Thursday, June 20, 2013

Talking about Corporate Social Responsibility...

เด็กของเราจะไม่ถูกทอดทิ้ง


โดย พีรานันต์ ปัญญาวรานันท์

ที่ปรึกษาอาวุโสด้าน CSR สถาบันคีนันแห่งเอเซีย

 

หนึ่งในตัวบ่งชี้ความก้าวหน้าของสังคมคือความก้าวหน้าทางการศึกษา ดังจะเห็นได้ว่าประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่สงบสุขที่สุด มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง และน่าอยู่ในโลกนั้นก็มักจะได้รับการยอมรับด้านความเป็นเลิศทางระบบการศึกษาเช่นกัน ดังที่ปรากฏจากรายงานของ Pearson Education บริษัทชั้นนำด้านการศึกษาจากประเทศอังกฤษ จัดอันดับด้านระบบการศึกษาของประเทศจากตัวแปรสำคัญอันได้แก่ คะแนนการทดสอบระดับนานาชาติ อัตราส่วนบัณฑิตระหว่างปีการศึกษา และความหนาแน่นของอัตราผู้ที่มีความรู้ระดับอุดมศึกษา ในระหว่างปี 2006 2010 ระดับบนสุดของ 40 อันดับ ประเทศที่มีการศึกษาที่ดีที่สุดในโลกนั้นคือประเทศฟินแลนด์ รองลงมาคือเกาหลีใต้ ตามมาด้วยฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ นี่แสดงถึงความเกี่ยวข้องระหว่างการศึกษาและการพัฒนาประเทศ ที่จะเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนและโอกาสที่เท่าเทียมกัน อีกทั้งเมื่อเราอยู่ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้งและเป็นโลกที่ต้องการทักษะที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้น ทั้งทักษะเชิงเทคนิคและทักษะการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เราไม่ควรท้อถอยในการพัฒนาให้เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนดังพระบรมราโชวาทที่พระราชทานไว้ว่า “…เจตนาของการศึกษานั้น กล่าวโดยสรุปก็คือการวางรากฐานที่ดีที่ถูกต้องในตัวบุคคล ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความรู้ทั้งปวง สำคัญที่สุดคือรากฐานด้านความรู้จักรับผิดชอบชั่วดี รู้จักคิดตัดสินใจตามทางที่ถูก ที่เป็นธรรม ที่สร้างสรรค์ ผู้จัดการศึกษาต้องดำเนินงานให้ได้ประโยชน์พร้อมดังนี้จึงจะเรียกได้ว่าปฏิบัติการถูกต้องครบถ้วน เป็นนักการศึกษาแท้…”

