝ่ายเดินมาหาเราเอง ดังนั้นการคิดกับปัจจัยภายนอกให้ถูกต้องก่อนปัจจัยภายในจึงเป็นเรื่องที่ควรลำดับให้ถูกต้อง


     ผิดที่ 3 เข้าใจว่าปัจจัยภายเป็นเรื่องของคนใน ปกติการวิเคราะห์ SWOT นั้นเราไม่ค่อยไปถามใครหรอกเพราะถือเป็นความลับของหน่วยงาน ทำให้การวิเคราะห์เป็นเรื่องที่หมกทำกันอยู่ในกลุ่มผู้บริหารระดับสูงขององค์กรซะเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่มักจะพลาดคือการมองปัจจัยภายใน (Strengths และ Weaknesses) ตามความเข้าใจของคนในองค์กรแทนที่จะมองในมุมของลูกค้าหรือผู้บริโภค

ทางออกคือต้องหาวิธีการมองหาจุดอ่อนและจุดแข็งของสินค้า บริการ หรือ องค์กรของเราจากสายตาของลูกค้าให้ได้ เช่น เราอาจจะเข้าใจว่าร้านอาหารเราเด่นเรื่องรสชาติ (Strengths) มีสูตรเด็ด อร่อยสุด ๆ (สำหรับเราคนเดียว) แต่ลูกค้าอาจจะมาร้านเราด้วยเหตุผลอื่น ๆ เช่น เสริฟเร็ว ราคาถูก หรือ บริการประทับใจ ฯลฯ ไม่ได้มาเพราะอร่อยอย่างที่เราคิดไปเอง อันนี้ต้องเฟ้นหาอย่างมีศิลปะและเป็นกลาง ในขณะที่เราอาจจะมองว่าร้านยังแต่งไม่สวย เป็นจุดอ่อน (Weaknesses) แต่คนอาจจะเลิกมาร้านเราด้วยเหตุผลอื่น ๆ เช่นกัน ทั้งนี้ต้องคิดแบบคนนอกที่มองเข้ามามากกว่าที่จะคิดเอาเองดังนั้นวิธีการที่ถูกต้องคือการหาคุณภาพที่จำเป็นให้ครบและเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาดเดียวกัน (Benchmarking) เช่น รสชาติ บริการ ราคา ฯลฯ อะไรที่เราเหนือกว่าคือจุดแข็ง (Strengths) และอะไรที่เราด้อยกว่าค่อยนับเป็นจุดอ่อน (Weaknesses) แบบนี้จะช่วยให้เราวิเคราะห์ได้ตรงไปตรงมากว่าเยอะอย่างไรก็ดี ทุกธุรกิจทั้งในระดับสินค้า/บริการ หรือ องค์กร จะต้องมีจุดแข็งบังคับที่ขาดไม่ได้ เช่น เปิดร้านอาหารต้องอร่อย เปิดโรงพยาบาลต้องรักษาหาย เปิดโรงเรียนเด็กต้องเก่ง เปิดร้านขายของต้องมีสินค้าครบ เป็นต้น และ จะขยับขยายไปยังคุณภาพอื่น ๆ ก็ค่อยว่ากันในเชิงของการขยายกิจการ (Growth)

    ผิดสุดท้าย งงกับหน่วยในการวิเคราะห์ (Unit of Analysis) ทั้งนี้ SWOT สามารถใช้ได้กับการวิเคราะห์ทุกระดับตั้งแต่องค์กร แผนกในองค์กร สินค้า/บริการ หรือแม้แต่ระดับบุคคล ดังนั้นต้อง “เลือก” และ “กำกับ” ให้การวิเคราะห์อยู่ในหน่วยในการวิเคราะห์ที่เราต้องการ เพราะปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หลายครั้งเราคิดในหมวกองค์กร สักพักก็เผลอคิดในหมวกสินค้า ทำให้ปนกันมั่วไปหมด กลายเป็น SWOT ที่ไม่ชัดจนได้ยกตัวอย่างเดิมว่าเราเปิดร้านอาหาร “ร้าน” เป็นธุรกิจของที่บ้านทั้งหมด เวลาเราวิเคราะห์ SWOT ของที่ร้านจะมองร้านเราเป็นปัจจัยภายในโดยอะไรที่นอกเหนือจากนี้เป็นปัจจัยภายนอกและมีร้านอื่น ๆ เป็นคู่แข่ง แต่ในขณะเดียวกัน ในร้านยังแยกขายอาหารหลายอย่าง เช่น อาหารตามสั่ง หมูสะเต๊ะ และ ก๋วยเตี๋ยว ดังนั้นหากเราลงไปคิด SWOT ของ “อาหารตามสั่ง” ทั้งหมูสะเต๊ะและก๋วยเตี๋ยวจะเป็นสินค้า/บริการอื่นทันที ต้องมองสองอย่างที่เหลือเป็นปัจจัยภายนอก ต้องแข่งกันเอง ดังนั้นการพัฒนาเพื่อหาวิธีเพิ่มมูลค่าในสินค้าแต่ละตัวอย่างไม่หยุดยั้งจะนำไปสู่การ “ห่อกลับ” ซึ่งช่วยกิจการในภาพรวมได้ในที่สุด

