Wednesday, October 1, 2014

อัจฉริยะด้วยหมวกหกใบตอนที่ 1: หมวกขาว ความธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่าน ผมเดาว่าช่วงนี้คุณผู้อ่านคงยุ่งมาก ๆ ทีเดียว เพราะใกล้ปิดปีงบประมาณแล้ว ฝั่งภาคเอกชนคงต้องปั้มตัวเลขกันวุ่นวายไปหมด กลับกับฝั่งภาครัฐที่ต้องปวดหัวเพราะเงินเหลือ ก็ลำบากคนละอย่างเนอะ
สำหรับ Ministry of Learning สัปดาห์นี้จะถอยจากเรื่องเครียด ๆ ในวงการศึกษาเปลี่ยนอารมณ์มาคุยเรื่องการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตัวเองกันบ้างดีกว่า โดยผมได้รับคำแนะนำจากเพื่อนคนหนึ่งว่าไม่ลองเขียนบทความเป็น Series เหรอ? เพราะสามารถลงลึกในเชิงเนื้อหาได้มากขึ้น กอปรกับความเป็น Blog ที่ยังไงคุณผู้อ่านสามารถย้อนกลับไปอ่านบทความที่คาบเกี่ยวกันได้สะดวกอยู่แล้ว เลยขอประเดิม Series แรกด้วยเรื่องการคิดแบบหมวก 6 ใบแล้วกัน

ผมเคยเขียนเรื่อง “การเมือง เรื่องที่ต้องใช้หมวก 6 ใบ” ไปแล้ว โดยในตอนนั้นเป็นการแนะนำเครื่องมือที่ใช้คิดวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองที่ค่อนข้างวุ่นวายเป็นสำคัญ ส่วนครั้งนี้จะเขียนในเชิงของการประยุกต์ในเรื่องทั่ว ๆ ไป ที่ผมในฐานะผู้ใช้คนหนึ่งที่ใช้ตั้งแต่การคิดเพื่อตัดสินใจอะไรคนเดียว หรือ ใช้เพื่อดึงแนวคิดจากทีมเพื่อสร้างอะไรใหม่ ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่านไม่มากก็น้อย
สำหรับตอนแรกจะเป็นหมวกใบแรกที่อยากแนะนำคือ “หมวกขาว” โดยเจ้าของแนวคิดคือ Edward de Bono เลือกใช้สีขาวเพราะต้องการสื่อถึงความบริสุทธิ์ โดยเราจะต้องทำความคิดและสติเราให้พร้อมกับการ “เปิดรับ” ข้อมูลต่าง ๆ ที่จะเข้ามาโดยมีเทคนิคเสริมดังต่อไปนี้
เทคนิคที่ 1 ปรับสมองให้เป็น Info Mode โดยการเลือกรับ “ความจริง” หรือ “ข้อเท็จจริง” เป็นสำคัญ แม้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเราจะดราม่าน้ำตาแตก ก็ขอให้ฟังและสังเกตหาข้อมูลที่ซ่อนอยู่ภายใต้ “ความคิดเห็น” นั้น ๆ เพราะมันใช้เวลาแป็บเดียว ไม่ต้องกลัวคนอื่นหาว่าเราเป็นคนใจหินอะไรเพราะเดี๋ยวเราก็จะต้องใช้หมวกแดงกันอยู่แล้ว มีเวลาให้ปล่อยของแน่นอนไม่ต้องห่วง ดังนั้นจุดเน้นของเทคนิคแรกคือการแก้ตั้งแต่เราจะ Intake ข้อมูลเข้ามาเป็นสำคัญว่าต้องเลือกรับแต่ในสิ่งที่เป็นความจริง ข้อเท็จจริง หรือ ความคิดเห็นให้ได้
เทคนิคที่ 2 ตัดอารมณ์เราเองให้ขาด ข้อมูลบางอย่าง เช่น ภาพ เรื่อง เหตุการณ์ ชื่อ คำ วลี หรือ ประโยคมีอิทธิพลกับใจของเราทางใดทางหนึ่ง เหมือนกรรไกรคม ๆ ที่มาตัดหนังสติ๊กที่เหนี่ยวไกรอไว้ให้เรารู้สึกได้หลายอย่างทั้งความรัก โลภ โกรธ หลง ดังนั้นการตัดอารมณ์นี้ต้องเปิดรับข้อมูลอย่างมี “อุเบกขา” อ่าน ดู ฟัง อย่างที่มันเป็น ท่องไว้ “ตถตา – มันเป็นเช่นนั้นเอง” ผมทราบว่ามันไม่ง่ายแต่จุดนี้แหละที่ทำให้คนใช้หมวก 6 ใบไม่สำเร็จ บางทีเราไม่ชอบคนนี้...หมั่นใส้ บางทีเราแอบเป็นห่วงคนนี้...เพื่อนฉัน หรือ บางทีเราเคารพมากเพราะยังไงก็เป็นคนมีบุญคุญกับที่บ้าน พวกนี้แหละทำให้เราเขวได้หมด ดังนั้นจุดเน้นของเทคนิคที่สองคือการจัดการกับความคิดเราเองระหว่างที่กำลังรับข้อมูลในแง่ของอารมณ์ความรู้สึก
เทคนิคที่ 3 อย่าอ่านใจ อันนี้ต้องโดยเฉพาะกับคุณผู้อ่านที่มีความคิดเฉียบคม หลายครั้งเรามีความสามารถในการ Read in Between the Line หรือกลุ่มที่เป็น Active Reader/Listener จะต้องสะกิดตัวเองให้ดี ๆ เพราะคนกลุ่มนี้บางทีเพื่อนพูดมายังไม่ครบประโยคเลยแต่สามารถสร้างภาพในหัวมารอได้แล้ว บางทีเห็นชัดกว่าต้นทางอีก กลายเป็นแทนที่จะได้ข้อมูลของแท้ก็จะได้ข้อมูลสังเคราะห์แทน ดังนั้นจุดเน้นของเทคนิคที่สามนี้คือการจัดการกับความคิดเราเองระหว่างรับข้อมูลในแง่ของความตรง (Validity) ของข้อมูลที่รับมา
เทคนิคที่ 4 อย่าสรุปเบี้ยว คุณผู้อ่านต้องเคยเจอแน่นอน บางทีสัมมนาหรือประชุมอะไรกันเสร็จ เพื่อนเล่ามาอย่างคนฟังสรุปไปอีกอย่างแบบเฉยเลย บางคนแต่งตอนหัว ตอนกลาง ตอนท้าย แล้วแต่ลีลา ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลอะไรที่ไม่ตรงได้ ทางแก้คือการเก็บข้อมูลแบบ Verbatim หรือใครว่ายังไงก็เก็บมาแบบนั้น แล้วค่อยมาแกะอีกทีว่าข้อมูลจริง ๆ นั้นคืออะไร เพราะผมเคยเจอบางคนเขาอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งนานมาก ๆ พอฟังเรื่องอื่นมาก็บอกว่า “นี่แหละ เหมือนของฉันเลย” หรือ "จริง ๆ มันเป็นเรื่องเดียวกันนั่นแหละ" อ้าว? ดังนั้นจุดเน้นของเทคนิคนี้ที่สี่นี้จะอยู่ที่การจัดการกับการสรุปข้อมูลแล้วว่าทำอย่างไรไม่ให้สรุปไปอย่างอื่น
เทคนิคที่ 5 บันทึกเดี๋ยวนึกไม่ออก ถ้าเราเป็นคนที่จะต้องทำอะไรหลายเรื่อง ๆ แล้ว การบันทึกไว้ไม่ว่าจะด้วยการจด พิมพ์ หรือ ถ่ายรูปบนกระดานที่ประชุมจะช่วยให้เราสามารถกลับมาต่อเรื่องเดิมได้ง่ายกว่าการจำออกไปทั้งนั้น โดยเฉพาะเวลาประชุมต้องมีบันทึก ผมรู้ว่าหลายคนที่ต้องเขียนมักจะบ่นว่าเสียเวลา แต่จริง ๆ แล้วท่านได้ช่วยประหยัดเวลาให้องค์กรอย่างมากในการกลับมาอ้างอิง ในขณะที่การคิดคนเดียวก็ควรมีสมุดบันทึกเก็บรายละเอียดเอาไว้เพื่อให้เราจะได้กลับมาคิดต่อได้ถูก โดยการบันทึกจำเป็นต้องให้ทราบที่มาของข้อมูลด้วย (ไม่ต้องละเอียดเหมือนวิจัยก็ได้ แต่ควรรู้ว่ามาจากไหน) ดังนั้นจุดเน้นของเทคนิคสุดท้ายในวันนี้คือการบันทึกสิ่งที่จะดึงให้เรากลับมาสู่ข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นเอง
โดยสรุปในภาพกว้าง หากคุณผู้อ่านอยากใช้หมวกขาวเก่ง ๆ สามารถประยุกต์หลักกาลามสูตรมาเสริมดูว่าการอย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งต่าง ๆ ตั้งแต่แรกพบนั้นเป็นยังไง เพราะการมีข้อมูลที่ชัดเจนและครบถ้วนคือต้นทุนทางปัญญาที่จะเอาไปค้นหาอะไรต่อไปได้อีกไม่รู้จบ
สุดท้ายคือเราสามารถกลับมาที่หมวกขาวอีกทีเมื่อไหร่ก็ได้ เมื่อไหร่ที่เราพบ “ข้อมูลใหม่” ในเรื่องเดียวกันเราก็เปิดรับและค่อยจับมาเปรียบเทียบ ข้อมูลไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกันเสมอไปก็ได้ เพราะในความเป็นจริง “สมมติสัจจะ” เปลี่ยนได้ตลอดเวลา ดังนั้นเก็บ แต่อย่าขังตัวเองไว้กับข้อมูลใดข้อมูลหนึ่ง