หน้าที่ของการพัฒนาศึกษาจึงไม่สามารถพึ่งพาและรอการสนับสนุนและส่งเสริมจากภาครัฐแต่เพียงอย่างเดียว ในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีกฏหมายที่มีชื่อเสียงมากเกี่ยวกับนโยบายด้านการจัดการศึกษาที่ชื่อ No Child Left Behind Act of 2001 (NCLB) หลักการของ NCLB คือเน้นความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้อง ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษามากขึ้น รัฐและชุมชนมีอิสระในการจัดการศึกษามากขึ้น ส่งเสริมการใช้วิธีการจัดการเรียนการสอนที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล และพ่อแม่ผู้ปกครองมีทางเลือกสำหรับบุตรหลานของตนเองมากขึ้น นโยบายนี้เป็นนโยบายที่เน้นการพัฒนาคุณภาพและเร่งเร้าให้โรงเรียนมีความรับผิดชอบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็ก โดยการหากระบวนการต่างๆ ทั้งการเรียนการสอน การพัฒนาศักยภาพครู หรืออื่นๆ ในอันที่จะปิดช่องว่างด้านผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา จึงเป็นที่มาของคำว่าเด็กของเราจะไม่ถูกทอดทิ้ง เมื่อดูโดยภาพรวมนี้แล้วนโยบายด้านการจัดการศึกษาของสหรัฐอเมริกาที่ครอบคลุมทั้งการเข้าถึงการศึกษา (Inclusive) และ การจัดคุณภาพการศึกษา (Quality) น่าจะสร้างความพึงพอใจและอยู่ในกรอบที่ประชาชนส่วนใหญ่รับได้ แต่กลุ่มภาคธุรกิจชาวอเมริกันเห็นว่า ยังมีสถานการณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจ เช่นกว่าร้อยละ 25 ของเด็กอเมริกันตัดสินใจที่จะไม่เรียนต่อในช่วงระหว่างการเรียนมัธยมปลาย นอกจากนั้นยังพบว่า ความสนใจของวิชาจำพวก วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) และ คณิตศาสตร์ (Math) หรือที่เรียกย่อๆ ว่า STEM Subjects ลดลงทั่วประเทศตั้งแต่เด็ก โดยพบว่ามากถึงร้อยละ 61 ของเด็กตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 2 ยอมที่จะทำงานบ้านมากกว่าการทำการบ้านคณิตศาสตร์ (Judah Schiller และ Christine Arena) นี่ทำให้ภาคธุรกิจกังวลกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต เนื่องจากอาจจะต้องพบกับภาวะขาดแคลนแรงงาน โดยมีการสำรวจว่าตลาดแรงงานกว่าร้อยละ 80  ในช่วงทศวรรษหน้า ต้องการแรงงานที่มีทักษะความชำนาญในหัวข้อ STEM และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้บริษัทใหญ่ๆ อาทิ Target, Microsoft, Cisco, and IBM Intel, Goldman Sachs, AT&T, และ Facebook สนับสนุนโดยรวมแล้วมากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ  เพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาที่มากกว่าการบริจาคเงิน สิ่งก่อสร้างและสิ่งของกล่าวคือการสนันสนุนด้านการสร้างศักยภาพและการสร้างนวัตกรรมด้านการศึกษาอีกด้วยเพื่อให้ตอบรับกับอนาคตของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือโครงการ INSTEP เป็นโครงการในประเทศไทยที่พัฒนาคุณครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและกระตุ้นให้นักเรียนเกิดบรรยากาศเรียนรู้แบบ Inquiry-based learning (การสืบเสาะหาความรู้ ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์) ภายในชั้นเรียนในจังหวัดพังงากว่า 3 ปี ของการดำเนินโครงการตามแนวทางการสืบเสาะหาความรู้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงการทำกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้เกิดการสังเกต ก่อให้เกิดการตั้งคำถาม และหาคำตอบด้วยตนเอง สร้างเมล็ดพันธ์แห่งความสนใจด้านวิทยาศาสตร์แล้วนำมาปรับปรุงชีวิตที่ค้นหาความจริง พัฒนาความเป็นอยู่ อาชีพ และความเจริญในชุมชน อย่างไม่รู้จบ

การที่การศึกษาไทยหรือเด็กไทยจะถูกทอดทิ้งหรือไม่นั้น เป็นคำถามกระตุ้นความรับผิดชอบสำหรับผู้ใหญ่ทุกคนในประเทศไทยไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานภาครัฐหรือนักวิชาการ แต่รวมไปถึงธุรกิจและทุกภาคส่วน เพราะเราต่างรอใช้ประโยชน์จากดอกผลของการศึกษาโดยยังไม่ได้ช่วยพรวนดินดูแลรักษาดอกผลนั้นกันอย่างเต็มที่ แล้วท่านจะหวังให้ผลไม้นั้น ออกดอกออกผลสมบูรณ์และมีคุณภาพที่ดีได้อย่างไร
 
สามารถติดตามอ่าน Blog จากคุณพีรานันต์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน CSR และวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากการอบรมด้าน CSR ได้ทุกเดือนตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปค่ะ (นอกจากนี้ยังสามารถอ่านได้จากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์ CSR Talk ได้ทุกๆ เดือนค่ะ)

Sunday, June 16, 2013

พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ..... มาเช็คสุขภาพ(ทางการเงิน)ของคุณกันเถอะ!




มาเช็คสุขภาพ(ทางการเงิน)ของคุณกันเถอะ!
 