     สุดท้ายจริง ๆ แนวคิดเพิ่มเติมคือ SWOT เองสามารถใช้ได้กับทุกที่ทุกอย่าง เพราะแม้ว่าคุณผู้อ่านบางคนอาจจะยังไม่ได้มีโอกาสวิเคราะห์ SWOT ให้องค์กรหรือให้กับสินค้า/บริการ แต่คุณผู้อ่านก็ยังสามารถวิเคราะห์ SWOT ของตัวคุณผู้อ่านเองก็ได้ เปลี่ยนหน่วยในการวิเคราะห์ให้เป็นตัวเราซะ และมองปัจจัยภายนอกดูว่าความเปลี่ยนแปลงในอนาคตในระดับองค์กร หรือ ในอุตสาหกรรมที่เราทำงานอยู่จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด ความสามารถของเราที่มีจะต้องพัฒนาต่ออย่างไรให้มีจุดแข็งบังคับที่ขาดไม่ได้ เทียบกับเพื่อนหรือคนในวงการแล้วเป็นอย่างไร เพราะถ้าเจอแล้วเราจะรู้ได้เองว่าจะต้องเดินทางไหน การเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อพัฒนาตนเองก็จะมีความหมายเป็นอย่างไรกันบ้างกับแนวคิด Classic ที่อาจจะเผลอใช้กันผิดบ้างถูกบ้าง ก็อยากเป็นกำลังใจให้ทุกท่านไปคิดอ่านทำการเพื่อสร้างสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าให้ทะลุกรอบเดิม ๆ ที่เรามีอยู่ อยากให้ขยับเพื่อให้เราได้เป็นฝ่ายรุกกับการแข่งขันระดับ AEC ที่กำลังมาถึง เพราะไม่ใช่เป็นแค่รอบ Battle แต่เป็นรอบ Knockout เลยล่ะ

สำหรับ Ministry of Learning ฉบับนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอให้มีความสุขกับการวางแผนเพื่อก้าวไปข้างหน้า พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดี

 เขียนโดย 
คุณโชดก ปัญญาวรานันท์ 
ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรมนวัตกรรมการศึกษา 
สถาบันคีนันแห่งเอเซีย 

Sunday, October 19, 2014

ตัวชี้วัดชุมชนปรับตัวได้

          เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนา Asian Forum on Corporate Social Responsibility (AFCSR) ครั้งที่ 13 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิบปินส์ ภายใต้ธีม Building Resilient Communities เพื่อให้เข้าใจแนวคิดนี้มากขึ้นจึงได้ทำการค้นคว้าและพบว่า Resilience หรือในภาษาไทยแปลกันว่า ยืดหยุ่นปรับตัวได้นั้นคือความสามารถในการปรับตัวและฟื้นตัวเมื่อเผชิญกับความกดดันยากลำบากหรือภาวะวิกฤต คุณสมบัตินี้ถ้าเป็นระดับปัจเจกบุคคลถือว่าเป็นคุณสมบัติที่สำคัญพอๆ กับ IQ หรือ EQ บุคคลระดับผู้นำของโลกไม่ว่าจะเป็นริชาร์ด แบรนสัน  (Richard  Branson) เจ้าของสายการบินชื่อดังของโลก   เวอร์จิ้น แอร์ไลน์  (Virgin Airlines)  และเจ้าของธุรกิจมากกว่า 360 บริษัท ที่ใช้ชื่อการค้าว่า Virgin ตอนนี้มีคำนำหน้าเป็นเซอร์ริชาร์ด แบรนสัน ที่ต้องผ่านขวากหนามโดนเรียกคืนสัมปทานการบิน เสี่ยงกับการล้มละลาย แต่ด้วยสติและความมีอารมณ์ขัน ความคิดสร้างสรรค์และความยืดหยุ่นในการแก้ปัญหาก็ทำให้เขากลายเป็นตัวอย่างความสำเร็จของผู้ประกอบการที่ไม่เคยหยุดให้กับปัญหาใดๆ หรือหญิงเหล็กอย่างฮิลลารี่ คลินตัน (Hillary Clinton) ก็ได้รับการกล่าวขวัญในหนังสือที่ชื่อว่า Leadership Secretes of Hillary Clinton ว่าความลับสู่ความสำเร็จในการเป็นผู้นำและการนำไปสู่อำนาจ ในการก้าวข้ามอุปสรรคและฝั่งตรงกันข้าม เพราะเธอมีคุณสมบัติในการยืดหยุ่นปรับตัวได้ เธอจึงสามารถกลับมายืนบนเวทีการเมืองและมีผู้สนับสนุนให้เธอลงสมัครตำแหน่งประธานาธิบดีตลอดเวลา

