Monday, March 24, 2014

พูดถึงเรื่อง CSR...เรื่อง CSR ที่มีการพัฒนา


CSR ที่มีพัฒนาการ

พีรานันต์ ปัญญาวรานันท์

ผู้จัดการโปรแกรมความรับผิดชอบต่อสังคม

สถาบันคีนันแห่งเอเซีย

 

ไม่บ่อยนักที่เราได้เห็นพัฒนาการของการดำเนินกิจกรรมด้าน CSR ที่สามารถก้าวจากขั้นการบริจาคไปสู่การสร้างนวัตกรรมในชุมชน เพื่อเป็นการสร้างคุณค่าร่วมกันอย่างยั่งยืน หากย้อนกลับไปสู่วัตถุประสงค์ของการมี CSR นั้นก็เพื่อเป็นหลักคิดและแนวปฏิบัติให้กับองค์กรและบริษัทห้างร้านต่างๆ ให้ดำเนินกิจการโดยยึดมั่นการบริหารจัดการแบบบรรษัทภิบาลที่มีเหตุและมีผล ไม่สร้างผลกระทบด้านลบทั้งต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทำให้สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

           การมีส่วนร่วมกับชุมชนนั้นมิใช่เพียงการเชิญชุมชนเข้าไปเป็นผู้ร่วมงานเท่านั้น แต่ชุมชนควรมีโอกาสร่วมคิด ร่วมแสดงความคิดเห็น ออกแบบกิจกรรมกระบวนการ เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน และ/หรือร่วมแชร์ทรัพยากรตามสภาพ หากว่าสิ่งที่ทำร่วมกันจะนำมาซึ่งการเสริมพลัง (Empower)และความสุขของชุมชน

จากประสบการณ์ในการดำเนินโครงการด้าน CSR พบว่า สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญในการเชื่อม CSR สู่นวัตกรรมชุมชนคือ เข้าใจและเข้าถึงองค์กรควรมีความสามารถในการเชื่อมโยงองค์กรตัวเองกับกระบวนการของภาพใหญ่ในชุมชนผ่านการประชุม หรือเสวนาอย่างสม่ำเสมอ จากนั้นใช้ความชำนาญของตนเอง เพื่อสร้างความคิดสิ่งใหม่ๆ  หรือ  การปรับปรุงวิธีการแล้วนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาชุมชนและสังคม ทำให้มีความแตกต่างจากการที่เคยดำเนินการอยู่ ให้ได้เป็นตัวอย่างในการพัฒนาต่อยอดชุมชนในอนาคต กระบวนการนี้ทำให้องค์กรและชุมชนได้พูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตามด้วยข้อจำกัดด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับประเด็นการพัฒนาชุมชน งบประมาณ ความเข้าใจของผู้บริหารต่อความสำคัญในกระบวนการนี้ และกำลังคน ทำให้องค์กรที่ดำเนินกิจกรรม CSR ไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำกระบวนการเหล่านี้ก่อนจะเริ่มทำโครงการ CSR ที่สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน   ท่ามกลางข้อจำกัดของการเชื่อม CSR สู่นวัตกรรมการมีส่วนร่วมกับชุมชนที่เพื่อสร้างคุณค่าร่วมกัน วันนี้เรามีตัวอย่างความสำเร็จจาก CSR ที่พัฒนาการและสร้างคุณค่าร่วมกันกับชุมชนแล้วจริงๆ

          เรื่องราวความสำเร็จในวันนี้เป็นธุรกิจรีสอร์ท ที่อำเภอวังทอง ตั้งอยู่ริมน้ำเข็ก ท่ามกลางป่าอันอุดมสมบูรณ์ บนถนนหมายเลข 12  ( พิษณุโลก-หล่มสัก ) กว่า 20 ปีที่แล้ว ยุคที่แนวคิดเชิง Eco ยังไม่แพร่หลาย เรนฟอเรสท์ รีสอร์ท ได้ถูกสร้างขึ้นให้เป็นเสมือนบ้านป่าฝนที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวกลุ่มรักธรรมชาติ หนีความวุ่นวายจากป่าเมืองมาอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ระดับที่เอาหินมาเป็นกำแพงบ้านเอาต้นไม้มาอยู่ในห้องพัก ปัจจุบันความเชี่ยวชาญด้านเกษตรอินทรีย์และเศรษฐกิจพอเพียงทำให้เกิดธุรกิจใหม่ เรนฟอเรสท์ฟาร์ม ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและศูนย์การเรียนรู้ ผักอินทรีย์  การพึ่งพาตัวเอง การเพาะเห็ด และการเลี้ยงไก่ไข่เพื่อใช้บริโภคในรีสอร์ทกลายเป็นจุดสร้างความแตกต่างของ   รีสอร์ทให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย  ต่อมาทางรีสอร์ทได้ร่วมกับเครือข่ายในชุมชนก่อตั้งองค์กรชื่อชมรมรักษ์น้ำเข็กเพื่อเป็นศูนย์รวมกิจกรรมการอนุรักษ์ลำน้ำเข็กซึ่งได้หล่อเลี้ยงผู้คนในลุ่มน้ำเข็กทั้งประชาชน นักธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้า ได้อาศัยลำน้ำเข็กเป็นที่ทำมาหากิน ค้าขายอาหาร ของที่ระลึก มานาน

เรื่องราวของ เรนฟอเรสท์ รีสอร์ท  ไม่ได้จบที่การออกแบบอิงธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังบริหารจัดการภายใต้แนวคิดโรงแรมสีเขียว การส่งเสริมจริยธรรมคุณธรรมให้กับพนักงานรวมไปถึงการเปิดให้ ผู้ที่อยู่ในชุมชนและนักเรียนที่อยู่ในท้องถิ่นได้เข้ามามีโอกาสฝึกงาน หารายได้ในระหว่างปิดเทอม แนวคิดนี้เริ่มจากการที่ผู้ก่อตั้งรีสอร์ท “คุณเล็ก-ณัฐวัฒน์ วัฒนาประสิทธิ์” ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มสถานศึกษาที่อยู่รอบๆ รีสอร์ท ผ่านกิจกรรมร่วมกันเก็บขยะในชุมชน สู่การบริจาคไข่ไก่ที่ได้จากฟาร์มให้กับโรงรียน  ไปจนกระทั่งเป็นวิทยากรให้กับสถานศึกษาเกี่ยวกับธนาคารขยะและเศรษฐกิจพอเพียง ได้เห็นโอกาสที่จะสามารถส่งเสริมเยาวชนนักเรียนในท้องถิ่นโดยการฝึกงานภายในรีสอร์ทเมื่อมีเวลาว่าง ทั้งนี้งานที่นักเรียนได้รับมอบหมายให้ทำในรีสอร์ทนั้นเป็นทั้งรูปแบบงานที่จะได้พูดคุยกับแขกและรูปแบบการทำงานอยู่ในส่วนอื่นๆ ดังนั้นรีสอร์ทจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการฝึกอบรม และขัดเกลาให้เยาวชนที่เข้ามาฝึกงานสามารถทำงานได้ตามระบบมาตรฐานที่มีอยู่