สำหรับ Ministry of Leaning – The Series: อัจฉริยะด้วยหมวกหกใบตอนที่ 1 นี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอให้มีความสุขกับการเก็บเกี่ยวข้อมูลอย่างรอบคอบ และ สัปดาห์หน้าเรามาต่อกันที่หมวกแดง จะแรงแค่ไหนโปรดติดตาม สำหรับวันนี้สวัสดี

เขียนโดย 
คุณโชดก ปัญญาวรานันท์ 
ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรมนวัตกรรมการศึกษา 

สถาบันคีนันแห่งเอเซีย

Wednesday, June 4, 2014

พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ..... การตั้งเป้าหมายนั้น สำคัญไฉน

“ตั้งเป้าหมายสำคัญไฉน”

 

 โดย คุณกนกพร นิตย์นิธิพฤทธิ์

ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการเงิน สถาบันคีนันแห่งเอเซีย

 

หลายวันก่อน ได้มีโอกาสอ่านเรื่องราวของบุคคลๆ หนึ่งที่มีความฝันในการไปเที่ยวประเทศในยุโรป 100 เมืองในเว็บไซต์พันทิพย์ เรื่องราวที่เขาบอกเล่านั้น หลายๆ คนคงคิดว่า มันเป็นไปไม่ได้หรอก สำหรับชีวิตลูกจ้างหรือมนุษย์เงินเดือนตัวเล็กๆ ที่ฐานเงินเดือนไม่ได้สูงมาก และไม่ได้มีอิสระด้านเวลาที่มากนักว่าจะใช้เวลาเพียง 7 ปี (จริงๆ เพียงแค่ 5 ปี) ที่จะตามล่าความฝันที่ดูจะยิ่งใหญ่นี้ หากแต่ชายผู้นี้ ก็สามารถบรรลุเป้าหมายที่เขาตั้งไว้ได้ สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้จากบทเรียนนี้คงไม่ใช่เพียงคำสรรเสริญเยินยอที่เขาได้รับภายหลังการบรรลุเป้าหมาย แต่มันคือกำลังใจ ความมุ่งมั่น และความเพียรพยายามที่ตั้งใจลงมือทำจนสามารถบรรลุเป้าหมายได้ นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างแรงบันดาลใจที่ดีสำหรับใครอีกหลายๆ คน ที่จะทำให้ได้เห็นถึง “ความสำเร็จบนความเชื่อของความเป็นไปไม่ได้”

 
“การตั้งเป้าหมาย” จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ก่อให้เกิดเรื่องราวความสำเร็จของคนมากมายบนโลกใบนี้ เพราะการตั้งเป้าหมาย ทำให้เรารู้ปลายทาง และเริ่มต้นที่จะคิดหาหนทางที่จะเดินไปสู่ปลายทางนั้นๆ ไม่สำคัญว่า เป้าหมายนั้นจะเล็กหรือใหญ่ จะมีคุณค่าสำหรับใครหรือไม่ แต่มันคือเป้าหมายของเรา การตัดสินใจและความมุ่งมั่นจริงจังกับมันนั้น อาจเป็นสิ่งที่หลายต่อหลายคนยังกลัว เพราะทุกๆ หนทางของความสำเร็จล้วนมีปัญหา อุปสรรคและความยากลำบากที่ค่อยพิสูจน์กำลังใจและตั้งใจของนักล่าฝันอยู่เสมอๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อลองสอบถามความฝันและเป้าหมายของใครหลายๆ คน รอบๆ ตัว บ่อยครั้งที่เราเองก็พบว่า หลายๆ เป้าหมายล้วนเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องการเงินทั้งสิ้น อาทิเช่น การมีรถ มีบ้าน ไปเที่ยวต่างประเทศ เรียนต่างประเทศ อยากสวยอยากหล่อ แต่งงาน มีครอบครัว มีธุรกิจหรือกิจการของตนเอง มีอิสรภาพทางการเงิน หรือเกษียณอายุงาน ดูผิวเผินเป้าหมายเหล่านี้ ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของชีวิตคนๆ หนึ่ง แต่มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ได้ หากเราขาดวินัย ความรู้และความมุ่งมั่นที่เพียงพอต่อเป้าหมายที่เราตั้งไว้ และยิ่งเมื่อในสังคมที่เราอยู่นั้น มีหลายสิ่งหลายที่ยั่วยวนใจต่อการบริโภคที่จะทำให้เราขาดการคิดไตร่ตรองอยู่เสมอๆ รวมทั้งวัฒนธรรมการปีนป่ายบันไดสังคมที่ทำให้เรารู้สึกว่า ยอมไม่ได้ จะต้องมีและเป็นอย่างคนอื่นๆ เขา แม้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะดูเกินความจำเป็นและเกินกำลังความสามารถทางการเงินของเราก็ตาม

 
จากข้อมูลทางสถิติเรื่องหนี้ครัวเรือนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ณ สิ้นปี 2556) พบว่า ระดับหนี้ครัวเรือนของคนไทยได้พุ่งไปสูงถึงกว่าร้อยละ 82 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งหากสูงกว่าร้อยละ 85 อาจจะส่งผลลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยสัดส่วนของหนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่พบว่ากว่าร้อยละ 65 เป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค ร้อลยะ 20 เป็นหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย และร้อยละ 12 เป็นหนี้เพื่อธุรกิจ จึงไม่แปลกอะไรที่เราจะสามารถพบคนที่ติดหนี้บัตรเครดิตมากกว่า 1 ใบได้จากคนที่เราพบเจอโดยทั่วๆ ไป โดยเมื่อดูในรายการหนี้สินที่เกิดจากค่าใช้จ่ายแล้วนั้น อาจจะพบว่าเป็นรายการอุปโภคบริโภคที่เกินความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต รวมทั้ง เรายังสามารถพบคนที่มีปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย แล้วแก้ปัญหาโดยการกู้ยืมเงินจากแหล่งเงินกู้ต่างๆ ทั้งในระบบและนอกระบบเพื่อไปจ่ายหนี้ขั้นต่ำหรือจ่ายขัดดอกเบี้ยไปวันๆ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ อาจไม่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน และไม่อาจทำให้ชีวิตของคนไทยบรรลุเป้าหมายที่สำคัญๆ ของตนเองในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตได้ แม้หลากหลายหน่วยงานได้มีความพยายามที่จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้บุคคลที่เกิดขึ้นผ่านโครงการสินเชื่อเงินสดเพื่อรายย่อยของธนาคารต่างๆ (โดยเฉพาะธนาคารรัฐบาล) หากแต่โครงการเหล่านี้ ก็แก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าประชาชนไม่สามารถแก้ไขพฤติกรรมและทัศนคติของการบริหารจัดการเรื่องการเงินของตนเองได้ ท้ายที่สุดปัญหาหนี้สินต่างๆ ก็วนกลับมาอีกโดยไม่มีวันสิ้นสุด

 
ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและองค์กรต่างๆ จึงเล็งเห็นว่า ควรร่วมกันแก้ไขเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนแก่สังคมไทย ซึ่งนำไปสู่โครงการพัฒนาและเพิ่มทักษะความรู้ด้านการเงินบุคคลแก่ประชาชน โดยได้ริเริ่มโครงการวิจัย “คนไทยก้าวไกล ใส่ใจการเงิน” ที่ดำเนินการโดยสถาบันคีนันแห่งเอชีย ภายใต้การสนับสนุนทุนของมูลนิธิซิตี้ ก็เป็นอีกโครงการที่ร่วมค้นหาสาเหตุและแนวทางที่เหมาะสม เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาทักษะความรู้ทางการเงินของคนไทยได้อย่างยั่งยืน