ในเชิงสังคมและชุมชน คุณสมบัติที่ยืดหยุ่นปรับตัวได้ (Resilience) ซึ่งกลายมาเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้ชุมชนอยู่ดีมีสุขได้อย่างยั่งยืน ด้วยว่าสังคมปัจจุบันเป็นสังคมที่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สาธารณสุข การเมือง สังคม สิ่งแวดล้อมและแม้กระทั่งภัยธรรมชาติ ดังนั้นสังคมและชุมชนจึงอยู่บนความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบเหล่านั้นตลอดเวลาและอาจรวดเร็วขึ้นกว่าในอดีตอันเนื่องจากพลังโลกาภิวัฒน์ ในวงของการสัมมนานี้จึงพูดกันถึงกลไกของ CSR ที่สามารถจะเป็นจุดเชื่อมธุรกิจ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ในการช่วยสร้างชุมชน สังคม ที่สามารถรับแรงกระเทือนจากความเปลี่ยนแปลงแต่ยังมีความหวังจะต่อสู้อุปสรรค และกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข
หัวข้อหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานล้นหลามกระทั่งผู้จัดต้องเสริมที่นั่งกันเกือบล้นออกนอกห้อง คือหัวข้อตัวชี้วัดและการวัดผลความสามารถในการยืดหยุ่นและปรับตัวได้ (Resilience)     ซึ่งนำเสนอโดยด็อกเตอร์คริสทีน แก็บบี้ จากสถาบัน Torrons Resilience Institute แห่งเมือง Adelaide ออสเตรเลีย กระบวนการสร้างความยืดหยุ่นและปรับตัวได้นี้  อาจารย์แก็บบี้ได้ชี้ว่าเป็นกระบวนการที่มีชีวิต (Living Process) กล่าวคือต้องการมีประเมินอยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยตัวอย่างที่ยกมาในประเทศอออสเตรเลียนั้นได้มีการจัดคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้คนหลากหลายจากในชุมชนมาร่วมกันติดตามและตรวจสอบศักยภาพของการมีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ โดยทางสถาบัน Torrons Resilience Institute ได้จัดทำเครื่องมือ Resilience Scorecard โดยเครื่องมือนี้จะมีประโยชน์ต่อพื้นที่ของชุมชนในการเตรียมพร้อมรับกับภัยพิบัติหรือสถานการณ์อ่อนไหวซึ่งอาจนำมาซึ่งเหตุรุนแรงต่างๆ ได้ รวมไปถึงการสร้างแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อเข้าถึงทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นบุคคล องค์กร องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องในชุมชนนั้น ในการศึกษาของสถาบันนี้ หากชุมชนนั้นเป็นชุมชนที่ปรับตัวได้ มีเสถียรภาพและมีศักยภาพสู่การยืดหยุ่น ชุมชนจะมีความสามารถดังนี้คือ1.      สามารถบริหารจัดการระบบต่างๆ ในชุมชนนั้นได้แม้เกิดเหตุวิกฤต (Crisis) ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม แผ่นดินไหว เหตุประท้วงหรือเหตุอื่นๆ2.      สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ทางกายภาพ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เพื่อตอบรับกับแรงกระทบที่เข้ามาได้3.      สามารถพึ่งพาตนเองได้หากโดนตัดขาดจากความช่วยเหลือภายนอกโดยในหัวข้อ
Scorecard จะถูกแบ่งออกเป็น 4 หัวข้อใหญ่ๆ คือ 1. ความเชื่อมโยงในชุมชน (Connectedness) โดยวัดจากความเชื่อมโยง การสื่อสาร และการสนับสนุนกันและกันของสมาชิกในชุมชน 2. ความเสี่ยงต่างๆและกลุ่มคนในชุมชนที่มีความเปราะบางและต้องการความช่วยเหลือ (Risk/Vulnerability) โดยวัดจากการวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงต่างๆ ในพื้นที่ ลักษณะของกลุ่มคนในชุมชนทั้งแบบที่แข็งแรงอยู่แล้วหรือเป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ 3. แผนและกระบวนการ (Process) ในหัวข้อนี้จะมีการวัดระดับการเตรียมพร้อมในแผนการและระบบต่างๆ รวมไปถึงการมีส่วนร่วมในแผนต่างๆ เพื่อฟื้นฟู หรือตอบรับกับเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบกับชุมชนทั้งในระดับครัวเรือนและระดับวงกว้าง      4. ทรัพยากร (Available Resources) เป็นการวัดระดับความพร้อมทางด้านสาธารณูปโภค ถนน น้ำ ไฟ แหล่งอาหาร สาธารณสุข รวมไปถึงรายได้ สถานะทางเศรษฐกิจ สถานศึกษาและองค์ความรู้

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่า การสร้างคุณสมบัติด้านการยืดหยุ่นและปรับตัวได้นั้นเป็นกระบวนการระยะยาว และต้องการการมีส่วนร่วมจากชุมชน นับจากสมาชิกปัจเจก ระดับครอบครัว ระดับกลุ่มและในภาพรวมทั้งหมด ที่ประเทศออสเตรเลียโดยสถาบัน Torrons Resilience Institute จึงได้จัดทำคู่มือ Tool Kit เพื่อเป็นกรอบแนวทางให้กับชุมชนต่างๆได้นำไป ปรับใช้และเน้นสิ่งที่สำคัญในการสร้าง Resilience คือคณะกรรมการของชุมชนที่จะต้องร่วมประชุมเพื่อประเมินและติดตามผลตามหัวข้อใน Scorecard และจะต้องมาจากหลากหลายกลุ่มในชุมชน เพื่อให้ครอบคลุมความคิดเห็นโดยรวม

ในวันนี้ที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา นี่อาจเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยสร้างความอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืนให้กับ ชุมชนสังคมที่ต้องโดนท้าทายจากสถานการณ์ความน่ากลัวไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรุนแรง การเมือง โรคระบาด เศรษฐกิจทดถอย และวัฒนธรรมเสื่อมหายไปกับการพัฒนาสมัยใหม่

พีรานันต์ ปัญญาวรานันท์

ผู้จัดการโปรแกรมความรับผิดชอบต่อสังคม

สถาบันคีนันแห่งเอเซีย



Monday, October 13, 2014

อัจฉริยะด้วยหมวกหกใบตอนที่ 3: หมวกเหลือง เรื่องดี ๆ ที่เราเลือกได้

สวัสดีคุณผู้อ่าน สัปดาห์นี้เข้าสู่ตอนที่สามของเรื่องการคิดแบบหมวก 6 ใบแล้ว โดยจะเป็นตอนต่อจากสัปดาห์ที่แล้วที่คุยกันถึงเทคนิคการใช้หมวกแดงเพื่อให้เราสามารถปลดปล่อยและเก็บเกี่ยวอารมณ์ความรู้สึกของเราเองที่มีต่อข้อมูลที่เราได้รับมาจากหมวกขาว