ล่าสุดเรนฟอเรสท์ ชมรมรักษ์ลำน้ำเข็กร่วมกับอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า Technical Rescue Team (TRT) นักปีนผาและอาสาสมัคร ที่ลานหินแตกและลานหินปุ่ม อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ร่วมพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในที่ที่ทำความสะอาดยากเช่นตามหน้าผาและซอกหินลึก ๆ เป็นการสร้างสำนึกให้กับนักท่องเที่ยว และชุมชนให้ร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและแหล่งท่องเที่ยวของตน พร้อมทั้งเป็นการฝึกทักษะให้กับเจ้าหน้าที่ที่ TRT และอุทยานฯภูหินร่องกล้าด้วย นี่เป็นตัวอย่างการใช้ความเชี่ยวชาญและกระบวนการคิดอย่างมีประสิทธิภาพและมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์แบบเอกชน ประสานความร่วมมือจากหลากหลายองค์กร ผนวกกับความต้องการของชุมชนอย่างสร้างสรรค์ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง บทเรียนเรื่องพลวัตของ CSR นั้นนอกจากจะขึ้นอยู่กับ ความมุ่งมั่นและความเชี่ยวชาญขององค์กรแล้ว สิ่งที่จะต้องให้ความสนใจไม่แพ้กันคือตัวแปรด้านการเปลี่ยนแปลงของสังคมและชุมชนที่จะสร้างทิศทางการพัฒนาโครงการ CSR ที่ได้รับความร่วมมือและเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมอย่างแท้จริง

Tuesday, March 11, 2014

ปัจจัยแห่งความสำเร็จกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ไทยในภูมิภาคอาเซียน+8


ปัจจัยแห่งความสำเร็จกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ไทยในภูมิภาคอาเซียน+8

โดย วีณา คิ้วงามพริ้ง และ สฤษดิ์ สงวนวงศ์ สถาบันคีนันแห่งเอเซีย

  

ในปัจจุบัน มีกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่ก้าวขึ้นมามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ ทั้งยังมีแนวโน้มการเจริญเติบโตที่ดีในอนาคต ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมนี้เรียกรวมกันว่า กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ ที่ประกอบไปด้วย อุตสาหกรรมแอนิเมชั่น เกม และอีเลิร์นนิ่ง กลุ่มอุตสาหกรรมนี้มีบทบาทโดดเด่นในหลายประเทศ โดยมีพัฒนาการทางเทคโนโลยีเป็นปัจจัยส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดความก้าวหน้าในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว

ประเทศไทยเองก็มีบุคลากรที่มีความสามารถและผลงานเป็นที่ประจักษ์และเป็นที่ยอมรับในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ในระดับสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคอุตสาหกรรมแอนิเมชั่น

เพื่อขับเคลื่อนกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ในประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จึงได้ให้การสนับสนุนงบประมาณแก่สถาบันคีนันแห่งเอเซียในการศึกษาวิจัย ภายใต้หัวข้อ “แนวทางการเป็นศูนย์กลาง Supply Chain และสร้างเครือข่ายความร่วมมือผู้ประกอบการ SMEs ไทยกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ในภูมิภาคอาเซียน+8 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำการศึกษาและทำความเข้าใจกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ในประเทศไทยและห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ในภูมิภาคอาเซียน+8 พร้อมทั้งนำเสนอด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ และกลยุทธ์แก่ภาครัฐในการส่งเสริมและผลักดันให้กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ของไทยสามารถพัฒนาและแข่งขันได้ในตลาดโลก

ทั้งนี้ ประเทศในกลุ่มอาเซียน+8 นั้นประกอบไปด้วยประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 10 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน เมียนมาร์ เวียดนาม สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และไทย และประเทศคู่เจรจาของอาเซียนอีก 8 ประเทศคือ เกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย อินเดีย รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา

จากการศึกษาพบว่า ศักยภาพของผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ของไทยใน ภาคอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นและเกม ในปัจจุบันมีความเข้มแข็งในเรื่องของการรับจ้างผลิตงาน (Outsource) จากประเทศชั้นนำในอุตสาหกรรม เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น ฯลฯ โดยรับช่วงงานในขั้นตอนการผลิต (Production) และหลังการผลิต (Post-production) เช่น ภาพ Background เสื้อผ้าของตัวละคร การใส่เสียงประกอบ ฯลฯ ซึ่งเป็นส่วนกลางของห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากบุคลากรของไทยมีทักษะฝีมือทางศิลปะและประสบการณ์ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ รวมทั้งมีอัตราค่าจ้างที่สมเหตุสมผล ทว่าผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและเกมของไทยยังขาดเงินทุนและทักษะทางด้านการเขียนบทเพื่อก้าวไปสู่ขั้นตอนแรกของห่วงโซ่อุปทานในการคิดค้นผลงาน (Conception/Research) และการผลิตในขั้นต้น (Pre-production) รวมทั้งยังขาดทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับขั้นตอนสุดท้ายของห่วงโซ่อุปทานในการจัดจำหน่ายผลงาน (Distribution) ในระดับสากล  

สำหรับใน ภาคอุตสาหกรรมอีเลิร์นนิ่ง แม้ผู้ประกอบการไทยจะมีศักยภาพเพียงพอและครบครันในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน ทั้งในเรื่องของการคิดค้นเนื้อหา (Content/Conception) การพัฒนาเนื้อหาหลักสูตร (Authoring & Development) การวางระบบ (Enterprise Systems) และการเชื่อมโยงสู่ผู้ใช้การเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิ่ง (Delivery & Collaboration Platforms) ทว่ายังเป็นในระดับประเทศเท่านั้น เนื่องจากยังไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมให้แข่งขันได้ในระดับสากล เนื่องจากขาดเงินทุนและบุคลากรที่เพียงพอในการพัฒนาเนื้อหา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื้อหาหลักสูตรที่เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งมีคู่แข่งเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักและผู้บริโภคให้ความมั่นใจในหลักสูตรเนื้อหามากกว่า เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสิงคโปร์ ฯลฯ