เขียนโดย น.ส. ปาริชาติ แสงทอง ผู้ช่วยที่ปรึกษา โปรแกรมการพัฒนาเศรษฐกิจ ธุรกิจ และผู้ประกอบการ
 

ทุกวันนี้ คนส่วนใหญ่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลเอาใส่ใจ “สุขภาพร่างกาย” ของตนเองกันเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากยอดมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ย่อมต้องทำงานหนัก พักผ่อนน้อย เพื่อความหวังและความฝันในเรื่องเดียวกัน นั่นก็คือ...เงินโบนัสปลายปี ซึ่งพวกเราทุกคนต่างถวิลหามันทุกค่ำเช้า ดังนั้น ก่อนที่จะเริ่มดูแลสุขภาพของตนเองอย่างจริงจัง เราควรทราบก่อนว่า สุขภาพร่างกายของเราสมบูรณ์แข็งแรงดีหรือไม่ ด้วยการตรวจเช็คสุขภาพร่างกายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อที่จะได้รู้ว่าตนเองมีความดันโลหิต น้ำตาล คอเลสเตอรอลอยู่ในระดับใด และมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ อีกหรือไม่ เมื่อทราบแล้ว เราจึงรู้ว่าจะต้องปรับปรุงพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของตนในเรื่องใดบ้าง เพื่อให้มีชีพจรชีวิตที่ยืดยาวต่อไปตราบนานเท่านาน
 

ที่เกริ่นนำมาซะยาวเหยียดขนาดนี้ ก็เพราะอยากให้ผู้อ่านที่เป็นบรรดายอดมนุษย์เงินเดือนทุกคนเล็งเห็นว่า เมื่อคุณได้รับเงินเดือนในแต่ละเดือน รวมไปถึงโบนัสก้อนโตที่ได้รับในตอนปลายปีนั้น คุณๆ ก็มักจะนำไปใช้จ่ายเพื่อให้รางวัลกับชีวิตด้วยวิธีการขั้นเทพเฉพาะตัวของแต่ละคนจนเพลิน นึกขึ้นมาได้อีกที.. อ้าว! ยังจ่ายหนี้ไม่หมดเลยนี่หว่า หรือไม่ก็.. ว่าจะกั๊กเงินไว้ออมซะหน่อยหมดอีกแล้ว ไม่เป็นไรเดือนหน้าค่อยว่ากัน และเหตุผลอื่นๆ อีกมากมายที่ยกแม่น้ำทั้ง 185 สายขึ้นมาเพื่อปลอบใจตนเอง เพราะไม่อยากยอมรับว่าตนเองมีพฤติกรรมการใช้เงินที่แย่ขนาดไหน และไม่เคยทราบเลยว่าควรจะต้องมีการวางแผนการใช้เงินล่วงหน้าในแต่ละเดือนอย่างไร ดังนั้น เมื่อคนเราให้ความสำคัญกับการตรวจเช็คสุขภาพร่างกายฉันใด ย่อมจะต้องให้ความสำคัญต่อการตรวจเช็ค “สุขภาพทางการเงิน” ของตนเองด้วยฉันนั้น
 

ทีนี้ คำถามแรก “ทำไปทำไมล่ะ ไอ้การตรวจสอบสุขภาพทางการเงินเนี่ย?” คำตอบคือ “เพื่อให้ทราบถึงทัศนคติและพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวคุณเองในปัจจุบัน อันจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนการเงินของคุณในอนาคตอีกด้วย” คำถามต่อมาน่าจะเป็น “แล้วมันทำยังไงล่ะ?” คำตอบคือ “สามารถทำได้ง่ายมากๆ โดยวันนี้ผู้เขียนขอนำเสนอแบบทดสอบสุขภาพทางการเงิน ซึ่งใช้เวลาทำประมาณ 5-10 นาที” ถ้าพร้อมแล้ว.. ให้อ่านคำถาม   12 ข้อด้านล่างนี้ แล้วเลือกคำตอบที่ซื่อสัตย์กับตนเองที่สุด อ๊ะๆ ห้ามแอบดูเฉลยด้านล่างก่อนนะ และห้ามตอบเข้าข้างตนเองเด็ดขาดนะเจ้าคะ โอเค! สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติให้มั่น.. แล้วมาเริ่มกันเลยดีกว่าจ้า...
 
1. ปัจจุบันคุณมีรายได้หลักมาจากทางใด

ก. เงินเดือน / ค่าจ้าง
ข. รายได้จากธุรกิจส่วนตัว หรือการประกอบอาชีพอิสระ
ค. ไม่มีรายได้ประจำ

2. นอกจากรายได้ในข้อ 1 แล้ว คุณยังมีรายได้มาจากแหล่งอื่นอีกหรือไม่

ก. มี... ทั้งยังแน่นอนและต่อเนื่อง
ข. มี... แต่รายได้ก็ไม่ค่อยแน่นอน
ค. ไม่มี

3. โดยทั่วไป คุณจะ...