ว่าแล้วสัปดาห์นี้เรามาคุยกันต่อถึงหมวกใบที่สามของเราดีกว่า นั่นคือ “หมวกเหลือง” โดย Edward de Bono จงใจใช้สีเหลืองเพราะต้องการสือถึง “มุมมองด้านบวก” ที่มีต่อข้อมูลที่เราได้มาจากการเปิดรับด้วยหมวกขาว (ไม่ใช่แดง)

ทั้งนี้โดยมากแล้วเราจะใช้หมวกเหลืองต่อจากหมวกแดง สิ่งแรกที่จะต้องทำก่อนคือการถอด “หมวกแดง” ออก ห้ามอารมณ์ค้าง ไม่ต้อง Feel ไม่ต้องอิน เอิบอิ่ม หรือ กรี๊ดกราด เอาจิตกลับไปอยู่ที่ข้อมูลที่รับมาจากหมวกขาวเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ดี ด้วยมุมมองด้านนี้สำคัญไม่แพ้ด้านอื่น ๆ เพียงแต่เราไม่ค่อยได้ฝึก ดังนั้นการสวมหมวกเหลืองจึงเป็นช่วงสำคัญที่ให้เราได้มีโอกาสคิด ใคร่ครวญ และ มองหาสิ่งที่ดี ๆ เพื่อให้เราไม่พลาดโอกาสที่อยู่ในข้อมูลที่เรากำลังพิจารณาอยู่โดยไม่มีการรบกวนจากการคิดในมุมมองอื่น ๆ ลองใช้เทคนิคต่อไปนี้ดูนะ
เทคนิคที่ 1 ใช้ “ถ้า” หลาย ๆ ท่า คำว่า “ถ้า” ในทางวิชาการคือคำถามเชิงวิจัยนะ เพราะเราต้องมีสมมติฐาน บางอย่าง ซึ่งในชีวิตจริงเราใช้คำนี้บ่อยเหลือเกินแต่เรากลับรู้สึกว่าวิจัยเป็นเรื่องไกลตัว เทคนิคนี้คือการใช้คำว่า “ถ้า” ในหลาย ๆ แบบกับข้อมูลที่ได้มาจากหมวกขาว การใช้ “ถ้า” เป็นการบอกว่าเรามองเห็นความเชื่อมโยงยางอย่างออก ดังนั้นสิ่งที่เราจะ List ออกมาจะไม่ได้เกิดจากการเดา แต่จะมีหลักคิดอะไรบางอย่างติ่งไว้อยู่เสมอ
เทคนิคที่ 2 กระจายประโยชน์ ลองมองหาจุดที่ให้เราเกาะความคิดไปได้โดยสะดวก เช่น จากข้อมูลที่เราได้รับมีถ้าเป็นจริง อะไรบ้างที่จะเป็นข้อดีที่เกิดกับเรา? อะไรบ้างที่จะเป็นข้อดีกับครอบครัวเรา? อะไรบ้างที่จะเป็นข้อดีกับองค์กรเรา? ฯลฯ ได้ทุกระดับจนถึงระดับชาติ หรือ ระดับโลก แบบนี้เราจะได้ List มุมมองด้านบวก ๆ ออกมาอีกเยอะเลย
เทคนิคที่ 3 ปัจจุบันหรืออนาคต มีคนถามบ่อยมากเวลาใช้หมวกเหลือว่าให้คิดจากสิ่งที่เกิดมาแล้ว เป็นอยู่ หรือ จะเป็นดีล่ะ จริง ๆ แล้วได้หมดแต่จะเป็นประโยชน์กว่าคิดถึงสิ่ง “เป็นอยู่” กับ “จะเป็น” เทคนิคนี้คือเราเอา อาจจะแยกคิดเห็นข้อดีในปัจจุบันกับข้อดีในอนาคตก็ได้ เป็นการใช้เทคนิคหมวกเหลือแบบคาบเกี่ยวหลายช่วงเวลา แต่อนาคตที่ว่าก็ต้องกะให้พอเหมาะนะ บางทีโจทย์เล็ก ๆ เช่นว่าจะย้ายงานแต่คิดไปถึงหลังเกษียณก็ยาวไปหน่อย เอาให้พอดี ๆ
เทคนิคที่ 4 เอาให้ตรงประเด็น หากเทคนิคที่ 1 – 3 ที่ผ่านมาเอาไว้สำหรับคุณผู้อ่านที่ไม่คุ้นกับการ Brainstorm หรือคิดไม่ออก แต่ถ้าคิดออกแล้วรู้สึกว่า “เยอะไป” ก็มาใช้เทคนิคที่ 4 นี้ดู โดยให้เตือนตัวเองว่าหมวกเหลืองเป็นเพียง 1 ใน 6 ของหมวกทั้งหมดที่เรามี หากเริ่มรู้สึกว่า List ไปวนไปแล้วล่ะก็อาจจะต้องเริ่มเลือกมองหาส่วนที่ดีที่ตอบโจทย์กับความต้องการ เช่น ข้อดีของการเรียนต่อ แต่งงาน ตัดสินใจอะไรบางอย่าง ฯลฯ เพราะการมุ่งประเด็นจะช่วยให้เราใช้หมวกเหลืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เทคนิคที่ 5 อย่ายึดติด อย่าลืมว่าหมวกเหลืองเป็นการคิดที่อาศัยข้อมูลที่มาจากหมวกขาว บางครั้งข้อมูลแรกที่เราได้มาทำให้เรามองเห็นอะไรที่ฟรุ้งฟริ้งมากเลย แต่พอกลับไปสวมหมวกขาวเพื่อค้นข้อมูลเพิ่มกลับพบความจริงใหม่ ๆ ที่เข้ามาเสริม แบบนี้ต้องบอกว่าเราต้องกล้าที่จะคิดใหม่ด้วย ไม่เช่นนั้นเราจะโดนหมวกเหลืองตัวเองหลอกเอาได้ อันนี้ไม่ง่ายนักเพราะต้องหักใจออกมา อย่าลืมว่า List ได้ก็ลบได้เสมอ ดังนั้นอย่ายึดติด เพราะหมวกเป็นแค่เครื่องมือในการคิดตามหน้าที่ของมันเท่านั้น
เทคนิคเสริมคืออาจจะมองได้ว่าหมวกเหลืองเป็นการระดมสมองอย่างหนึ่ง (Brainstorm) ดังนั้นตอนใช้โดยเฉพาะเวลาคิดหลาย ๆ คนอย่าเพิ่งห่วงเรื่องถูก/ผิด คิดออกมาก่อน อย่าเพิ่ง Kill Idea ในระหว่างคิดเพราะเอาหรือไม่เอาเป็นอีกเรื่อง แต่ถ้าคิดไม่ออกดูจะเป็นเรื่องมากกว่า สุดท้ายเมื่อเราพร้อมจะถอดหมวกเหลืองแล้วก็ขอให้ถอดออกไปจริง ๆ ถอดแล้ววาง จะมาใส่อีกทีเมื่อไหร่ค่อยว่ากันใหม่
เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับการฝึกเพื่อมองหาข้อดีของข้อมูลต่าง ๆ ที่เราได้รับมา ผมรู้ว่ามันไม่ง่ายสำหรับบางคนเพราะแนวโน้มแล้วหลายคนอาจจะถนัดหมวกดำมากกว่า ซึ่งสัปดาห์หน้าเราจะมาคุยกันในเรื่องนั้น ดังนั้นเทคนิคที่ให้จึงเน้นการคิดให้มองเห็นมุมมองด้านบวกให้ได้เยอะ ๆ ก่อน ใช่ไม่ใช้คิดออกมาแล้วค่อยเลือกก็ยังไม่สาย