การศึกษาฉบับนี้ได้นำเสนอยุทธศาสตร์และกลยุทธ์การส่งเสริมเพื่อพัฒนาและผลักดันกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ของไทยให้สามารถก้าวไปเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ในตลาดอาเซียน+8 ได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

การขับเคลื่อนกลุ่มอุตสาหกรรมในระดับนโยบายของรัฐควรเรียนรู้จากตัวอย่างและประสบการณ์ในประเทศที่ประสบความสำเร็จ (Best Practices) ในกลุ่มอาเซียน+8 ซึ่งสามารถพัฒนาให้กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ของตนเป็นผู้นำในตลาดโลก โดยประเทศเหล่านี้มี ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ในแนวทางเดียวกันที่ประเทศไทยจะสามารถเรียนรู้และปฏิบัติตามได้ ดังต่อไปนี้

1)                  กำหนดให้กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์เป็น อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ (Priority Sectors) ของประเทศ

2)                  กำหนด ยุทธศาสตร์การพัฒนา กลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ให้เป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนในระดับชาติ

3)                  กำหนดให้มี หน่วยงานหลัก เพียงหน่วยงานเดียว เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการขับเคลื่อนและประสานการดำเนินนโยบายตามยุทธศาสตร์แห่งชาติที่กำหนดขึ้น ให้มีอำนาจและทรัพยากรที่เพียงพอสำหรับการขับเคลื่อนการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมให้เป็นแบบองค์รวมและบูรณาการ

4)                  กำหนดให้มี งบประมาณ สนับสนุนการขับเคลื่อนและมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมอย่างเพียงพอต่อเนื่องในระยะยาวจนสามารถประสบผลสำเร็จ

ในด้าน ยุทธศาสตร์สำหรับอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นและเกม สามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันได้ เนื่องจากลักษณะห่วงโซ่อุปทาน การผลิตผลงาน และทักษะของบุคลากรของทั้งสองอุตสาหกรรมมีความเกี่ยวโยงกัน รวมทั้งปัจจัยส่งเสริมที่ยังต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐของภาคอุตสาหกรรมทั้งสองมีความคล้ายคลึงกัน โดย ยุทธศาสตร์ในระยะสั้น ควรเน้นที่การเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่การผลิตในฐานะผู้รับจ้างผลิต (Outsource) และ ยุทธศาสตร์ในระยะยาว ควรเน้นที่การพัฒนางานลิขสิทธิ์ของตนเอง สร้างความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ในฐานะผลงานของไทยเพื่อการแข่งขันในระดับสากลต่อไป

สำหรับกลยุทธ์ในการผลักดันและส่งเสริมการพัฒนาของทั้งสองอุตสาหกรรม ควรมีดังนี้ 1) ส่งเสริมปัจจัยที่เอื้อต่อการดำเนินการและพัฒนาภาคอุตสาหกรรม (ปัจจัยแวดล้อม) ได้แก่ การพัฒนาบุคลากร การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การปรับปรุงและผลักดันกฏหมาย กฏระเบียบ มาตรการทางภาษี และการให้สิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ 2) เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม (ส่งเสริมผู้ประกอบการโดยตรง) ได้แก่ การสร้างโอกาสและเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการ การพัฒนาความรู้ด้านแผนธุรกิจและการตลาดของผู้ประกอบการ การสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของอุตสาหกรรมในระดับประเทศและระดับสากล และการพัฒนาการสร้างสรรค์งานลิขสิทธิ์ เป็นต้น 

                ในส่วนของยุทธศาสตร์สำหรับ ภาคอุตสาหกรรมอีเลิร์นนิ่ง แม้จะมีความเกี่ยวโยงกับอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นและเกมในการนำผลงานของทั้งสองอุตสาหกรรมมาประยุกต์ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนได้ ทว่าห่วงโซ่อุตสาหกรรม เนื้อหา และกลุ่มผู้บริโภคของอุตสาหกรรมนี้มีความแตกต่างจากภาคอุตสาหกรรมทั้งสอง ทำให้ยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมอีเลิร์นนิ่งมีความแตกต่างออกไป โดยควรเน้นเป้าหมายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวในการสร้างตลาดในประเทศให้เข้มแข็งเสียก่อน เพื่อพัฒนาจุดแข็งของอุตสาหกรรมสำหรับการก้าวไปสู่การแข่งขันในระดับสากลต่อไป 

ในด้านกลยุทธ์สำหรับผลักดันและส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมอีเลิร์นนิ่ง ควรมีดังนี้ 1) ส่งเสริมปัจจัยที่เอื้อต่อการดำเนินการและพัฒนาภาคอุตสาหกรรม (ปัจจัยแวดล้อม) โดยใช้มาตรการเช่นเดียวกับ อุตสาหกรรมแอนิเมชั่นและเกม 2) เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม (ส่งเสริมผู้ประกอบการโดยตรง) ได้แก่ การพัฒนาการสร้างสรรค์เนื้อหาหลักสูตร การสร้างโอกาสและเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการ

หากประเทศไทยสามารถดำเนินนโยบายและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรม แนวโน้มที่กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ของไทย รวมทั้งผู้ประกอบการและบุคลากรที่เกี่ยวข้องจะได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพและผลงานเพื่อก้าวสู่ระดับสากลอย่างมั่นคงก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินความสามารถอีกต่อไป

 

 

Thursday, January 23, 2014

ว่าด้วยเรื่องของเอสเอ็มอี....ผู้ประกอบการสร้างสรรค์


ผู้ประกอบการสร้างสรรค์

โดย คุณวิชัย ลิมปิติกรานนท์

ผู้จัดการโครงการศึกษาวิจัยเชิงสังเคราะห์ ยุทธศาสตร์ธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาด ในมิติรูปแบบและกระบวนการดำเนินธุรกิจของธุรกิจสร้างสรรค์ที่ได้รับรางวัลไทยสร้างสรรค์ และผู้จัดการโปรแกรมพัฒนาธุรกิจและเศรษฐกิจ
 