ก. แบ่งเงินออมไว้ก่อน เหลือแล้วค่อยใช้
ข. ใช้ก่อน เหลือแล้วค่อยออม
ค. อยากออมนะ แต่ไม่เคยมีเงินพอใช้ถึงสิ้นเดือนเลย

4. ที่ผ่านมาคุณออมเงินคิดเป็นร้อยละเท่าใดของรายได้ต่อเดือน

ก. มากกว่า 20%
ข. 10% – 20% 
ค. น้อยกว่า 10%

5. ถ้าคุณได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท คุณจะ...

ก. เก็บไว้ โดยฝากธนาคารหรือลงทุนทั้ง 10,000 บาท
ข. แบ่งไปออมสัก 5,000 บาท และแบ่งไว้ใช้อีก 5,000 บาท
ค. ใช้เงินซื้อของที่อยากได้ทั้งหมด

6. ปัจจุบันคุณมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินที่ทำให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้โดยไม่มีรายได้ นานที่สุดกี่เดือน

ก. มากกว่า 6 เดือน
ข. ประมาณ 3 – 6 เดือน
ค. ไม่เกิน 3 เดือน

7. เวลาคุณจะใช้เงินซื้ออะไรบางอย่าง คุณจะ...

ก. พิจารณาว่าจำเป็นและได้ใช้ จึงจะซื้อ
ข. หากมีการลดราคา 50% – 70% จึงจะซื้อ
ค. อยากได้ก็ซื้อ

8.    ในแต่ละเดือนคุณมีภาระต้องชำระหนี้สินทุกประเภทคิดเป็นร้อยละเท่าใดของรายได้
 
 ก.     0 – 25%
 ข.     25 – 45%
 ค.     มากกว่า 45%

9.     ปัจจุบันคุณมีบัตรเครดิตที่มียอดคงค้างและต้องชำระดอกเบี้ยอยู่กี่ใบ

ก.     ไม่มีบัตร หรือไม่มียอดคงค้างเลย
 ข.     1 – 2 ใบ
 ค.     ตั้งแต่ 3 ใบ ขึ้นไป

10. สมมุติว่าคุณมีหนี้อยู่หลายประเภท คุณคิดว่าหนี้ประเภทใดที่เป็นปัญหากับชีวิตของคุณมากที่สุด

ก.     เงินกู้ระยะยาว เช่น เงินกู้เพื่อซื้อบ้าน เงินกู้เรียน ฯลฯ
ข.     เงินกู้ระยะสั้น เช่น เงินกู้ค่าผ่อนชำระสินค้า สินเชื่อส่วนบุคคล ฯลฯ
ค.     เงินกู้นอกระบบ หรือหนี้บัตรเครดิต

11. กรณีที่คุณเป็นเสาหลักของครอบครัวและไม่สามารถทำงานหารายได้ต่อไปในอนาคต คุณคิดว่าครอบครัวของคุณจะเป็นอย่างไร

ก. ไม่เดือดร้อน เพราะมีเงินออมและทำประกันชีวิตเอาไว้แล้ว
ข. เดือดร้อนพอประมาณ เพราะมีเงินออมและทำประกันชีวิตไว้บ้างนิดหน่อย
ค. เดือดร้อนแน่ เพราะขาดหลักประกันในชีวิต
 
12. ถ้าด้วยฐานะและภาระต่างๆ ที่คุณยังมีอยู่ในปัจจุบัน คุณคิดว่าวิธีการใดต่อไปนี้ที่จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายการออมเงินของคุณได้

ก. นำเงินออมที่มีอยู่ไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้มากขึ้น
ข. เพิ่มรายได้ เพื่อเพิ่มเงินในการออม
ค. ลดค่าใช้จ่าย เพื่อเพิ่มเงินในการออม
 
เอาล่ะ! เสร็จแล้ว ได้เวลาคิดคะแนนจากคำตอบแต่ละข้อที่เราตอบไป ตามด้านล่างนี้จ้า:
• ตอบข้อ ก ได้ 2 คะแนน
• ตอบข้อ ข ได้ 1 คะแนน
• ตอบข้อ ค ได้ 0 คะแนน
 