สำหรับ Ministry of Leaning – The Series: อัจฉริยะด้วยหมวกหกใบตอนที่ 3 นี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอให้มีความสุขในการมองหาสิ่งดี ๆ รอบ ๆ ตัว ตอนต่อไปเราจะมาฝึกมองโลกในด้านมึด (Dark Side) ด้วยหมวกดำ จะน่ากลัวแค่ไหนก็ไปตามกันต่อได้ สำหรับวันนี้สวัสดี


เขียนโดย 
คุณโชดก ปัญญาวรานันท์ 
ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรมนวัตกรรมการศึกษา 

สถาบันคีนันแห่งเอเซีย

Wednesday, October 8, 2014

อัจฉริยะด้วยหมวกหกใบตอนที่ 2: หมวกแดง เทคนิคในการปล่อยอารมณ์อย่างเหนือชั้น

สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่าน ในที่สุดเราก็มาถึงสัปดาห์สุดท้ายของปีงบประมาณแล้ว ก็ขออนุญาติเป็นกำลังใจให้คุณผู้อ่านทุกท่านให้ได้รับการ Promote แต่งตั้ง เลื่อนขั้น หรือ มียอดขายสวย ๆ ให้เป็นแรงใจในการเติบโตต่อไป
สำหรับ Ministry of Learning สัปดาห์นี้จะเป็นตอนที่สองของ The Series เรื่องการคิดแบบหมวก 6 ใบ โดยในตอนแรกเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราคุยกันถึงเทคนิคการเปิดรับข้อมูลด้วย “หมวกขาว” ตาม Link นี้ ซึ่งคุยกันถึงแนวคิดและเทคนิคในการใช้หมวกขาวที่จะทำให้เราสามารถเก็บเกี่ยวข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ตรง และ สามารถนำไปสู่การคิดต่อยอดในหมวกอื่น ๆ ได้อย่างไร
สำหรับหมวกใบที่สองที่เราจะคุยกันวันนี้คือ “หมวกแดง” ซึ่งสีแดงนั้น Edward de Bono เจ้าของทฤษฎีนี้เลือกใช้สีแดงเพื่อสื่อถึง “อารมณ์และความรู้สึก” ด้วยเรื่องอารมณ์และความรู้สึกเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ เพราะมีความเกี่ยวโยงกับความสุขทุกข์ในชีวิตเรามากเหลือเกิน บางคนที่ผมรู้จักเป็นคนเก่งมีความสามารถ แต่ไม่สามารถบริหารอารมณ์ตัวเองได้ สุดท้ายปล่อยให้อารมณ์ตัดโอกาสความก้าวหน้าในชีวิตของตัวเองไปอย่างน่าเสียดาย
สิ่งที่เราควรรู้จักก่อนคืออารมณ์และความรู้สึกเกิดขึ้นได้ง่ายและเร็วมาก หลายทีที่เรารับรู้ข้อมูลอะไรมาก็เผลอใส่อารมณ์เข้าไปโดยที่ยังไม่ทันได้วิเคราะห์ข้อมูลก็มีบ่อย ๆ นำไปสู่ความขัดแย้งโดยไม่จำเป็นเลย ดังนั้นการมีหมวกแดงจึงเป็นการ “เปิดโอกาส” ให้เรารู้สึก แลกเปลี่ยน และจอดอารมณ์ของเรากับเพื่อนเราไว้ได้อย่างเหมาะสม โดยผมมีเทคนิคเสริมให้ดังต่อไปนี้
เทคนิคที่ 1 Focus ให้ถูกที่ เทคนิคแรกนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด เพราะการคิดด้วยหมวกหกใบนั้นมีความสำคัญที่จะต้อง Focus อยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในที่นี้คือ “ข้อมูล” ที่เราเปิดรับมาด้วยหมวกขาวแล้วเท่านั้น เน้นว่าเป็น “อารมณ์ของเราเอง” ไม่ต้องไปรู้สึกแทนใคร หรือ เอาเราไปอยู่ในเหตุการณ์ไหน แต่ให้มองความรู้สึกที่มีต่อเหตุการณ์นั้น ๆ ที่มากระทบใจเราเป็นหลักถึงจะเป็นความรู้สึกเราเองแท้ ๆ ที่มีต่อข้อมูลนั้น ๆ
เทคนิคเสริมที่ผมอยากแนะนำคือเราต้องตัดอารมณ์จากอารมณ์ของคนอื่น ๆ ด้วยนะ บางทีเรามีอารมณ์และความรู้สึกในเรื่องใดเรื่องหนึ่งขัดแย้งหรือตรงข้ามกับเพื่อนของเราก็อย่าได้เอาความแตกต่างทางอารมณ์นั้นมาสร้างเป็นประเด็นใหม่ คิด แลกเปลี่ยน และ วางมันลงอย่างนิ่มนวลจะดีที่สุด
เทคนิคที่ 2 มองและอยู่กับตัวเอง การอยู่กับตัวเองเหมือนจะง่ายนะแต่ไม่น่าจะใช่กับคนสมัยนี้ โดยเฉพาะการมีสื่อสังคมออนไลน์ที่เราสามารถคุยกับใครตอนไหนก็ได้ ทำให้เราขาดทักษะที่หันมาถามใจเราว่า “เฮ้ย คิดอะไรอยู่” เพราะแทนที่จะมีเวลาคุยกับตัวเองเราก็ Post ไปซะแล้ว นานวันเขาเราก็ลืมวิธีจัดการกับความรู้สีกตัวเองเพราะใช้ไปกับตอบ Ment เพื่อนแทน ดังนั้นเทคนิคนี้คือการตัดตัวเองออกมาจากช่องทางที่คุ้นเคย โดยฝึกที่จะมองความรู้สึกตัวเองที่มีต่อข้อมูลให้ได้ ทำได้ง่าย ๆ โดยการหายใจลึก ๆ หลับตาแป็บนึง และ มองหาความรู้สึกโดยสัมผัสจริง ๆ ว่าอารมณ์และความรู้สึกอยู่ส่วนไหน หน้าตาแบบไหน ทำบ่อย ๆ เราจะมีทักษะที่ทำได้เองอธิบายยากแต่ไม่ต่างอะไรกับการหัดหยิบของ หัดพูด หัดเดิน ที่เราทำเป็นอยู่แล้วนั่นไง