สภาพทางการเมืองที่รุนแรงทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SMEs) ในปัจจุบันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ตรงข้ามกับในปีนี้ที่อากาศบ้านเราค่อนข้างเย็นสบาย จากสภาพการเมืองดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจของเราไม่มากก็น้อย เข้าใจว่าบางท่านเริ่มจะมีเวลาว่างมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสที่เราจะทบทวนรูปแบบธุรกิจ(Business Model) ของเราใหม่

ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก เสียเปรียบธุรกิจขนาดใหญ่ ในหลายๆประเด็นตั้งแต่ เงินทุน ชื่อเสียง ทรัพยากรมนุษย์ ฯลฯ มีเพียงข้อได้เปรียบบางประการ คือ ความคล่องตัวในการบริหารกิจการ และ ความคิดเชิงสร้างสรรค์ เท่านั้น ดังนั้นเพื่อที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กจะสามารถสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขัน(Competitive Advantage) ต้องนำความคิดเชิงสร้างสรรค์นั้นมาใช้ในการสร้างโมเดลธุรกิจ(Business Model)

ตัวอย่างโมเดลธุรกิจในประเทศไทยที่คิดต่างสร้างธุรกิจ คือ หนังสือพิมพ์ M2F หนังสือพิมพ์ขนาดแทบลอยด์ ในเครือบริษัท โพสต์ พับลิชชิง จำกัด ที่แจกฟรีทุกเช้าวันจันทร์-ศุกร์ ตามสถานีขนส่งมวลชน BTS, MRT และย่านธุรกิจกลางกรุง โดยมียอดพิมพ์สูงถึงวันละ  400,000 ฉบับ หนังสือพิมพ์ M2F ใช้รูปแบบธุรกิจ FREE as a Business Model รูปแบบธุรกิจคือ ลูกค้าจำนวนมากได้ประโยชน์จากการได้รับสินค้าหรือบริการฟรี (Free-of-charge offer) โดยมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์นี้  ซึ่งพลิกวิธีคิดที่ผู้รับสินค้าไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือบริการ แต่สำหรับท่านที่เดินทางไปทั่วโลก ก็จะพบว่าโมเดลธุรกิจนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ มีหนังสือพิมพ์ที่แจกฟรีในต่างประเทศ คือ Metro ใน Stockholm และกระจายไปเมืองต่างๆทั่วโลก ซึ่งเป็นการท้าทายรูปแบบการทำธุรกิจแบบเดิม 3 ประการคือ 1)แจกหนังสือพิมพ์ฟรี 2)กระจายไปยังแหล่งที่มีผู้คนจำนวนมาก การคิดต่างเช่นนี้ เป็นการสร้างช่องทางจัดจำหน่ายใหม่ของตนเอง นอกจากนี้ยังกระจายไปสู่คนหมู่มากได้ด้วย 3)ลดต้นทุนในการพิมพ์และผลิตเนื้อหา เพราะผู้บริโภคมีเวลาอ่านค่อนข้างน้อย

สำหรับโลกปัจจุบันที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สูงมาก (ถ้าขึ้นรถไฟฟ้าฯก็จะพบว่าทุกคนก้มหน้ามองดูแต่ Smartphone) และผู้บริโภคต้องการสินค้าที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ถ้าเป็นชิ้นเดียวในโลกได้ก็ยิ่งดี สินค้าที่ผลิตในลักษณะ Mass production เริ่มเป็นสิ่งที่ล้าสมัย จากสภาพแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนไปทำให้ สถาปนิกรายหนึ่งได้ออกแบบธุรกิจ โดยผลิตสินค้าตกแต่งบ้านสำหรับคนเมืองรุ่นใหม่ ที่เน้นประโยชน์ใช้สอยด้านเทคโนโลยี ความเป็นเอกลักษณ์ และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จัดจำหน่ายผ่าน www.kickstarter.com ซึ่งเป็นช่องทางการตลาดการระดมเงินทุนจากคนหมู่มากที่สนใจจะลงทุนในความคิดใหม่ๆเพื่อสนับสนุนให้กลายมาเป็นธุรกิจจริง วิธีการทำ Crowd Funding คือ ผู้ระดมทุนจะต้องเริ่มต้นจากการนำเสนอสินค้าของตนในรูปแบบที่น่าสนใจ พร้อม VCD แนะนำผลิตภัณฑ์ ซึ่งคุณอนุรักษ์ เจ้าของบริษัท เอสเธทิค สตูดิโอ ได้นำเสนอโคมไฟ LED ที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง ทำจากแผ่นไม้ขนาดบางเพียง 3.5 มิลลิเมตร ให้กลายเป็นโคมไฟ LED 3 มิติ ซึ่งสามารถระดมทุนได้ถึง 47,636 เหรียญสหรัฐ ภายใน 1 เดือน โดยมีผู้สนใจในผลิตภัณฑ์ถึง 416 ราย

 ผู้ประกอบการรายนี้วิเคราะห์ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนไปออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่โดยใช้ Long Tail Business Model ซึ่งเป็นธุรกิจที่เน้นการขายสินค้าประเภทเฉพาะ(Niche) เพียงไม่กี่ชนิดในจำนวนไม่มาก แต่รวมมูลค่าแล้วกลับได้มหาศาล รูปแบบธุรกิจแบบใหม่นี้มีข้อดีหลายประการคือ 1)ต้นทุนสินค้าคงคลังต่ำ 2)สามารถปรับการผลิต/บริการให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค 3)เป็นช่องทางที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงโดยตัดพ่อค้าคนกลาง


สำหรับผู้ประกอบการท่านใดที่สนใจธุรกิจสร้างสรรค์ไทยอื่นๆ สามารถ Download หนังสือ ถอดรหัสธุรกิจ ซึ่งรวบรวมกรณีศึกษาของธุรกิจสร้างสรรค์ไทยโดยใช้โมเดลธุรกิจใหม่ๆ ได้ที่ www.okmd.or.th ซึ่งกรณีศึกษานี้ทีมที่ปรึกษาสถาบันคีนันแห่งเอเซียได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้(องค์กรมหาชน) ในการดำเนินโครงการ

Monday, December 2, 2013

พูดถึงเรื่องเงินๆ ทอง......“กองทุนรวม… อีกหนึ่งทางเลือกการออมเงิน”


กองทุนรวมอีกหนึ่งทางเลือกการออมเงิน
เขียนโดย น.ส. สุวิภา ฉลาดคิด ผู้ช่วยที่ปรึกษา โปรแกรมการพัฒนาเศรษฐกิจ ธุรกิจ และผู้ประกอบการ