 
ภายใต้ความร่วมมือของหลากหลายองค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จึงนำมาสู่การจัดงานสัมมนาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องครั้งที่ 1 ของโครงการในวันที่ 30 เมษายน 2557 ซึ่งวัตถุประสงค์ของงานในครั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและระดมสมองในประเด็นที่เกี่ยวกับการค้นหาสาเหตุของการขาดทักษะความรู้เรื่องการเงินของคนไทย และค้นหาว่าอะไรคือระดับความรู้ทางการเงินขั้นพื้นฐานที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับคนแต่ละกลุ่ม จากหลากหลายแนวคิด และข้อเสนอแนะที่ได้จากงานสัมมนานี้ ล้วนแต่เป็นประเด็นเรื่องปัญหาด้านทัศนคติและพฤติกรรมที่นำไปสู่การก่อเกิดปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวของประชาชนเอง อาทิเช่น การออมหลังหักค่าใช้จ่าย การกู้ยืมเงินทันทีแทนการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นก่อนกู้ การไม่ใส่ใจที่จะแยกแยะสินค้าจำเป็นและแค่ต้องการออกจากกัน การไม่สนใจการเปรียบเทียบราคาและคุณภาพสินค้าก่อนการตัดสินใจซื้อ การไม่ทำบัญชีรายรับรายจ่าย การไม่ตระหนักรู้และขาดความรู้เรื่องการบริหารจัดการเงินให้งอกเงย การขาดทักษะความรู้และความสนใจในการค้นคว้าหาความรู้เมื่อต้องการความช่วยเหลือทางการเงินจากผู้เชี่ยวชาญ และอีกสิ่งที่สำคัญคือ การขาดการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการบริหารการเงินส่วนบุคคล จึงไม่น่าแปลกที่ผลการวิจัยของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พบว่า คนไทยโดยส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องการวางแผนเกษียณอายุ และคนไทยจะเริ่มออมเงินเมื่ออายุ 41-55 ปี โดยเงินออมส่วนมากจะอยู่ในรูปของเงินฝากที่ไม่สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านผลตอบแทนที่งอกเงย และมูลค่าตามกาลเวลาที่อาจจะลดมูลค่าของเงินต้นได้ เช่นเดียวกับ ข้อมูลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติและธนาคารแห่งประเทศไทย (อ้างอิงข้อมูลการนำเสนอของก.ล.ต.) ที่ระบุว่า ประมาณร้อยละ 41 ของคน 8,229 คนที่ถูกสำรวจนั้น ไม่มีเงินออม และแม้ประชาชนที่มีเงินออมแล้วนั้น พบว่า กว่าร้อยละ 61 คิดว่าไม่เพียงพอสำหรับการเกษียณอายุอย่างแน่นอน

 
แม้ว่าจากข้อมูลสถิติต่างๆ ที่ปรากฏนั้น จะดูว่า สถานการณ์การเงินของคนไทยและระดับทักษะความรู้ในการบริหารการเงินพื้นฐานของคนไทยอยู่ในสภาวะเสี่ยงแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะแก้ไขหรือปรับปรุงให้ดีขึ้นไม่ได้ หากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนเอง มีความตั้งใจจริง ร่วมแรงร่วมใจในการรณรงค์ส่งเสริมและสร้างค่านิยมและทัศนคติอันดีต่อการวางแผนการใช้จ่ายและการอดออม รวมทั้ง สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และเข้าถึงแหล่งความรู้และข้อมูลที่สำคัญต่างๆ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและทัศนคติด้านการเงินของประชาชนโดยส่วนใหญ่ของประเทศได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือ การดำรงชีวิตอย่างพอเพียง ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่า “พอประมาณ มีเหตุผล และสร้างภูมิคุ้มกัน” หรือง่ายๆก็คือ ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น มีเหตุผลแยกแยะก่อนการตัดสินใจ มีการออมและการลงทุนอย่างเหมาะสมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิต ตราบใดก็ตามที่รายจ่ายน้อยกว่ารายรับ และมีการบริหารจัดการการเงินได้ดีตามอัตภาพ เมื่อนั้น เราก็สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขและมั่นคง โดยไม่จำเป็นต้องเอาใครมาเป็นบรรทัดฐานของการดำรงชีวิตของเรา


 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

 
คุณกนกพร นิตย์นิธิพฤทธิ์
โทร. 02 229 3131 ต่อ 233
อีเมล์: kanokporn@kenan-asia.org

Tuesday, June 3, 2014

พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ..... การตั้งเป้าหมายนั้น สำคัญไฉน

“ตั้งเป้าหมายสำคัญไฉน”
 
 
โดย คุณกนกพร นิตย์นิธิพฤทธิ์
 ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการเงิน สถาบันคีนันแห่งเอเซีย
 
 
หลายวันก่อน ได้มีโอกาสอ่านเรื่องราวของบุคคลๆ หนึ่งที่มีความฝันในการไปเที่ยวประเทศในยุโรป 100 เมืองในเว็บไซต์พันทิพย์ เรื่องราวที่เขาบอกเล่านั้น หลายๆ คนคงคิดว่า มันเป็นไปไม่ได้หรอก สำหรับชีวิตลูกจ้างหรือมนุษย์เงินเดือนตัวเล็กๆ ที่ฐานเงินเดือนไม่ได้สูงมาก และไม่ได้มีอิสระด้านเวลาที่มากนักว่าจะใช้เวลาเพียง 7 ปี (จริงๆ เพียงแค่ 5 ปี) ที่จะตามล่าความฝันที่ดูจะยิ่งใหญ่นี้ หากแต่ชายผู้นี้ ก็สามารถบรรลุเป้าหมายที่เขาตั้งไว้ได้ สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้จากบทเรียนนี้คงไม่ใช่เพียงคำสรรเสริญเยินยอที่เขาได้รับภายหลังการบรรลุเป้าหมาย แต่มันคือกำลังใจ ความมุ่งมั่น และความเพียรพยายามที่ตั้งใจลงมือทำจนสามารถบรรลุเป้าหมายได้ นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างแรงบันดาลใจที่ดีสำหรับใครอีกหลายๆ คน ที่จะทำให้ได้เห็นถึง “ความสำเร็จบนความเชื่อของความเป็นไปไม่ได้”
 
 
 “การตั้งเป้าหมาย” จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ก่อให้เกิดเรื่องราวความสำเร็จของคนมากมายบนโลกใบนี้ เพราะการตั้งเป้าหมาย ทำให้เรารู้ปลายทาง และเริ่มต้นที่จะคิดหาหนทางที่จะเดินไปสู่ปลายทางนั้นๆ ไม่สำคัญว่า เป้าหมายนั้นจะเล็กหรือใหญ่ จะมีคุณค่าสำหรับใครหรือไม่ แต่มันคือเป้าหมายของเรา การตัดสินใจและความมุ่งมั่นจริงจังกับมันนั้น อาจเป็นสิ่งที่หลายต่อหลายคนยังกลัว เพราะทุกๆ หนทางของความสำเร็จล้วนมีปัญหา อุปสรรคและความยากลำบากที่ค่อยพิสูจน์กำลังใจและตั้งใจของนักล่าฝันอยู่เสมอๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อลองสอบถามความฝันและเป้าหมายของใครหลายๆ คน รอบๆ ตัว บ่อยครั้งที่เราเองก็พบว่า หลายๆ เป้าหมายล้วนเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องการเงินทั้งสิ้น อาทิเช่น การมีรถ มีบ้าน ไปเที่ยวต่างประเทศ เรียนต่างประเทศ อยากสวยอยากหล่อ แต่งงาน มีครอบครัว มีธุรกิจหรือกิจการของตนเอง มีอิสรภาพทางการเงิน หรือเกษียณอายุงาน ดูผิวเผินเป้าหมายเหล่านี้ ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของชีวิตคนๆ หนึ่ง แต่มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ได้ หากเราขาดวินัย ความรู้และความมุ่งมั่นที่เพียงพอต่อเป้าหมายที่เราตั้งไว้ และยิ่งเมื่อในสังคมที่เราอยู่นั้น มีหลายสิ่งหลายที่ยั่วยวนใจต่อการบริโภคที่จะทำให้เราขาดการคิดไตร่ตรองอยู่เสมอๆ รวมทั้งวัฒนธรรมการปีนป่ายบันไดสังคมที่ทำให้เรารู้สึกว่า ยอมไม่ได้ จะต้องมีและเป็นอย่างคนอื่นๆ เขา แม้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะดูเกินความจำเป็นและเกินกำลังความสามารถทางการเงินของเราก็ตาม
 