เทคนิคที่ 3 หาคำอธิบายที่ใช่ จากประสบการณ์ที่ผมได้ช่วยคนอื่น ๆ ในการระดมสมองมักจะตกม้าตายในเรื่องนี้ เพราะหลายคนไม่สามารถหาคำพูดที่สะท้อนอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองได้อย่างเหมาะสม หลายครั้งผมก็เป็น บางทีกรุ่น ๆ ไม่ทราบเหมือนกันว่าความรู้สึกนั้น ๆ คืออะไร อึดอัดแต่บอกใครไม่ได้ ดังนั้นเทคนิคง่ายคือจับสังเกต (อันนี้เทคนิคส่วนบุคคลมากนะ) เช่น เวลามีอารมณ์โกรธ จิตอยู่แถว ๆ อกมาขึ้นมาถึงลำคอ ทำให้เราเสียงสั่น ปากสั่น เวลามีอารมณ์เสียใจ จิตจะไปอยู่ใต้หูไปถึงจมูก พอดันออกมาโพละ น้ำตาแตกทันที หรือ เวลาอยากได้นั่นนี่นู่นมันละลิงโลดในใจ จิตไปหลังหรือขา จะเดินหน้าท่าเดียว อันนี้สุดแล้วแต่ ดังนั้นต้องหัดและอธิบายได้ ยิ่งอธิบายละเอียดยิ่งทำให้เราเข้าใจตัวเองได้มากเท่านั้น
เทคนิคเสริมถ้า Pro แล้วนะ คือการสังเกตระดับของความรู้สึกด้วยว่ามากน้อยหนักเบาอย่างไร อันนี้จะไม่ยากแล้วเพราะถ้าหาเจอก็แค่ลองวัดดูว่าประมาณไหน ก็จะทำให้เราจิตละเอียดขึ้นเป็นกองแล้ว
เทคนิคที่ 4 ซื่อสัตย์กับตัวเอง ความรู้สึกเป็น “ของเราล้วน ๆ” นะ หลายครั้งที่เราเผลอ “แอบตัดสิน” ความรู้สึกของเราโดยไม่รู้ตัว เช่น รู้สึกอิจฉา รู้สึกหมั่นใส้ รู้สึกไม่แฟร์กับเรา หลายคนที่ผมเจอคืออายที่จะบอกว่าตัวเองรู้สึกแบบนั้น หรือ ไม่อยากเผยความรู้สึกที่ทำให้เราดูแป็นคนเห็นแก่ตัวบ้าง ทั้ง ๆ ที่คำ ๆ นั้นอาจจะเป็นคำอธิบายอารมณ์และความรู้สึกของเราในตอนนั้นได้อย่างชัดเจนที่สุดก็ได้ ดังนั้นความซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เทคนิคง่าย ๆ คือ บอกตัวเองว่าฉันเป็นคนธรรมดา การคิดและการรู้สึกเป็นสิทธิ์ที่พึงมี ไม่ได้เดือดร้อนใคร
เทคนิคเสริมสำหรับมุมที่กลับกันคือ บางครั้งบางเรื่องเราไม่ได้รู้สึกอะไรสักกะอย่างเดียวก็มีนะ ก็ไม่ต้องไปน้อยอกน้อยใจว่าเราผิดปกติ เพราะโลกนี้มี “อารมณ์เฉย ๆ” นะไม่ต้องเหนื่อยประดิษฐ์หรือพยายามให้เราเหมือนใคร ซื่อสัตย์กับตัวเองเข้าไว้และเราจะสะดวกใจขึ้นมาอีกเยอะ
เทคนิคที่ 5 บันทึก เช่นกันกับหมวกอื่น ๆ เราต้องบันทึก โดยเฉพาะอารมณ์และความรู้สึกซึ่งเป็นอะไรที่เกิดขึ้นและผ่านไปเร็วมาก ไม่นิ่ง ดังนั้นเราต้องจับ อธิบาย และ ไม่ลืมที่จะบันทึกความรู้สึกของเราเองเอาไว้ในขณะที่เราสวมหมวกแดงอยู่ ก็จะทำให้เราย้อนกลับมาพิจารณาเมื่อเราต้องการถอยมามองโดยภาพรวมแล้ว
เทคนิคเสริมสุดท้ายคือเมื่อเรา ok กับการสะท้อนความรู้สึกของตัวเองและพร้อมจะถอดหมวกแดงแล้ว ขอให้ถอดหมวกแดงออกไปจริง ๆ โดยเรากลับมาเมื่อไหร่ก็ได้แต่เราต้องไม่ใส่อารมณ์นั้น ๆ ติดออกไปรบกวนการคิดในหมวกใบอื่น ๆ เด็ดขาด
เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับการฝึกเพื่อสะท้อนและเก็บเกี่ยวอารมณ์และความรู้สึกของเราเอง เหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่ายนะเพราะวัฒนธรรมบ้านเราไม่ได้เปิดโอกาสให้เราฝึกทักษะนี้มากนัก อย่ามองว่าเป็นเรื่องดีหรือร้ายแต่ให้อยากให้มองว่าเป็นเครื่องมือหนึ่ง ๆ ที่สามารถเปิดประโยชน์กับทุกคนได้ไม่มากก็น้อย
สำหรับ Ministry of Leaning – The Series: อัจฉริยะด้วยหมวกหกใบตอนที่ 2 นี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอให้มีความสุขกับการเก็บเกี่ยวความรู้สึกของตัวเองอย่างชัดเจน ตอนต่อไปเราจะมาฝึกมองโลกในแง่ดีด้วยหมวกเหลืองกัน จะช่วยให้เราเห็นโอกาสอะไรในชีวิตได้มากน้อยแค่ไหนโปรดติดตาม สำหรับวันนี้...สวัสดี