เฉลยผลการทดสอบ
 
0 – 7 คะแนน : คุณมีสุขภาพทางการเงิน ไม่ค่อยดี
 
มีสัญญาณบ่งบอกถึงความอ่อนแอในสุขภาพทางการเงินของคุณ อาจจะเป็นเพราะคุณมีมุมมอง ทัศนคติ และพฤติกรรมการใช้จ่ายที่มุ่งเน้นความสะดวกสบายในปัจจุบัน แต่หากคุณจะใช้จ่ายอะไร ลองพิจารณาถึงความจำเป็น พร้อมทั้งหาทางเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น เพียงเท่านี้... สุขภาพทางการเงินของคุณก็จะแข็งแรง เป้าหมายชีวิตและเป้าหมายทางการเงิน ก็จะเป็นไปตามที่ตั้งใจไว้
 
8 – 16 คะแนน คุณมีสุขภาพทางการเงิน ปานกลาง
 
จริงๆ แล้วสุขภาพทางการเงินของคุณอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป แต่เพื่อความไม่ประมาท การเพิ่มความระมัดระวังด้านการใช้จ่ายที่เกินความจำเป็น จะช่วยเพิ่มพูนเงินออมหรือเงินลงทุน ส่งผลให้สุขภาพทางการเงินของคุณมีความแข็งแรงมากขึ้น เป็นการสร้างความมั่งคั่งมั่นคงให้กับตนเอง และบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้
 
17 คะแนนขึ้นไป คุณมีสุขภาพทางการเงิน ดีมาก
 
                ขอแสดงความยินดี... คุณมีสุขภาพทางการเงินแข็งแรงดีมาก อาจจะเป็นเพราะคุณมีมุมมอง ทัศนคติ และพฤติกรรมเกี่ยวกับการหารายได้และการใช้จ่ายที่ดี อีกทั้งยังมีวินัยในการออมสูง จึงทำให้คุณมีโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้ แต่เพื่อความไม่ประมาท คุณควรรักษาสิ่งดีๆ เหล่านี้ไว้ พร้อมทั้งเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้ตนเองด้วยการออมและลงทุนอย่างต่อเนื่อง สุขภาพทางการเงินของคุณจะแข็งแรงอย่างนี้ตลอดไป
 
                เห็นมั้ยละคะว่า... การตรวจสุขภาพทางการเงินนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายและรวดเร็วมากๆ แถมยังมีประโยชน์ทำให้เราได้ทราบว่าตนเองมีพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างไร และทราบอีกด้วยว่าเรามีทัศนคติต่อการสร้างความมั่นคงในชีวิตอนาคตอย่างไร ดังนั้น ลองนำคำแนะนำที่เขียนอธิบายไว้จากผลการตรวจสุขภาพทางการเงินแต่ละระดับไปลองปรับใช้ดูกับตนเอง เผื่อว่าจะได้ผลเหมือนอย่างที่ผู้เขียนเคยลองใช้เป็นแนวทางกับตนเองมาแล้ว ซึ่งใช้ได้ผลดีมากๆ โดยสามารถนำมาวางแผนการใช้จ่ายของตนเองในแต่ละเดือน ปรับปรุงวิถีการใช้จ่ายจากที่เคยหน้ามืดของตนเองให้ดีขึ้น และก้าวข้ามพ้นวิกฤติการใช้เงินแบบเดือนชนเดือนไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ สุดท้ายผู้เขียนจึงขอฝากทิ้งท้ายไว้สักนิดว่า นอกจากเราต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพร่างกายของเราให้ดีเพื่อที่จะสามารถทุ่มเททำงานได้อย่างเต็มที่แล้วนั้น เราย่อมต้องดูแลสุขภาพทางการเงินของเราด้วยเช่นกัน เพราะสุขภาพทางการเงินที่สมบูรณ์แข็งแรงย่อมเป็นหนทางที่จะนำท่านไปสู่อิสรภาพทางการเงินที่สดใสได้ในอนาคต
 
 


 
 

Wednesday, June 12, 2013

พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ.....“ยิ่งใช้ ยิ่งจน”

เขียนโดย น.ส. สุวิภา ฉลาดคิด ผู้ช่วยที่ปรึกษา โปรแกรมการพัฒนาเศรษฐกิจ ธุรกิจ และผู้ประกอบการ และ
น.ส. ศรีไพร ศรีพนมวรรณ นักศึกษาฝึกงานภายใต้โครงการซิตี้-ครูไทยพอเพียง