 
จากข้อมูลทางสถิติเรื่องหนี้ครัวเรือนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ณ สิ้นปี 2556) พบว่า ระดับหนี้ครัวเรือนของคนไทยได้พุ่งไปสูงถึงกว่าร้อยละ 82 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งหากสูงกว่าร้อยละ 85 อาจจะส่งผลลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยสัดส่วนของหนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่พบว่ากว่าร้อยละ 65 เป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค ร้อลยะ 20 เป็นหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย และร้อยละ 12 เป็นหนี้เพื่อธุรกิจ จึงไม่แปลกอะไรที่เราจะสามารถพบคนที่ติดหนี้บัตรเครดิตมากกว่า 1 ใบได้จากคนที่เราพบเจอโดยทั่วๆ ไป โดยเมื่อดูในรายการหนี้สินที่เกิดจากค่าใช้จ่ายแล้วนั้น อาจจะพบว่าเป็นรายการอุปโภคบริโภคที่เกินความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต รวมทั้ง เรายังสามารถพบคนที่มีปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย แล้วแก้ปัญหาโดยการกู้ยืมเงินจากแหล่งเงินกู้ต่างๆ ทั้งในระบบและนอกระบบเพื่อไปจ่ายหนี้ขั้นต่ำหรือจ่ายขัดดอกเบี้ยไปวันๆ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ อาจไม่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน และไม่อาจทำให้ชีวิตของคนไทยบรรลุเป้าหมายที่สำคัญๆ ของตนเองในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตได้  แม้หลากหลายหน่วยงานได้มีความพยายามที่จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้บุคคลที่เกิดขึ้นผ่านโครงการสินเชื่อเงินสดเพื่อรายย่อยของธนาคารต่างๆ (โดยเฉพาะธนาคารรัฐบาล) หากแต่โครงการเหล่านี้ ก็แก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าประชาชนไม่สามารถแก้ไขพฤติกรรมและทัศนคติของการบริหารจัดการเรื่องการเงินของตนเองได้ ท้ายที่สุดปัญหาหนี้สินต่างๆ ก็วนกลับมาอีกโดยไม่มีวันสิ้นสุด
 
 
ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและองค์กรต่างๆ จึงเล็งเห็นว่า ควรร่วมกันแก้ไขเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนแก่สังคมไทย ซึ่งนำไปสู่โครงการพัฒนาและเพิ่มทักษะความรู้ด้านการเงินบุคคลแก่ประชาชน โดยได้ริเริ่มโครงการวิจัย “คนไทยก้าวไกล ใส่ใจการเงิน” ที่ดำเนินการโดยสถาบันคีนันแห่งเอชีย ภายใต้การสนับสนุนทุนของมูลนิธิซิตี้ ก็เป็นอีกโครงการที่ร่วมค้นหาสาเหตุและแนวทางที่เหมาะสม เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาทักษะความรู้ทางการเงินของคนไทยได้อย่างยั่งยืน
 
 
ภายใต้ความร่วมมือของหลากหลายองค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จึงนำมาสู่การจัดงานสัมมนาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องครั้งที่ 1 ของโครงการในวันที่ 30 เมษายน 2557 ซึ่งวัตถุประสงค์ของงานในครั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและระดมสมองในประเด็นที่เกี่ยวกับการค้นหาสาเหตุของการขาดทักษะความรู้เรื่องการเงินของคนไทย และค้นหาว่าอะไรคือระดับความรู้ทางการเงินขั้นพื้นฐานที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับคนแต่ละกลุ่ม จากหลากหลายแนวคิด และข้อเสนอแนะที่ได้จากงานสัมมนานี้ ล้วนแต่เป็นประเด็นเรื่องปัญหาด้านทัศนคติและพฤติกรรมที่นำไปสู่การก่อเกิดปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวของประชาชนเอง อาทิเช่น การออมหลังหักค่าใช้จ่าย การกู้ยืมเงินทันทีแทนการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นก่อนกู้ การไม่ใส่ใจที่จะแยกแยะสินค้าจำเป็นและแค่ต้องการออกจากกัน การไม่สนใจการเปรียบเทียบราคาและคุณภาพสินค้าก่อนการตัดสินใจซื้อ การไม่ทำบัญชีรายรับรายจ่าย การไม่ตระหนักรู้และขาดความรู้เรื่องการบริหารจัดการเงินให้งอกเงย การขาดทักษะความรู้และความสนใจในการค้นคว้าหาความรู้เมื่อต้องการความช่วยเหลือทางการเงินจากผู้เชี่ยวชาญ และอีกสิ่งที่สำคัญคือ การขาดการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการบริหารการเงินส่วนบุคคล จึงไม่น่าแปลกที่ผลการวิจัยของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พบว่า คนไทยโดยส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องการวางแผนเกษียณอายุ และคนไทยจะเริ่มออมเงินเมื่ออายุ 41-55 ปี โดยเงินออมส่วนมากจะอยู่ในรูปของเงินฝากที่ไม่สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านผลตอบแทนที่งอกเงย และมูลค่าตามกาลเวลาที่อาจจะลดมูลค่าของเงินต้นได้  เช่นเดียวกับ ข้อมูลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติและธนาคารแห่งประเทศไทย (อ้างอิงข้อมูลการนำเสนอของก.ล.ต.) ที่ระบุว่า ประมาณร้อยละ 41 ของคน 8,229 คนที่ถูกสำรวจนั้น ไม่มีเงินออม และแม้ประชาชนที่มีเงินออมแล้วนั้น พบว่า กว่าร้อยละ 61 คิดว่าไม่เพียงพอสำหรับการเกษียณอายุอย่างแน่นอน
 
 
แม้ว่าจากข้อมูลสถิติต่างๆ ที่ปรากฏนั้น จะดูว่า สถานการณ์การเงินของคนไทยและระดับทักษะความรู้ในการบริหารการเงินพื้นฐานของคนไทยอยู่ในสภาวะเสี่ยงแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะแก้ไขหรือปรับปรุงให้ดีขึ้นไม่ได้ หากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนเอง มีความตั้งใจจริง ร่วมแรงร่วมใจในการรณรงค์ส่งเสริมและสร้างค่านิยมและทัศนคติอันดีต่อการวางแผนการใช้จ่ายและการอดออม รวมทั้ง สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และเข้าถึงแหล่งความรู้และข้อมูลที่สำคัญต่างๆ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและทัศนคติด้านการเงินของประชาชนโดยส่วนใหญ่ของประเทศได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือ การดำรงชีวิตอย่างพอเพียง ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่า “พอประมาณ มีเหตุผล และสร้างภูมิคุ้มกัน” หรือง่ายๆก็คือ ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น มีเหตุผลแยกแยะก่อนการตัดสินใจ มีการออมและการลงทุนอย่างเหมาะสมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิต ตราบใดก็ตามที่รายจ่ายน้อยกว่ารายรับ และมีการบริหารจัดการการเงินได้ดีตามอัตภาพ เมื่อนั้น เราก็สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขและมั่นคง โดยไม่จำเป็นต้องเอาใครมาเป็นบรรทัดฐานของการดำรงชีวิตของเรา
 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
 
คุณกนกพร นิตย์นิธิพฤทธิ์
โทร. 02 229 3131 ต่อ 233
อีเมล์: kanokporn@kenan-asia.org

Monday, March 24, 2014

พูดถึงเรื่อง CSR...เรื่อง CSR ที่มีการพัฒนา


CSR ที่มีพัฒนาการ

พีรานันต์ ปัญญาวรานันท์

ผู้จัดการโปรแกรมความรับผิดชอบต่อสังคม

สถาบันคีนันแห่งเอเซีย

 

ไม่บ่อยนักที่เราได้เห็นพัฒนาการของการดำเนินกิจกรรมด้าน CSR ที่สามารถก้าวจากขั้นการบริจาคไปสู่การสร้างนวัตกรรมในชุมชน เพื่อเป็นการสร้างคุณค่าร่วมกันอย่างยั่งยืน หากย้อนกลับไปสู่วัตถุประสงค์ของการมี CSR นั้นก็เพื่อเป็นหลักคิดและแนวปฏิบัติให้กับองค์กรและบริษัทห้างร้านต่างๆ ให้ดำเนินกิจการโดยยึดมั่นการบริหารจัดการแบบบรรษัทภิบาลที่มีเหตุและมีผล ไม่สร้างผลกระทบด้านลบทั้งต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทำให้สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

           การมีส่วนร่วมกับชุมชนนั้นมิใช่เพียงการเชิญชุมชนเข้าไปเป็นผู้ร่วมงานเท่านั้น แต่ชุมชนควรมีโอกาสร่วมคิด ร่วมแสดงความคิดเห็น ออกแบบกิจกรรมกระบวนการ เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน และ/หรือร่วมแชร์ทรัพยากรตามสภาพ หากว่าสิ่งที่ทำร่วมกันจะนำมาซึ่งการเสริมพลัง (Empower)และความสุขของชุมชน