เมื่อเรามีวินัยในการออมเงิน เราก็จะเริ่มมีเงินเก็บ ทีนี้หล่ะ.. โอกาสที่จะบริหารเงินเก็บของเราให้งอกเงยก็มีเพิ่มมากขึ้น แต่เชื่อว่า ครูหลายท่านยังคงเลือกที่จะเก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคาร ซึ่งดอกเบี้ยที่ได้รับนั้นค่อนข้างน้อย และมักจะน้อยกว่าเงินเฟ้อเสียด้วยซ้ำ ดังนั้น หากอยากทำให้เงินเก็บของเรางอกเงยเติบโต เราควรมองหาทางเลือกการออมเงินแบบอื่นที่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

วลีที่ว่า “ให้เงินทำงานแทนเรา” ยังคงนำมาใช้ได้ เพราะการทำเงินเก็บให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นนี่แหละ บางครั้งสำคัญมากกว่าการหารายได้มาใช้ในชีวิตประจำเสียอีก ความลับก็คือ “เคล็ดลับความรวยอยู่ที่วิธีการบริหารเงิน ไม่ใช่การหาเงิน  หากเรารู้ถึงพลังของดอกเบี้ยทบต้น ที่ก่อให้เกิดผลตอบแทนที่ทบต้นไปเรื่อยๆ จนทำให้เราได้เงินเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ และหากเรารู้ถึงความสำคัญของระยะเวลาในการออมเงินว่า ออมก่อนรวยกว่า แล้วนั้น เราก็จะสามารถบริหารเงินออมของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

อีกหนึ่งวลีที่ว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” ก็เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน ดังนั้น การลงทุนในอะไรก็ตาม เราต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ พอสมควร หากเราไม่รู้ นั่นก็คือความเสี่ยงและมีโอกาสที่จะขาดทุนได้ เพราะฉะนั้น การลงทุนผ่านกองทุนรวมจึงเป็นทางเลือกที่ดี เพราะอย่างน้อย กองทุนรวมก็มีมืออาชีพที่เรียนด้านนี้มาติดตามข้อมูลข่าวสารทุกวัน คอยดูแลเงินแทนเรา หน้าที่เราก็คือ ต้องเลือกกองทุนให้ถูกตัวถูกเวลา เนื่องจากกองทุนรวมในประเทศไทยมีหลายร้อยตัวให้เลือก เราจึงต้องพิจารณาจาก “ต้องการความเสี่ยงระดับไหน และผลตอบแทนแบบไหน?” แต่ถ้าแบบที่ต้องการคือ แบบไม่เสี่ยงและได้ผลตอบแทนเยอะๆ นั้น ต้องบอกเลยว่า.. ไม่มี! เพราะหลักการเรื่องความเสี่ยงก็คือ “อะไรที่ให้ผลตอบแทนสูงจะมีความเสี่ยงสูง อะไรที่มีความเสี่ยงต่ำจะให้ผลตอบแทนต่ำ

มาทำความรู้จักกองทุนรวมกัน*

กองทุนรวม คือ โครงการที่จัดตั้งขึ้น โดยการนำเงินของแต่ละคน ซึ่งถือเป็นนักลงทุนรายย่อยทั้งหลาย มากองรวมกันให้เป็นก้อนใหญ่ โดยผู้ลงทุนจะได้หน่วยลงทุนเป็นหลักฐานการมีส่วนร่วมในกองเงินดังกล่าว กองเงินนั้นๆ จะมีมืออาชีพทางด้านการลงทุน ทำหน้าที่ในการนำเงินไปลงทุน และเมื่อมีดอกผลจากการลงทุนก็จะนำมาเฉลี่ยกลับคืนให้กับผู้ที่ลงเงินไว้ในคราวแรก ทั้งนี้ กองทุนแต่ละกองทุนที่ถูกจัดตั้งขึ้นจะมีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันไป แต่นโยบายการลงทุนของกองทุนหนึ่ง จะถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรกแล้ว เช่น กองทุนหุ้นปันผล กองทุนตราสารหนี้ระยะยาว เป็นต้น

ดอกผลที่เกิดจาการลงทุนผ่านกองทุนรวมนั้น จะมีอยู่ 2 แบบ คือ หนึ่ง-เงินปันผล ซึ่งบางกองทุนจะมีนโยบายการจ่ายเงินปันผล บางกองก็อาจจะไม่มี แต่จะเก็บส่วนกำไรไว้ในรูปของมูลค่ากองทุนที่เพิ่มขึ้น สอง-ส่วนต่างของราคาหลักทรัพย์ หากกองทุนไม่ได้ปันผลออกมา แต่กำไรที่ได้จากการลงทุนก็จะถูกนำไปลงทุนเพิ่ม ซึ่งรวมอยู่ในมูลค่าสุทธิของกองทุนนั่นเอง

ส่วนประเภทของกองทุนรวมนั้น หากแบ่งตามลักษณะการจัดจำหน่ายและการรับซื้อคืน จะสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ กองทุนปิด และกองทุนเปิด โดยกองทุนปิด คือ กองทุนที่บริษัทจัดการจะไม่รับซื้อคืนหน่วยลงทุนจนกว่าจะครบกำหนดอายุกองทุนรวม กองทุนประเภทนี้จะกำหนดจำนวนหน่วยลงทุนและอายุของกองทุนไว้แน่นอน ซึ่งกองทุนปิดมักจะเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ส่วนกองทุนเปิด คือ กองทุนที่บริษัทจัดการเปิดขายหน่วยลงทุนและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนจากผู้ลงทุนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในโครงการ เช่น เปิดทำการซื้อขายเดือนละครั้ง สัปดาห์ละครั้ง หรือทุกวันทำการ โดยทั่วไปอายุของกองทุนจะยาวหรือไม่มีกำหนดโครงการ

แต่หากแบ่งกองทุนออกไปตามชนิดการลงทุน จะสามารถแบ่งออกได้เยอะแยะมาก ตัวอย่างเช่น

·       กองทุนรวมตราสารทุน – ลงทุนในหุ้นเป็นหลัก

·       กองทุนรวมตราสารหนี้ – เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน หรือ เงินฝากต่างๆ และแบ่งย่อยออกเป็น กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น และ กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะยาว

·       กองทุนรวมแบบผสม – จะเป็นแบบผสมทั้งหุ้นและตราสารหนี้ เช่น ลงทุนในหุ้น 40% ในตราสารหนี้ 60% โดยจะสลับสัดส่วนที่เหมาะสมตามสภาพเศรษฐกิจ