ในยุคสมัยนี้มีสิ่งดึงดูดใจมากมายที่สามารถดูดเงินในกระเป๋าของคุณครู ให้พวกเขาต้องควักเงินในกระเป๋าจ่ายออกไปในทันทีทันใดที่รู้สึกว่า “อยากได้” ไปซะทุกที ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า อาหาร  รองเท้า กระเป๋า และอีกมากมาย โดยสินค้าพวกนี้ก็ต้องมีพรีเซนเตอร์เป็นดาราดังๆที่กำลังอยู่ในกระแสฮอตฮิต ณ ขณะนั้นๆ เปรียบเสมือนเป็นกับดักโฆษณาอันล่อตาล่อใจแก่ผู้ที่ “อยากได้” และ “อยากมี” ดังกับต้องมนต์สะกด ทำให้เกิดอาการอดใจไม่ไหว ต้องรีบควักเงินในกระเป๋าไปซื้อสินค้าเหล่านั้นมาครอบครองเป็นของตนเองให้จงได้

คุณครูส่วนใหญ่มักจะจับจ่ายใช้สอยโดยใช้เงินในอนาคต หน้าตาเงินในอนาคตหน่ะเหรอ? รูปร่างสี่เหลี่ยม ลักษณะแข็ง เวลาใช้จ่ายจะมีเสียง รูดปรื๊ดๆ เรารู้จักกันดีในชื่อบัตรเครดิต เหตุผลหนึ่งที่ทำให้บัตรเครดิตเป็นที่นิยม เนื่องจากเงินเดือนไม่เคยจะเหลือพอจนถึงสิ้นเดือน ไหนจะค่าใช้จ่ายส่วนตัว ไหนจะภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว ไหนจะต้องเข้าสังคมกับเพื่อนรวมงานอีกหล่ะ ดังนั้น จึงต้องหาแหล่งเงินสำรองเพื่อนำมาใช้จ่ายให้เพียงพอต่อรายจ่ายอันยาวเหยียด อีกทั้ง สถาบันการเงินต่างๆ ก็ขยันออกโปรโมชั่น พร้อมของแถมมากมาย การสมัครก็แสนง่ายดาย แค่เซ็นกริกเดียว ก็ได้บัตรมาอยู่ในมือซะแล้ว

หากพูดถึงเวลาใช้จ่าย ยิ่งไม่ได้ถือเงินสดในมือ ถือเพียงบัตรแข็งๆ หนึ่งใบ แต่สามารถซื้อทุกสิ่งที่ต้องการได้ชั่วพริบตา โดยรูดปรื๊ดๆ อ๋อ... บัตรเครดิตนำมาซึ่งความสะดวกสบายแบบนี้นี่เอง ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงอนาคตที่ต้องชำระเงินจริงๆ สนใจเพียงแต่ความเพลิดเพลินในการใช้จ่าย ก็ยิ่งทำให้เรามองไม่เห็นคุณค่าของเงินอย่างแท้จริง เมื่อเวลาที่สถาบันการเงินเรียกเก็บเงินจากบัตรเครดิตมาถึงเท่านั้นแหละ หลายคนถึงกับหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม คำถามต่างๆ นานาแย่งกันผุดขึ้นมาในหัว เช่น นี่เราใช้เงินซื้ออะไรเยอะแยะเนี่ย สิ่งของที่เราซื้อก็ไม่ได้สลักสำคัญขนาดนั้นสักหน่อย แล้วถ้าไม่มีเงินจ่ายบัตรเครดิตจะทำอย่างไร บางคนถึงกับต้องไปกู้เงินจากแหล่งอื่นเพื่อมาชำระหนี้บัตรเครดิต และพอถึงเดือนถัดไป เหตุการณ์แบบเดียวกันนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกซ้ำๆ วนเวียนไปเรื่อยๆ จนไม่รู้ตัวว่า.. เราจะปลดหนี้ได้เมื่อไหร่

นอกจากนี้ อันตรายจากบัตรเครดิตที่ทำให้หลายคนหลงใหล บางครั้งถึงกับสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนๆ นั้นได้เลย ตัวอย่างเช่น ก่อให้เกิดความอยากได้ที่ไม่มีขีดจำกัด ความต้องการที่จะยกระดับตัวเองจากการซื้อสินค้าราคาแพงๆ ความรู้เท่าไม่ถึงการของการไม่ยั้งคิดในการใช้จ่าย เป็นต้น