จากประสบการณ์ในการดำเนินโครงการด้าน CSR พบว่า สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญในการเชื่อม CSR สู่นวัตกรรมชุมชนคือ เข้าใจและเข้าถึงองค์กรควรมีความสามารถในการเชื่อมโยงองค์กรตัวเองกับกระบวนการของภาพใหญ่ในชุมชนผ่านการประชุม หรือเสวนาอย่างสม่ำเสมอ จากนั้นใช้ความชำนาญของตนเอง เพื่อสร้างความคิดสิ่งใหม่ๆ  หรือ  การปรับปรุงวิธีการแล้วนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาชุมชนและสังคม ทำให้มีความแตกต่างจากการที่เคยดำเนินการอยู่ ให้ได้เป็นตัวอย่างในการพัฒนาต่อยอดชุมชนในอนาคต กระบวนการนี้ทำให้องค์กรและชุมชนได้พูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตามด้วยข้อจำกัดด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับประเด็นการพัฒนาชุมชน งบประมาณ ความเข้าใจของผู้บริหารต่อความสำคัญในกระบวนการนี้ และกำลังคน ทำให้องค์กรที่ดำเนินกิจกรรม CSR ไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำกระบวนการเหล่านี้ก่อนจะเริ่มทำโครงการ CSR ที่สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน   ท่ามกลางข้อจำกัดของการเชื่อม CSR สู่นวัตกรรมการมีส่วนร่วมกับชุมชนที่เพื่อสร้างคุณค่าร่วมกัน วันนี้เรามีตัวอย่างความสำเร็จจาก CSR ที่พัฒนาการและสร้างคุณค่าร่วมกันกับชุมชนแล้วจริงๆ

          เรื่องราวความสำเร็จในวันนี้เป็นธุรกิจรีสอร์ท ที่อำเภอวังทอง ตั้งอยู่ริมน้ำเข็ก ท่ามกลางป่าอันอุดมสมบูรณ์ บนถนนหมายเลข 12  ( พิษณุโลก-หล่มสัก ) กว่า 20 ปีที่แล้ว ยุคที่แนวคิดเชิง Eco ยังไม่แพร่หลาย เรนฟอเรสท์ รีสอร์ท ได้ถูกสร้างขึ้นให้เป็นเสมือนบ้านป่าฝนที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวกลุ่มรักธรรมชาติ หนีความวุ่นวายจากป่าเมืองมาอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ระดับที่เอาหินมาเป็นกำแพงบ้านเอาต้นไม้มาอยู่ในห้องพัก ปัจจุบันความเชี่ยวชาญด้านเกษตรอินทรีย์และเศรษฐกิจพอเพียงทำให้เกิดธุรกิจใหม่ เรนฟอเรสท์ฟาร์ม ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและศูนย์การเรียนรู้ ผักอินทรีย์  การพึ่งพาตัวเอง การเพาะเห็ด และการเลี้ยงไก่ไข่เพื่อใช้บริโภคในรีสอร์ทกลายเป็นจุดสร้างความแตกต่างของ   รีสอร์ทให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย  ต่อมาทางรีสอร์ทได้ร่วมกับเครือข่ายในชุมชนก่อตั้งองค์กรชื่อชมรมรักษ์น้ำเข็กเพื่อเป็นศูนย์รวมกิจกรรมการอนุรักษ์ลำน้ำเข็กซึ่งได้หล่อเลี้ยงผู้คนในลุ่มน้ำเข็กทั้งประชาชน นักธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้า ได้อาศัยลำน้ำเข็กเป็นที่ทำมาหากิน ค้าขายอาหาร ของที่ระลึก มานาน

เรื่องราวของ เรนฟอเรสท์ รีสอร์ท  ไม่ได้จบที่การออกแบบอิงธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังบริหารจัดการภายใต้แนวคิดโรงแรมสีเขียว การส่งเสริมจริยธรรมคุณธรรมให้กับพนักงานรวมไปถึงการเปิดให้ ผู้ที่อยู่ในชุมชนและนักเรียนที่อยู่ในท้องถิ่นได้เข้ามามีโอกาสฝึกงาน หารายได้ในระหว่างปิดเทอม แนวคิดนี้เริ่มจากการที่ผู้ก่อตั้งรีสอร์ท “คุณเล็ก-ณัฐวัฒน์ วัฒนาประสิทธิ์” ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มสถานศึกษาที่อยู่รอบๆ รีสอร์ท ผ่านกิจกรรมร่วมกันเก็บขยะในชุมชน สู่การบริจาคไข่ไก่ที่ได้จากฟาร์มให้กับโรงรียน  ไปจนกระทั่งเป็นวิทยากรให้กับสถานศึกษาเกี่ยวกับธนาคารขยะและเศรษฐกิจพอเพียง ได้เห็นโอกาสที่จะสามารถส่งเสริมเยาวชนนักเรียนในท้องถิ่นโดยการฝึกงานภายในรีสอร์ทเมื่อมีเวลาว่าง ทั้งนี้งานที่นักเรียนได้รับมอบหมายให้ทำในรีสอร์ทนั้นเป็นทั้งรูปแบบงานที่จะได้พูดคุยกับแขกและรูปแบบการทำงานอยู่ในส่วนอื่นๆ ดังนั้นรีสอร์ทจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการฝึกอบรม และขัดเกลาให้เยาวชนที่เข้ามาฝึกงานสามารถทำงานได้ตามระบบมาตรฐานที่มีอยู่

ล่าสุดเรนฟอเรสท์ ชมรมรักษ์ลำน้ำเข็กร่วมกับอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า Technical Rescue Team (TRT) นักปีนผาและอาสาสมัคร ที่ลานหินแตกและลานหินปุ่ม อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ร่วมพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในที่ที่ทำความสะอาดยากเช่นตามหน้าผาและซอกหินลึก ๆ เป็นการสร้างสำนึกให้กับนักท่องเที่ยว และชุมชนให้ร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและแหล่งท่องเที่ยวของตน พร้อมทั้งเป็นการฝึกทักษะให้กับเจ้าหน้าที่ที่ TRT และอุทยานฯภูหินร่องกล้าด้วย นี่เป็นตัวอย่างการใช้ความเชี่ยวชาญและกระบวนการคิดอย่างมีประสิทธิภาพและมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์แบบเอกชน ประสานความร่วมมือจากหลากหลายองค์กร ผนวกกับความต้องการของชุมชนอย่างสร้างสรรค์ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง บทเรียนเรื่องพลวัตของ CSR นั้นนอกจากจะขึ้นอยู่กับ ความมุ่งมั่นและความเชี่ยวชาญขององค์กรแล้ว สิ่งที่จะต้องให้ความสนใจไม่แพ้กันคือตัวแปรด้านการเปลี่ยนแปลงของสังคมและชุมชนที่จะสร้างทิศทางการพัฒนาโครงการ CSR ที่ได้รับความร่วมมือและเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมอย่างแท้จริง

Tuesday, March 11, 2014

ปัจจัยแห่งความสำเร็จกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ไทยในภูมิภาคอาเซียน+8


ปัจจัยแห่งความสำเร็จกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ไทยในภูมิภาคอาเซียน+8

โดย วีณา คิ้วงามพริ้ง และ สฤษดิ์ สงวนวงศ์ สถาบันคีนันแห่งเอเซีย

  

ในปัจจุบัน มีกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่ก้าวขึ้นมามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ ทั้งยังมีแนวโน้มการเจริญเติบโตที่ดีในอนาคต ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมนี้เรียกรวมกันว่า กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ ที่ประกอบไปด้วย อุตสาหกรรมแอนิเมชั่น เกม และอีเลิร์นนิ่ง กลุ่มอุตสาหกรรมนี้มีบทบาทโดดเด่นในหลายประเทศ โดยมีพัฒนาการทางเทคโนโลยีเป็นปัจจัยส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดความก้าวหน้าในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว

ประเทศไทยเองก็มีบุคลากรที่มีความสามารถและผลงานเป็นที่ประจักษ์และเป็นที่ยอมรับในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ในระดับสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคอุตสาหกรรมแอนิเมชั่น

เพื่อขับเคลื่อนกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ในประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จึงได้ให้การสนับสนุนงบประมาณแก่สถาบันคีนันแห่งเอเซียในการศึกษาวิจัย ภายใต้หัวข้อ “แนวทางการเป็นศูนย์กลาง Supply Chain และสร้างเครือข่ายความร่วมมือผู้ประกอบการ SMEs ไทยกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ในภูมิภาคอาเซียน+8 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำการศึกษาและทำความเข้าใจกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ในประเทศไทยและห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ในภูมิภาคอาเซียน+8 พร้อมทั้งนำเสนอด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ และกลยุทธ์แก่ภาครัฐในการส่งเสริมและผลักดันให้กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ของไทยสามารถพัฒนาและแข่งขันได้ในตลาดโลก