เขียนโดย 
คุณโชดก ปัญญาวรานันท์ 
ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรมนวัตกรรมการศึกษา 

สถาบันคีนันแห่งเอเซีย

การพัฒนาทักษะชีวิตเรื่องความรู้ในการบริหารการเงินส่วนบุคคล สำหรับกลุ่มนักเรียนนักศึกษา

เยาวชน คือ อนาคตของชาติ เป็นคำทั่วไปที่คนมักพูดถึง หากแต่สังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงในวันนี้นั้น เกิดคำถามว่า เด็กและเยาวชนในปัจจุบันมีทักษะชีวิตที่เพียงพอต่อการก้าวมาเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตหรือไม่ แม้ภายใต้หลักสูตรการเรียนการสอนที่ดูจะบีบรัดอย่างมาก เพื่ออัดความรู้ทุกอย่างที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องคิดว่าจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเด็กในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นชีววิทยา ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ขั้นสูง และอื่นๆ อีกมากมาย แล้วแม้ว่าจะมีการกล่าวว่า เด็กไทยขาดทักษะชีวิต หากแต่เมื่อไปพลิกหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ก็จะพบว่า ในความเป็นจริง ระบบการศึกษาไทยได้มีการบรรจุวิชาที่เกี่ยวข้องกับทักษะชีวิตแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อเน้นการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าในตนเอง การคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ การจัดการกับอารมณ์และความเครียด รวมทั้งการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น หากแต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ค่อนข้างจะเป็นนามธรรมที่วัดและประเมินยากในทางปฏิบัติ สิ่งที่เราอาจจะใช้พิจารณาได้อย่างง่ายๆ คือ ภายใต้สถานการณ์หนึ่งๆ เด็กๆ มีกระบวนการคิด วิเคราะห์และประมวลผล เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างไร และผลลัพธ์จากการตัดสินใจนั้นๆ ดีเพียงพอหรือไม่อย่างไร
                การมีทักษะชีวิตที่เพียงพอสำหรับเด็กและเยาวชนนั้น เป็นประเด็นข้อกังขังจากสังคมระดับหนึ่ง จากผลการประเมินระดับความรู้และความสามารถในการประยุกต์ใช้ อย่าง PISA (Programme for International Student Assessment)พบว่า ระดับความรู้ของเยาวชนไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างน่าห่วง PISA เป็นการประเมินที่ไม่ได้เน้นการคิดท่องจำ แต่เน้นการกระบวนการคิด ตัดสินใจและใช้เหตุผลเพื่อแก้ไขปัญหา รวมทั้งวิเคราะห์และสังเคราะห์ความรู้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ โดยสำรวจระดับความรู้ของเยาวชนอายุ 15 ปีที่จะเป็นอนาคตของชาติว่า สามารถนำความรู้ต่างๆ ที่ร่ำเรียนมาไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไร หรือที่เรียกว่า การรู้เรื่อง (Literacy) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ด้านสำคัญๆ ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหลักในการดำเนินชีวิตและพัฒนาตนเองและสังคม 1. ความรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) คือ การอ่านและสามารถนำสิ่งที่อ่านมาคิดวิเคราะห์ และสะท้อนเป็นความคิดตัวเองได้ 2. การรู้เรื่องคณิตศาสตร์ (Mathematics Literacy) ไม่ใช่แค่การบวกลบคูณหาร หรือถอดสมการ แต่คือการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ รอบตัวด้วยขบวนการเชิงคณิตศาสตร์ 3.การรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ (Science Literacy) ไม่ใช่แค่หลักการทางฟิสิกส์ เคมีและชีววิทยา แต่คือการใช้ความรู้และความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ในการระบุปัญหา ค้นคว้าข้อมูล และใช้ประจักษ์พยานทางวิทยาศาสตร์ จากผลการประเมิน PISA ล่าสุดในปี 2555 นั้น พบว่า คะแนนเฉลี่ยทั้ง 3 ด้านของเด็กไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งหมด 65 ประเทศที่สำรวจในครั้งนี้ และเมื่อเทียบระดับคะแนนกับประเทศต่างๆ พบว่า เด็กไทยมีความรู้อยู่ในลำดับที่ 50 ขณะที่ประเทศอื่นๆ อาทิเช่น เซี่ยงไฮ้ สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน เกาหลีและญี่ปุ่น อยู่ใน 6 ลำดับแรก ส่วนประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น เวียดนาม ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจและการพัฒนาที่เป็นรองกว่าประเทศไทย อยู่ในลำดับที่ 17 นอกจากนี้ มาเลเซียอยู่ในลำดับที่ 52 และอินโดนีเซียอยู่ในลำดับที่ 64 ดังนั้น นี่อาจจะเป็นเพียงแค่หนึ่งของตัวชี้วัดว่า ในความเป็นจริงแล้ว การร่ำเรียนและท่องจำตำราอย่างหนักของเด็กไทยนั้น อาจไม่ใช่แนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถ และทักษะชีวิตที่เพียงพอต่อการก้าวเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต
                ความรู้ทางการเงินเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตของประชาชนในทุกกลุ่ม เพราะเงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนในชีวิตประจำวัน หากแต่การบริหารการเงินและการวางแผนทางการเงินก็เป็นทักษะพื้นฐานที่ควรมีในประชาชนทุกคน แต่ในความเป็นจริง ไม่อาจจะเป็นเยี่ยงนั้น จากผลการสำรวจระดับความรู้ทางการเงินของคนไทยในกลุ่มต่างๆ ในปี 2556 โดยกระทรวงการคลัง พบว่า นักเรียนนักศึกษาเป็นกลุ่มที่มีความรู้ทางการเงินในด้านต่างๆ เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ หรือก็คือ กว่า 50% ของนักเรียนประถมศึกษา และมัธยมศึกษา  และประมาณ 47% ของนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยที่มีคะแนนต่ำกว่า มีคะแนนอยู่ในระดับต่ำที่สุด (L1) และระดับต่ำ (L2) จากทั้งหมด 6 ระดับ โดยประชาชนส่วนใหญ่จะมีระดับความรู้ที่ปานกลางค่อนข้างต่ำ (M1) เป็นอีกประเด็นที่น่าตกใจ เพราะในเมื่อหลักสูตรการเรียนของเด็กๆ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัย ได้มีเนื้อหาและหลักสูตรต่างๆ เหล่านี้รวมอยู่แล้ว แต่ทำไม เด็กรุ่นใหม่ยังคงขาดทักษะด้านนี้อยู่
ผลการสำรวจเหล่านี้ อาจเป็นเพียงตัวชี้วัดหนึ่งที่ก่อให้เกิดคำถามในวันนี้ว่า จริงแล้วหรือ ที่เยาวชนไทยมีทักษะชีวิตที่เพียงพอในการจัดการและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่กำลังจะก้าวเข้าในชีวิตพวกเขา 
ด้วยเหตุนี้ การประชุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องครั้งที่ 2 ของโครงการวิจัย คนไทยก้าวไกล ใส่ใจการเงินโดยสถาบันคีนันแห่งเอเชีย ร่วมกับมูลนิธิซิตี้ จึงจัดเวทีเสวนาระดมสมองในประเด็นเรื่อง การพัฒนาทักษะชีวิตเรื่องความรู้ในการบริหารการเงินส่วนบุคคล สำหรับกลุ่มนักเรียนนักศึกษาขึ้นในวันที่ 28 กรกฎาคม 2557 ที่โรงแรมวินเซอร์ สวีทส์ แอนด์ คอนเวนชั่น โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาไทย อาทิเช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา รวมทั้งหน่วยงานที่สนับสนุนและผลักดันเรื่องการให้ความรู้ทางเงินต่างๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และที่สำคัญคือ ตัวแทนเยาวชนจากทั่วประเทศ มาร่วมระดมสมอง เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาความรู้ด้านการบริหารการเงินส่วนบุคคลแก่กลุ่มเยาวชนต่อไป