·       กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ – กองทุนรวมที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น ตึกขนาดใหญ่ เพื่อปล่อยเช่าทั้งตึก แล้วนำค่าเช่ามาแบ่งปันผลให้ผู้ถือหน่วยลงทุน หรือ ลงทุนในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ โรงหนังขนาดใหญ่ โรงงานอุตสาหกรรมให้เช่า ฯลฯ

·       กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) – กองทุนรวมที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลัก และหุ้นบ้างเล็กน้อย โดยมีข้อดีคือ มูลค่าการลงทุนในแต่ละปี สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 300,000 บาท (ไม่เกิน 15% ของรายได้) โดยเฉลี่ยจะได้ผลตอบแทนปีละ 3-5% แต่มีข้อเสียคือ ต้องไปไถ่ถอนตอนอายุ 55 ปีขึ้นไป ซึ่งทำให้มีสภาพคล่องต่ำมาก

·       กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) – กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น แต่ต่างจากกองทุนรวมหุ้นตรงที่วิธีซื้อขาย และมีสิทธิทางภาษีที่เหมือน RMF ตรงที่ มูลค่าหน่วยลงทุนที่ซื้อสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ และต้องถือครองเพียง 5 ปีปฏิทิน

·       กองทุนรวมอื่นๆ – เช่น กองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ ฯลฯ

ประโยชน์จากการลงทุนกับกองทุนรวม

1.             มีมืออาชีพมาบริหารเงินให้ – การลงทุนในกองทุนรวม คือ การรวมเงินกัน แล้วนำไปจ้างมืออาชีพซึ่งก็คือ บลจ. (บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน จำกัด) มาบริหารให้ ในบลจ. จะมีผู้ที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะในเรื่องที่จะลงทุน เช่น หุ้น ตราสารหนี้ อสังหาฯ หรือทองคำ โดยคนเหล่านี้อาจจะจบมาทางนี้ และมีการติดตามแนวโน้มการลงทุนต่างๆ อยู่ทุกวัน ซึ่งก็คงจะดีกว่าเราไปทำเอง ทั้งไม่รู้ และไม่มีเวลาไปติดตามข้อมูลแบบนั้น

2.             มีการกระจายความเสี่ยง – กองทุนมีเงินจำนวนมาก ซึ่งสามารถกระจายไปลงทุนในหลักทรัพย์หลายตัว เพื่อลดความเสี่ยง

3.             มีสภาพคล่องดี – สามารถซื้อขายหน่วยลงทุนได้ทุกวัน หรือได้ทุกครั้งที่เราต้องการเงินมาใช้

4.             มีทางเลือกมากมาย – แต่ละธนาคารก็มักมีบลจ. เป็นบริษัทในเครือ ที่ขายกองทุนมากกว่า 30 ประเภทให้เราได้เลือกในแบบที่มีผลตอบแทน และความเสี่ยงที่เหมาะสมกับเราเอง

5.             มีสิทธิทางภาษี ได้ลดหย่อนภาษี – นอกจากจะได้กำไรจาการลงทุนแล้ว ยังได้กำไรจากภาษีที่ได้ลดด้วย

           ทั้งนี้ ในการที่จะเลือกลงทุนในกองทุนรวมใดๆ เราต้องศึกษาข้อมูลกองทุนรวมนั้นๆ จากหนังสือชี้ชวน ซึ่งจะมีรายละเอียดทั้งหมดของโครงการกองทุนรวมแสดงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุน ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ คำเตือน หรือความเสี่ยง ดังนั้น จึงถือได้ว่าเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่ต้องอ่านและศึกษาอย่างละเอียด เพื่อช่วยสร้างภูมิป้องกันความผิดพลาดจากการลงทุน

นอกจากนี้ การลงทุนที่ได้ผลจะต้องสอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตของแต่ละบุคคลด้วย ดังนั้น ควรสำรวจเป้าหมายชีวิตของตนเองให้ชัดเจนและจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังของเป้าหมายนั้นๆ แล้วจึงนำมาใช้เป็นโจทย์ในการวางแผนทางการเงินของตนเอง

สุดท้ายนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงอยู่เสมอก็คือ ความรู้ เพราะความเสี่ยงที่สุดก็คือ ความไม่รู้และความไม่เข้าใจในสิ่งที่เราลงทุนจริงๆ หรือมีประสบการณ์น้อย ทำให้มีความเสี่ยงมาก ในขณะที่ผลตอบแทนที่จะได้อาจไม่ได้เพิ่มตาม ซึ่งส่งผลทำให้ได้ไม่คุ้มเสีย ดังนั้น หากคิดที่จะลงทุนแล้ว ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้านการเงินการลงทุนอยู่เสมอ จะได้มีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจเลือกการลงทุนได้อย่างเหมาะสม และสามารถทำให้เงินเก็บงอกเงยได้อย่างแท้จริง

 
*แหล่งที่มาของข้อมูล: หนังสือ “บริหารเงินเก็บผ่านกองทุนรวม” โดย มนตรี แสงเดชา

 

 

 

Wednesday, November 6, 2013

พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ .....“มือใหม่หัด สมัคร บัตรเครดิต”


มือใหม่หัด สมัคร บัตรเครดิต

เขียนโดย น.ส. ปาริชาติ แสงทอง ผู้ช่วยที่ปรึกษา โปรแกรมการพัฒนาเศรษฐกิจ ธุรกิจ และผู้ประกอบการ
 
                หลายๆ คนคงคุ้นหูกับคำว่า “รูดปื๊ด..รูดปื๊ด!” นั่นเป็นเสียงที่เกิดขึ้นจากการจับจ่ายใช้สอยผ่านบัตรเครดิต ซึ่งบัตรเครดิตนั้น มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ทำให้เราซื้อสินค้าและบริการได้โดยที่ยังไม่ต้องจ่ายเงินทันที สามารถถอนเงินสดมาใช้จ่ายได้ในยามฉุกเฉิน และยังสะสมคะแนนเพื่อแลกรับของรางวัลต่างๆ เป็นต้น