ทั้งนี้ ประเทศในกลุ่มอาเซียน+8 นั้นประกอบไปด้วยประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 10 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน เมียนมาร์ เวียดนาม สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และไทย และประเทศคู่เจรจาของอาเซียนอีก 8 ประเทศคือ เกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย อินเดีย รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา

จากการศึกษาพบว่า ศักยภาพของผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ของไทยใน ภาคอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นและเกม ในปัจจุบันมีความเข้มแข็งในเรื่องของการรับจ้างผลิตงาน (Outsource) จากประเทศชั้นนำในอุตสาหกรรม เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น ฯลฯ โดยรับช่วงงานในขั้นตอนการผลิต (Production) และหลังการผลิต (Post-production) เช่น ภาพ Background เสื้อผ้าของตัวละคร การใส่เสียงประกอบ ฯลฯ ซึ่งเป็นส่วนกลางของห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากบุคลากรของไทยมีทักษะฝีมือทางศิลปะและประสบการณ์ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ รวมทั้งมีอัตราค่าจ้างที่สมเหตุสมผล ทว่าผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและเกมของไทยยังขาดเงินทุนและทักษะทางด้านการเขียนบทเพื่อก้าวไปสู่ขั้นตอนแรกของห่วงโซ่อุปทานในการคิดค้นผลงาน (Conception/Research) และการผลิตในขั้นต้น (Pre-production) รวมทั้งยังขาดทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับขั้นตอนสุดท้ายของห่วงโซ่อุปทานในการจัดจำหน่ายผลงาน (Distribution) ในระดับสากล  

สำหรับใน ภาคอุตสาหกรรมอีเลิร์นนิ่ง แม้ผู้ประกอบการไทยจะมีศักยภาพเพียงพอและครบครันในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน ทั้งในเรื่องของการคิดค้นเนื้อหา (Content/Conception) การพัฒนาเนื้อหาหลักสูตร (Authoring & Development) การวางระบบ (Enterprise Systems) และการเชื่อมโยงสู่ผู้ใช้การเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิ่ง (Delivery & Collaboration Platforms) ทว่ายังเป็นในระดับประเทศเท่านั้น เนื่องจากยังไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมให้แข่งขันได้ในระดับสากล เนื่องจากขาดเงินทุนและบุคลากรที่เพียงพอในการพัฒนาเนื้อหา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื้อหาหลักสูตรที่เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งมีคู่แข่งเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักและผู้บริโภคให้ความมั่นใจในหลักสูตรเนื้อหามากกว่า เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสิงคโปร์ ฯลฯ

การศึกษาฉบับนี้ได้นำเสนอยุทธศาสตร์และกลยุทธ์การส่งเสริมเพื่อพัฒนาและผลักดันกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ของไทยให้สามารถก้าวไปเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ในตลาดอาเซียน+8 ได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

การขับเคลื่อนกลุ่มอุตสาหกรรมในระดับนโยบายของรัฐควรเรียนรู้จากตัวอย่างและประสบการณ์ในประเทศที่ประสบความสำเร็จ (Best Practices) ในกลุ่มอาเซียน+8 ซึ่งสามารถพัฒนาให้กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ของตนเป็นผู้นำในตลาดโลก โดยประเทศเหล่านี้มี ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ในแนวทางเดียวกันที่ประเทศไทยจะสามารถเรียนรู้และปฏิบัติตามได้ ดังต่อไปนี้

1)                  กำหนดให้กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์เป็น อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ (Priority Sectors) ของประเทศ

2)                  กำหนด ยุทธศาสตร์การพัฒนา กลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ให้เป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนในระดับชาติ

3)                  กำหนดให้มี หน่วยงานหลัก เพียงหน่วยงานเดียว เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการขับเคลื่อนและประสานการดำเนินนโยบายตามยุทธศาสตร์แห่งชาติที่กำหนดขึ้น ให้มีอำนาจและทรัพยากรที่เพียงพอสำหรับการขับเคลื่อนการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมให้เป็นแบบองค์รวมและบูรณาการ

4)                  กำหนดให้มี งบประมาณ สนับสนุนการขับเคลื่อนและมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมอย่างเพียงพอต่อเนื่องในระยะยาวจนสามารถประสบผลสำเร็จ

ในด้าน ยุทธศาสตร์สำหรับอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นและเกม สามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันได้ เนื่องจากลักษณะห่วงโซ่อุปทาน การผลิตผลงาน และทักษะของบุคลากรของทั้งสองอุตสาหกรรมมีความเกี่ยวโยงกัน รวมทั้งปัจจัยส่งเสริมที่ยังต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐของภาคอุตสาหกรรมทั้งสองมีความคล้ายคลึงกัน โดย ยุทธศาสตร์ในระยะสั้น ควรเน้นที่การเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่การผลิตในฐานะผู้รับจ้างผลิต (Outsource) และ ยุทธศาสตร์ในระยะยาว ควรเน้นที่การพัฒนางานลิขสิทธิ์ของตนเอง สร้างความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ในฐานะผลงานของไทยเพื่อการแข่งขันในระดับสากลต่อไป

สำหรับกลยุทธ์ในการผลักดันและส่งเสริมการพัฒนาของทั้งสองอุตสาหกรรม ควรมีดังนี้ 1) ส่งเสริมปัจจัยที่เอื้อต่อการดำเนินการและพัฒนาภาคอุตสาหกรรม (ปัจจัยแวดล้อม) ได้แก่ การพัฒนาบุคลากร การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การปรับปรุงและผลักดันกฏหมาย กฏระเบียบ มาตรการทางภาษี และการให้สิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ 2) เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม (ส่งเสริมผู้ประกอบการโดยตรง) ได้แก่ การสร้างโอกาสและเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการ การพัฒนาความรู้ด้านแผนธุรกิจและการตลาดของผู้ประกอบการ การสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของอุตสาหกรรมในระดับประเทศและระดับสากล และการพัฒนาการสร้างสรรค์งานลิขสิทธิ์ เป็นต้น 

                ในส่วนของยุทธศาสตร์สำหรับ ภาคอุตสาหกรรมอีเลิร์นนิ่ง แม้จะมีความเกี่ยวโยงกับอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นและเกมในการนำผลงานของทั้งสองอุตสาหกรรมมาประยุกต์ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนได้ ทว่าห่วงโซ่อุตสาหกรรม เนื้อหา และกลุ่มผู้บริโภคของอุตสาหกรรมนี้มีความแตกต่างจากภาคอุตสาหกรรมทั้งสอง ทำให้ยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมอีเลิร์นนิ่งมีความแตกต่างออกไป โดยควรเน้นเป้าหมายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวในการสร้างตลาดในประเทศให้เข้มแข็งเสียก่อน เพื่อพัฒนาจุดแข็งของอุตสาหกรรมสำหรับการก้าวไปสู่การแข่งขันในระดับสากลต่อไป 

ในด้านกลยุทธ์สำหรับผลักดันและส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมอีเลิร์นนิ่ง ควรมีดังนี้ 1) ส่งเสริมปัจจัยที่เอื้อต่อการดำเนินการและพัฒนาภาคอุตสาหกรรม (ปัจจัยแวดล้อม) โดยใช้มาตรการเช่นเดียวกับ อุตสาหกรรมแอนิเมชั่นและเกม 2) เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม (ส่งเสริมผู้ประกอบการโดยตรง) ได้แก่ การพัฒนาการสร้างสรรค์เนื้อหาหลักสูตร การสร้างโอกาสและเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการ

หากประเทศไทยสามารถดำเนินนโยบายและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรม แนวโน้มที่กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ของไทย รวมทั้งผู้ประกอบการและบุคลากรที่เกี่ยวข้องจะได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพและผลงานเพื่อก้าวสู่ระดับสากลอย่างมั่นคงก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินความสามารถอีกต่อไป

 

 

Thursday, January 23, 2014

ว่าด้วยเรื่องของเอสเอ็มอี....ผู้ประกอบการสร้างสรรค์


ผู้ประกอบการสร้างสรรค์

โดย คุณวิชัย ลิมปิติกรานนท์

ผู้จัดการโครงการศึกษาวิจัยเชิงสังเคราะห์ ยุทธศาสตร์ธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาด ในมิติรูปแบบและกระบวนการดำเนินธุรกิจของธุรกิจสร้างสรรค์ที่ได้รับรางวัลไทยสร้างสรรค์ และผู้จัดการโปรแกรมพัฒนาธุรกิจและเศรษฐกิจ
 

สภาพทางการเมืองที่รุนแรงทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SMEs) ในปัจจุบันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ตรงข้ามกับในปีนี้ที่อากาศบ้านเราค่อนข้างเย็นสบาย จากสภาพการเมืองดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจของเราไม่มากก็น้อย เข้าใจว่าบางท่านเริ่มจะมีเวลาว่างมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสที่เราจะทบทวนรูปแบบธุรกิจ(Business Model) ของเราใหม่

ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก เสียเปรียบธุรกิจขนาดใหญ่ ในหลายๆประเด็นตั้งแต่ เงินทุน ชื่อเสียง ทรัพยากรมนุษย์ ฯลฯ มีเพียงข้อได้เปรียบบางประการ คือ ความคล่องตัวในการบริหารกิจการ และ ความคิดเชิงสร้างสรรค์ เท่านั้น ดังนั้นเพื่อที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กจะสามารถสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขัน(Competitive Advantage) ต้องนำความคิดเชิงสร้างสรรค์นั้นมาใช้ในการสร้างโมเดลธุรกิจ(Business Model)

ตัวอย่างโมเดลธุรกิจในประเทศไทยที่คิดต่างสร้างธุรกิจ คือ หนังสือพิมพ์ M2F หนังสือพิมพ์ขนาดแทบลอยด์ ในเครือบริษัท โพสต์ พับลิชชิง จำกัด ที่แจกฟรีทุกเช้าวันจันทร์-ศุกร์ ตามสถานีขนส่งมวลชน BTS, MRT และย่านธุรกิจกลางกรุง โดยมียอดพิมพ์สูงถึงวันละ  400,000 ฉบับ หนังสือพิมพ์ M2F ใช้รูปแบบธุรกิจ FREE as a Business Model รูปแบบธุรกิจคือ ลูกค้าจำนวนมากได้ประโยชน์จากการได้รับสินค้าหรือบริการฟรี (Free-of-charge offer) โดยมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์นี้  ซึ่งพลิกวิธีคิดที่ผู้รับสินค้าไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือบริการ แต่สำหรับท่านที่เดินทางไปทั่วโลก ก็จะพบว่าโมเดลธุรกิจนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ มีหนังสือพิมพ์ที่แจกฟรีในต่างประเทศ คือ Metro ใน Stockholm และกระจายไปเมืองต่างๆทั่วโลก ซึ่งเป็นการท้าทายรูปแบบการทำธุรกิจแบบเดิม 3 ประการคือ 1)แจกหนังสือพิมพ์ฟรี 2)กระจายไปยังแหล่งที่มีผู้คนจำนวนมาก การคิดต่างเช่นนี้ เป็นการสร้างช่องทางจัดจำหน่ายใหม่ของตนเอง นอกจากนี้ยังกระจายไปสู่คนหมู่มากได้ด้วย 3)ลดต้นทุนในการพิมพ์และผลิตเนื้อหา เพราะผู้บริโภคมีเวลาอ่านค่อนข้างน้อย

สำหรับโลกปัจจุบันที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สูงมาก (ถ้าขึ้นรถไฟฟ้าฯก็จะพบว่าทุกคนก้มหน้ามองดูแต่ Smartphone) และผู้บริโภคต้องการสินค้าที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ถ้าเป็นชิ้นเดียวในโลกได้ก็ยิ่งดี สินค้าที่ผลิตในลักษณะ Mass production เริ่มเป็นสิ่งที่ล้าสมัย จากสภาพแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนไปทำให้ สถาปนิกรายหนึ่งได้ออกแบบธุรกิจ โดยผลิตสินค้าตกแต่งบ้านสำหรับคนเมืองรุ่นใหม่ ที่เน้นประโยชน์ใช้สอยด้านเทคโนโลยี ความเป็นเอกลักษณ์ และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จัดจำหน่ายผ่าน www.kickstarter.com ซึ่งเป็นช่องทางการตลาดการระดมเงินทุนจากคนหมู่มากที่สนใจจะลงทุนในความคิดใหม่ๆเพื่อสนับสนุนให้กลายมาเป็นธุรกิจจริง วิธีการทำ Crowd Funding คือ ผู้ระดมทุนจะต้องเริ่มต้นจากการนำเสนอสินค้าของตนในรูปแบบที่น่าสนใจ พร้อม VCD แนะนำผลิตภัณฑ์ ซึ่งคุณอนุรักษ์ เจ้าของบริษัท เอสเธทิค สตูดิโอ ได้นำเสนอโคมไฟ LED ที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง ทำจากแผ่นไม้ขนาดบางเพียง 3.5 มิลลิเมตร ให้กลายเป็นโคมไฟ LED 3 มิติ ซึ่งสามารถระดมทุนได้ถึง 47,636 เหรียญสหรัฐ ภายใน 1 เดือน โดยมีผู้สนใจในผลิตภัณฑ์ถึง 416 ราย

 ผู้ประกอบการรายนี้วิเคราะห์ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนไปออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่โดยใช้ Long Tail Business Model ซึ่งเป็นธุรกิจที่เน้นการขายสินค้าประเภทเฉพาะ(Niche) เพียงไม่กี่ชนิดในจำนวนไม่มาก แต่รวมมูลค่าแล้วกลับได้มหาศาล รูปแบบธุรกิจแบบใหม่นี้มีข้อดีหลายประการคือ 1)ต้นทุนสินค้าคงคลังต่ำ 2)สามารถปรับการผลิต/บริการให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค 3)เป็นช่องทางที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงโดยตัดพ่อค้าคนกลาง


สำหรับผู้ประกอบการท่านใดที่สนใจธุรกิจสร้างสรรค์ไทยอื่นๆ สามารถ Download หนังสือ ถอดรหัสธุรกิจ ซึ่งรวบรวมกรณีศึกษาของธุรกิจสร้างสรรค์ไทยโดยใช้โมเดลธุรกิจใหม่ๆ ได้ที่ www.okmd.or.th ซึ่งกรณีศึกษานี้ทีมที่ปรึกษาสถาบันคีนันแห่งเอเซียได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้(องค์กรมหาชน) ในการดำเนินโครงการ

Monday, December 2, 2013

พูดถึงเรื่องเงินๆ ทอง......“กองทุนรวม… อีกหนึ่งทางเลือกการออมเงิน”


กองทุนรวมอีกหนึ่งทางเลือกการออมเงิน
เขียนโดย น.ส. สุวิภา ฉลาดคิด ผู้ช่วยที่ปรึกษา โปรแกรมการพัฒนาเศรษฐกิจ ธุรกิจ และผู้ประกอบการ

เมื่อเรามีวินัยในการออมเงิน เราก็จะเริ่มมีเงินเก็บ ทีนี้หล่ะ.. โอกาสที่จะบริหารเงินเก็บของเราให้งอกเงยก็มีเพิ่มมากขึ้น แต่เชื่อว่า ครูหลายท่านยังคงเลือกที่จะเก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคาร ซึ่งดอกเบี้ยที่ได้รับนั้นค่อนข้างน้อย และมักจะน้อยกว่าเงินเฟ้อเสียด้วยซ้ำ ดังนั้น หากอยากทำให้เงินเก็บของเรางอกเงยเติบโต เราควรมองหาทางเลือกการออมเงินแบบอื่นที่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

วลีที่ว่า “ให้เงินทำงานแทนเรา” ยังคงนำมาใช้ได้ เพราะการทำเงินเก็บให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นนี่แหละ บางครั้งสำคัญมากกว่าการหารายได้มาใช้ในชีวิตประจำเสียอีก ความลับก็คือ “เคล็ดลับความรวยอยู่ที่วิธีการบริหารเงิน ไม่ใช่การหาเงิน  หากเรารู้ถึงพลังของดอกเบี้ยทบต้น ที่ก่อให้เกิดผลตอบแทนที่ทบต้นไปเรื่อยๆ จนทำให้เราได้เงินเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ และหากเรารู้ถึงความสำคัญของระยะเวลาในการออมเงินว่า ออมก่อนรวยกว่า แล้วนั้น เราก็จะสามารถบริหารเงินออมของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

อีกหนึ่งวลีที่ว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” ก็เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน ดังนั้น การลงทุนในอะไรก็ตาม เราต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ พอสมควร หากเราไม่รู้ นั่นก็คือความเสี่ยงและมีโอกาสที่จะขาดทุนได้ เพราะฉะนั้น การลงทุนผ่านกองทุนรวมจึงเป็นทางเลือกที่ดี เพราะอย่างน้อย กองทุนรวมก็มีมืออาชีพที่เรียนด้านนี้มาติดตามข้อมูลข่าวสารทุกวัน คอยดูแลเงินแทนเรา หน้าที่เราก็คือ ต้องเลือกกองทุนให้ถูกตัวถูกเวลา เนื่องจากกองทุนรวมในประเทศไทยมีหลายร้อยตัวให้เลือก เราจึงต้องพิจารณาจาก “ต้องการความเสี่ยงระดับไหน และผลตอบแทนแบบไหน?” แต่ถ้าแบบที่ต้องการคือ แบบไม่เสี่ยงและได้ผลตอบแทนเยอะๆ นั้น ต้องบอกเลยว่า.. ไม่มี! เพราะหลักการเรื่องความเสี่ยงก็คือ “อะไรที่ให้ผลตอบแทนสูงจะมีความเสี่ยงสูง อะไรที่มีความเสี่ยงต่ำจะให้ผลตอบแทนต่ำ

มาทำความรู้จักกองทุนรวมกัน*

กองทุนรวม คือ โครงการที่จัดตั้งขึ้น โดยการนำเงินของแต่ละคน ซึ่งถือเป็นนักลงทุนรายย่อยทั้งหลาย มากองรวมกันให้เป็นก้อนใหญ่ โดยผู้ลงทุนจะได้หน่วยลงทุนเป็นหลักฐานการมีส่วนร่วมในกองเงินดังกล่าว กองเงินนั้นๆ จะมีมืออาชีพทางด้านการลงทุน ทำหน้าที่ในการนำเงินไปลงทุน และเมื่อมีดอกผลจากการลงทุนก็จะนำมาเฉลี่ยกลับคืนให้กับผู้ที่ลงเงินไว้ในคราวแรก ทั้งนี้ กองทุนแต่ละกองทุนที่ถูกจัดตั้งขึ้นจะมีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันไป แต่นโยบายการลงทุนของกองทุนหนึ่ง จะถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรกแล้ว เช่น กองทุนหุ้นปันผล กองทุนตราสารหนี้ระยะยาว เป็นต้น

ดอกผลที่เกิดจาการลงทุนผ่านกองทุนรวมนั้น จะมีอยู่ 2 แบบ คือ หนึ่ง-เงินปันผล ซึ่งบางกองทุนจะมีนโยบายการจ่ายเงินปันผล บางกองก็อาจจะไม่มี แต่จะเก็บส่วนกำไรไว้ในรูปของมูลค่ากองทุนที่เพิ่มขึ้น สอง-ส่วนต่างของราคาหลักทรัพย์ หากกองทุนไม่ได้ปันผลออกมา แต่กำไรที่ได้จากการลงทุนก็จะถูกนำไปลงทุนเพิ่ม ซึ่งรวมอยู่ในมูลค่าสุทธิของกองทุนนั่นเอง

ส่วนประเภทของกองทุนรวมนั้น หากแบ่งตามลักษณะการจัดจำหน่ายและการรับซื้อคืน จะสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ กองทุนปิด และกองทุนเปิด โดยกองทุนปิด คือ กองทุนที่บริษัทจัดการจะไม่รับซื้อคืนหน่วยลงทุนจนกว่าจะครบกำหนดอายุกองทุนรวม กองทุนประเภทนี้จะกำหนดจำนวนหน่วยลงทุนและอายุของกองทุนไว้แน่นอน ซึ่งกองทุนปิดมักจะเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ส่วนกองทุนเปิด คือ กองทุนที่บริษัทจัดการเปิดขายหน่วยลงทุนและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนจากผู้ลงทุนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในโครงการ เช่น เปิดทำการซื้อขายเดือนละครั้ง สัปดาห์ละครั้ง หรือทุกวันทำการ โดยทั่วไปอายุของกองทุนจะยาวหรือไม่มีกำหนดโครงการ

แต่หากแบ่งกองทุนออกไปตามชนิดการลงทุน จะสามารถแบ่งออกได้เยอะแยะมาก ตัวอย่างเช่น

·       กองทุนรวมตราสารทุน – ลงทุนในหุ้นเป็นหลัก

·       กองทุนรวมตราสารหนี้ – เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน หรือ เงินฝากต่างๆ และแบ่งย่อยออกเป็น กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น และ กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะยาว

·       กองทุนรวมแบบผสม – จะเป็นแบบผสมทั้งหุ้นและตราสารหนี้ เช่น ลงทุนในหุ้น 40% ในตราสารหนี้ 60% โดยจะสลับสัดส่วนที่เหมาะสมตามสภาพเศรษฐกิจ

·       กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ – กองทุนรวมที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น ตึกขนาดใหญ่ เพื่อปล่อยเช่าทั้งตึก แล้วนำค่าเช่ามาแบ่งปันผลให้ผู้ถือหน่วยลงทุน หรือ ลงทุนในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ โรงหนังขนาดใหญ่ โรงงานอุตสาหกรรมให้เช่า ฯลฯ

·       กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) – กองทุนรวมที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลัก และหุ้นบ้างเล็กน้อย โดยมีข้อดีคือ มูลค่าการลงทุนในแต่ละปี สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 300,000 บาท (ไม่เกิน 15% ของรายได้) โดยเฉลี่ยจะได้ผลตอบแทนปีละ 3-5% แต่มีข้อเสียคือ ต้องไปไถ่ถอนตอนอายุ 55 ปีขึ้นไป ซึ่งทำให้มีสภาพคล่องต่ำมาก

·       กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) – กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น แต่ต่างจากกองทุนรวมหุ้นตรงที่วิธีซื้อขาย และมีสิทธิทางภาษีที่เหมือน RMF ตรงที่ มูลค่าหน่วยลงทุนที่ซื้อสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ และต้องถือครองเพียง 5 ปีปฏิทิน

·       กองทุนรวมอื่นๆ – เช่น กองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ ฯลฯ

ประโยชน์จากการลงทุนกับกองทุนรวม

1.             มีมืออาชีพมาบริหารเงินให้ – การลงทุนในกองทุนรวม คือ การรวมเงินกัน แล้วนำไปจ้างมืออาชีพซึ่งก็คือ บลจ. (บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน จำกัด) มาบริหารให้ ในบลจ. จะมีผู้ที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะในเรื่องที่จะลงทุน เช่น หุ้น ตราสารหนี้ อสังหาฯ หรือทองคำ โดยคนเหล่านี้อาจจะจบมาทางนี้ และมีการติดตามแนวโน้มการลงทุนต่างๆ อยู่ทุกวัน ซึ่งก็คงจะดีกว่าเราไปทำเอง ทั้งไม่รู้ และไม่มีเวลาไปติดตามข้อมูลแบบนั้น

2.             มีการกระจายความเสี่ยง – กองทุนมีเงินจำนวนมาก ซึ่งสามารถกระจายไปลงทุนในหลักทรัพย์หลายตัว เพื่อลดความเสี่ยง

3.             มีสภาพคล่องดี – สามารถซื้อขายหน่วยลงทุนได้ทุกวัน หรือได้ทุกครั้งที่เราต้องการเงินมาใช้

4.             มีทางเลือกมากมาย – แต่ละธนาคารก็มักมีบลจ. เป็นบริษัทในเครือ ที่ขายกองทุนมากกว่า 30 ประเภทให้เราได้เลือกในแบบที่มีผลตอบแทน และความเสี่ยงที่เหมาะสมกับเราเอง

5.             มีสิทธิทางภาษี ได้ลดหย่อนภาษี – นอกจากจะได้กำไรจาการลงทุนแล้ว ยังได้กำไรจากภาษีที่ได้ลดด้วย

           ทั้งนี้ ในการที่จะเลือกลงทุนในกองทุนรวมใดๆ เราต้องศึกษาข้อมูลกองทุนรวมนั้นๆ จากหนังสือชี้ชวน ซึ่งจะมีรายละเอียดทั้งหมดของโครงการกองทุนรวมแสดงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุน ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ คำเตือน หรือความเสี่ยง ดังนั้น จึงถือได้ว่าเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่ต้องอ่านและศึกษาอย่างละเอียด เพื่อช่วยสร้างภูมิป้องกันความผิดพลาดจากการลงทุน

นอกจากนี้ การลงทุนที่ได้ผลจะต้องสอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตของแต่ละบุคคลด้วย ดังนั้น ควรสำรวจเป้าหมายชีวิตของตนเองให้ชัดเจนและจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังของเป้าหมายนั้นๆ แล้วจึงนำมาใช้เป็นโจทย์ในการวางแผนทางการเงินของตนเอง

สุดท้ายนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงอยู่เสมอก็คือ ความรู้ เพราะความเสี่ยงที่สุดก็คือ ความไม่รู้และความไม่เข้าใจในสิ่งที่เราลงทุนจริงๆ หรือมีประสบการณ์น้อย ทำให้มีความเสี่ยงมาก ในขณะที่ผลตอบแทนที่จะได้อาจไม่ได้เพิ่มตาม ซึ่งส่งผลทำให้ได้ไม่คุ้มเสีย ดังนั้น หากคิดที่จะลงทุนแล้ว ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้านการเงินการลงทุนอยู่เสมอ จะได้มีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจเลือกการลงทุนได้อย่างเหมาะสม และสามารถทำให้เงินเก็บงอกเงยได้อย่างแท้จริง

 
*แหล่งที่มาของข้อมูล: หนังสือ “บริหารเงินเก็บผ่านกองทุนรวม” โดย มนตรี แสงเดชา