การสมัครบัตรเครดิตนั้น ผู้สมัครซึ่งเป็นบัตรหลักจะต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน โดยผู้ออกบัตรจะให้วงเงินได้ไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ หรือมีทรัพย์สินอื่น เช่น เงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ หรือการลงทุนในกองทุนรวม ตามจำนวนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ซึ่งวงเงินที่ได้รับอาจแตกต่างกันไปแล้วแต่ประเภทของทรัพย์สิน
                อย่างไรก็ตาม ก่อนตัดสินใจสมัครทำบัตรเครดิต ควรอ่านรายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ ของผู้ออกบัตรแต่ละแห่ง เพื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบ ได้แก่
·       ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปี และเงื่อนไขการขอยกเว้นค่าธรรมเนียม
·       ระยะเวลาชำระคืนโดยปลอดดอกเบี้ย ซึ่งเป็นสิทธิพิเศษเฉพาะผู้ที่จ่ายเงินคืนเต็มจำนวนเท่านั้น (กรณีชำระคืนยอดซื้อสินค้าและบริการเพียงบางส่วนหรือเบิกเงินสดมาใช้ จะไม่ได้รับสิทธิ์ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย)
·      วันที่เริ่มคิดดอกเบี้ย ในการเบิกเงินสดผู้ออกบัตรจะเริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ถอนเงิน ขณะที่การซื้อสินค้าและบริการ หากชำระไม่เต็มจำนวนผู้ถือบัตรก็ต้องเสียดอกเบี้ยด้วย ซึ่งผู้ออกบัตรแต่ละแห่งมีการคิดดอกเบี้ยที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น เริ่มคิดจากวันที่ผู้ออกบัตรสำรองจ่ายเงินให้แก่ร้านค้า วันสรุปยอดรายการ หรือวันที่ต้องชำระเงินตามใบแจ้งหนี้ แต่โดยทั่วไปจะเริ่มคิดตั้งแต่วันที่ผู้ออกบัตรสำรองจ่ายเงินให้แก่ร้านค้า

·       การผ่อนชำระเงินขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 10% ของยอดคงค้างทั้งสิ้น

·      เงื่อนไขการนำบัตรเครดิตไปใช้ในต่างประเทศ จะมีค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินประมาณ 2-2.50%* ของยอดใช้จ่ายและเบิกถอนเงินสด (คำนวณรวมในอัตราแลกเปลี่ยนที่แสดงในใบแจ้งหนี้แล้ว) ในกรณีที่มีการคืนสินค้า แม้จะคืนภายในวันที่ซื้อ ผู้ถือบัตรอาจต้องรับผลขาดทุนจากส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยนด้วย เพราะอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้คำนวณค่าสินค้าอาจเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาการซื้อและคืนสินค้า ซึ่งท่านอาจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากธนาคารหรือบริษัทผู้ออกบัตรได้

·       ดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าธรรมเนียม รวมกันไม่เกิน 20% ต่อปี ในกรณีถอนเงินสดจะมีค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสดไม่เกิน 3% ของจำนวนเงินที่เบิกถอน และหากผิดนัดชำระหนี้ก็อาจมีค่าติดตามทวงถามหนี้ด้วย

·       สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ติดมากับบัตร เช่น การสะสมคะแนนแลกของรางวัล ส่วนลดร้านอาหาร ที่จอดรถพิเศษในห้างสรรพสินค้า ฯลฯ

·      รายละเอียดอื่นๆ  เช่น จุดบริการรับชำระเงิน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง การสมัครบัตรเสริมและภาระหน้าที่ของผู้ถือบัตรหลักที่มีต่อบัตรเสริม การทำบัตรใหม่หากบัตรหาย รวมถึงการขอยกเลิกบัตร เป็นต้น

สุดท้าย ขอฝากเป็นข้อคิดเตือนใจให้กับผู้ที่จะก้าวเข้ามาเป็นมือใหม่หัดสมัครบัตรเครดิตทุกท่านได้ทราบว่า ทุกอย่างที่มีคุณประโยชน์ล้วนมีโทษด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้น การใช้บัตรเครดิตจะมีประโยชน์กับผู้ที่ถือบัตรก็ต่อเมื่อ ผู้ถือบัตรมีสติรู้จักใช้อย่างชาญฉลาดและถูกวิธี มีวินัยในการใช้จ่าย รวมทั้งสามารถประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของตนเองได้ ไม่เช่นนั้นแล้วจะเป็นการก่อหนี้ให้กับตนเองโดยไม่จำเป็น


*แหล่งที่มาของข้อมูล: ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศศง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย

พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ......เสริมนิสัยการอด...ช่วยสร้างนิสัยการออมได้จริงหรือ?


เสริมนิสัยการอด...ช่วยสร้างนิสัยการออมได้จริงหรือ?

เขียนโดย น.ส. ปาริชาติ แสงทอง ผู้ช่วยที่ปรึกษา โปรแกรมการพัฒนาเศรษฐกิจ ธุรกิจ และผู้ประกอบการ และ

นายณรงค์ บุญจงรักษ์ นักศึกษาฝึกงาน

แรกเริ่มเดิมที... นิสัย “ใช้ก่อนคิด”

ขอย้อนเวลากลับไปเมื่อครั้งที่ผมเรียนมหาวิทยาลัย ผมจะได้เงินจากทางบ้านมาเป็นรายอาทิตย์ ซึ่งผมต้องบริหารจัดการเอง แต่ด้วยนิสัยชอบใช้เงินไปวันๆ ไม่มีการวางแผนการใช้เงิน อยากได้อะไรก็ต้องได้ เป็นการใช้เงินที่ได้มาด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผลอยู่เสมอ และเพราะผมคิดว่ายังเรียนอยู่และมีที่บ้านให้การช่วยเหลือ ทำให้การบริหารจัดการเงินรายอาทิตย์ที่ได้มาของผมนั้นไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าใดนัก หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือ “ติดลบทุกอาทิตย์! แต่ก่อนผมมีวิธีการแก้ไขปัญหาเงินติดลบทุกอาทิตย์ของผมอยู่ 2 วิธี คือ หนึ่ง-ขอที่บ้านเพิ่ม ซึ่งโดยมากจะตามมาด้วยเสียงบ่น แต่สุดท้ายก็ให้ตามที่ผมขอ และวิธีที่สอง-ยืมเพื่อน โดยผมจะเป็นคนกำหนดเองว่าจะคืนเมื่อไหร่ แต่ผมต้องรักษาคำพูดให้ได้เนื่องจากถ้าผมไม่สามารถทำได้จะสร้างความลำบากในการยืมเพื่อนครั้งต่อไป อันจะเห็นได้ว่าชีวิตช่วงนั้นของผมเป็นวัฏจักรการใช้ชีวิตอยู่บนความอยากได้และตามมาด้วยการเป็นหนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้น แต่มันก็ผ่านไปได้ทุกเดือนโดยที่ผมไม่ได้คิดอะไร...

งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข

วิกฤติการเงินเริ่มเข้ามาในชีวิตผม เมื่อครอบครัวของผมต้องสูญเสียบิดาอันเป็นที่รักไป ทำให้รายได้หลักที่เคยมาจากครอบครัวต้องลดลง ของที่เคยมีต้องเริ่มนำออกไปขายเพื่อเปลี่ยนกลับมาเป็นเงินเพื่อใช้จ่ายภายในครอบครัว ครั้งนั้นเองที่ทำให้ผมเรียนรู้ที่จะ “สร้างนิสัยการอด” เพราะตอนนั้นผมเริ่มมองเห็นอนาคตของตนเองแล้วว่า หากไม่รู้จักอดในสิ่งที่อยากได้และยังคงใช้ชีวิตเรื่องการเงินโดยไม่คิดอย่างที่ผ่านมา ผมคงไม่มีเงินส่งตนเองเรียนจนจบได้อย่างแน่นอน ผมจึงเริ่มสร้างนิสัยใหม่ๆ ให้กับตนเอง อันมีหลักง่ายๆ คือ อดของที่ไม่จำเป็น และหางานทำเพื่อเพิ่มรายได้ เนื่องจากตอนนั้นผมเรียนอยู่ภาคสมทบเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ ดังนั้นวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ผมจึงหางาน part-time ทำเพื่อหาเงินเพิ่ม ผมเลือกทำงานที่ผมชอบและถนัดนั่นคือการร้องเพลง ผมเริ่มเดินสายรับจ้างร้องเพลงตามร้านอาหารเล็กๆ ตอนกลางคืน...

เตือนสติตัวเองด้วยการจด จด จด

การพยายามดัดนิสัยการใช้เงินของผมนั้น แรกๆ ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าใดนัก ผมยังคงใช้เงินเดือนชนเดือนอยู่ เนื่องจากยังคงติดนิสัยการใช้จ่ายแบบไม่ค่อยคิดและที่สำคัญลืมครับ! ว่าใช้จ่ายอะไรไปบ้างในแต่ละวัน จึงเริ่มคิดได้ว่า ในเมื่อสมองที่มีความจำแบบปลาทองอย่างผม.. คงต้องเริ่มจดบันทึกบัญชีกันบ้างแล้วเริ่มจากเมื่อได้เงินมา ผมจะจดบันทึกในสมุดเล่มเล็กๆ ไว้ว่าผมได้เงินมาเท่าไหร่ และผมใช้จ่ายอะไรไปบ้างในแต่ละวัน เชื่อมั้ยครับว่า นอกจากมันทำให้ผมไม่ลืมแล้วว่าผมใช้อะไรไปบ้างในแต่ละวัน มันยังทำให้ผมทราบว่าผมใช้จ่ายส่วนใหญ่ไปกับอะไรบ้าง ดังนั้นผมจึงเริ่มที่จะปรับลดค่าใช้จ่ายที่แสนจะไร้สาระเหล่านั้นลงทีละเล็กทีละน้อย...

การอดสร้างการออม

                ผลของการอดในสิ่งที่ผมอยากได้และไม่จำเป็นนั้นเริ่มสัมฤทธิ์ผล เมื่อผมเริ่มที่จะแบ่งเงินที่ผมต้องใช้ออกเป็นส่วนๆ หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือมีการวางแผนการใช้เงินครับ เมื่อผมได้เงินเดือนจากการร้องเพลงมา ผมจะนำเงินไปออมโดยวิธีฝากธนาคารเพื่อเก็บไว้เป็นค่าเทอมประมาณร้อยละ 30 ของเงินที่ผมได้มา จากนั้นอีกร้อยละ 70 ที่เหลือผมจะนำไปใช้จ่ายโดยแยกประเภทค่าใช้จ่ายออกเป็นส่วนๆ เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทางไปทำงานและไปเรียน ค่าของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น เป็นต้น เมื่อมีเงินเหลือจากการใช้จ่ายก็จะนำไปหยอดกระปุก เมื่อกระปุกเต็มแล้วก็จะนำไปฝากธนาคาร ดังนั้น การเสริมนิสัยการอด และสร้างนิสัยการออมให้กับตนเองของผม ทำให้ในที่สุดแล้ว.. ผมสามารถเรียนปริญญาตรีจนจบได้ด้วยเงินซึ่งอดและออมอย่างอดทนมาด้วยตนเอง

Monday, September 9, 2013

Talking about Development: พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ


 
Joining with friends and family to meet financial goals

By John DaSilva, Senior Manager for Project Development, Kenan Institute Asia

 
Everyone knows that saving money is never easy.  In addition to rising living costs, an array of new consumer products and other temptations are constantly putting a strain on household budgets.

To deal with this, there is a lot of expert advice on how to save money – some of which you learned in the Citi-K.I.Asia Teacher’s Money Sense project, a financial literacy training, you went through.  Suggestions such as make a budget and stick to it, understand wants versus needs, etc. Perhaps you have gone further and made important costs reductions in your life, such as checking your mobile phone plan to make sure you are not spending too much, or being sure to unplug appliances when not in use to save money on your electric bill. All of these are important and can help put you on the road to financial freedom.  But there is one piece of advice that may rank above all others in determining how well you meet your financial goals – this is having a good support system.

There is a good deal of evidence now that shows the company we keep – family, friends, co-workers – plays a key role in how well we can delay gratification – save money for the future instead of spending it today.  If we spend time with people who eat too much, we will likely eat too much.  If we spend time with people who drink too much, we are likely to drink too much.  The same goes with spending.  If we are with people who continually put pressure on us to spend money, then we are likely to spend money too.  Thankfully, there is a way to turn this behavior to your advantage.  And that is by finding people with similar financial goals and establishing a support system with them to help limit spending and encourage saving. 

So why not form a savings club with like-minded friends and family today.  Meeting regularly, you can support each other and help work toward good financial behavior.  Additionally, group members can exchange money saving tips, pool resources to buy items in bulk and potentially develop join investments.  There are many possibilities.  The first step is to talk to people you know and see if they are keen to save money.  Then, form a group with clearly stated goals, followed by a buddy system to lend support when under pressure to make bad financial decisions.  Finally, establish a meeting schedule and stick to it.  Such a plan is the basis of most successful behavior change strategies – and can greatly increase your chances of meeting your financial objectives.