ดังนั้น ก่อนที่จะใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตแต่ละครั้ง ต้องพึงระลึกอยู่เสมอว่า จริงๆ แล้ว การใช้บัตรเครดิต ก็เปรียบเสมือนเราเป็นหนี้กับสถาบันการเงินเข้าให้แล้ว เราจึงต้องมีสติมากกว่าเดิมทุกครั้งที่เราจะใช้จ่าย และถามตนเองเสมอว่า ในการใช้จ่ายเงินมากมายขนาดนี้ ลึกๆ แล้ว เราเพียงต้องการการยอมรับจากคนรอบข้างหรือเปล่า หรือเราจำเป็นจริงๆ ที่จะต้องซื้อสิ่งของเหล่านั้น หากไตร่ตรองแล้วพบว่า “ยิ่งใช้ ยิ่งจน” เราควรหยุดตัวเอง เพื่อไม่ให้เงินในกระเป๋าเราลดลง หรือไม่ต้องไปเป็นลูกหนี้ใครมากกว่าเก่า

วิธีการง่ายๆ ที่สามารถป้องกันการเป็นหนี้จากบัตรเครดิตได้ก็คือ การเปลี่ยนวิธีการจับจ่ายใช้สอย โดยเปลี่ยนมาซื้อสินค้าด้วยเงินสดแทนจะดีกว่า เพราะเราจะรู้ถึงจำนวนเงินที่แท้จริงได้เลยว่า.. เรามีเงินในกระเป๋าเท่าไหร่ เราสามารถใช้จ่ายได้เท่าไหร่ และเป็นการบังคับให้เราไม่ใช้เงินเกินตัวอีกด้วย หากคุณลองนำวิธีคิดเหล่านี้ไปปฏิบัติในการดำเนินชีวิต คุณอาจมีเงินเพียงพอต่อการใช้จ่าย และอาจมีมากพอสำหรับการเก็บเงินก้อนโตที่คุณไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะออมได้ สุดท้าย คุณอาจจะไม่ต้องพึ่งพาการนำเงินในอนาคตมาใช้จ่ายอีกเลยก็เป็นได้

Monday, June 10, 2013

พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ....เคล็ด(ไม่)ลับ เพิ่มเงินออมในกระเป๋าสตางค์



พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ....เคล็ด(ไม่)ลับ เพิ่มเงินออมในกระเป๋าสตางค์

เขียนโดย สุวิภา ฉลาดคิด ผู้ช่วยที่ปรึกษา โปรแกรมการพัฒนาเศรษฐกิจ ธุรกิจ 
และผู้ประกอบการ

พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการออมเงิน หลายคนมักจะประสบกับปัญหาการเก็บเงินไม่อยู่ เงินมักจะชอบทยอยบินลอยออกจากกระเป๋าเราเสียจริงๆ ดังนั้น เราจึงมีเคล็ดลับ แต่ไม่ลับอีกต่อไป เพราะจะมาเปิดเผยเทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยอุดรูรั่วของกระเป๋าสตางค์ และยังช่วยเพิ่มเงินออมในกระเป๋าเราอีกด้วย

     การมีสติในการใช้จ่าย ทุกครั้งที่เงินกำลังจะบินออกจากกระเป๋าสตางค์เรา เราต้องนับ 1-10 ในใจ และถามตัวเองก่อนเสมอว่า.. ของที่จะซื้อจำเป็นสำหรับเราจริงๆ หรือเปล่า ถ้าเราไม่ซื้อ เราสามารถนำเงินไปทำอะไรอย่างอื่นที่มีประโยชน์ได้มากกว่าการซื้อของสิ่งนี้หรือไม่ วิธีการถามตัวเองนี้ จริงๆ แล้วเป็นการทบทวนความคิด เพื่อก่อให้เกิดการไตร่ตรองก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต จะต้องคิดทบทวนหลายตลบสักหน่อย เนื่องจากเรากำลังใช้เงินในอนาคตของเราอยู่นั่นเอง วิธีการที่ดีที่สุด คือ ควรเก็บเงินทีละเล็กทีละน้อยจนสามารถนำไปซื้อของสิ่งนั้นได้ และจะได้ไม่เป็นการสร้างนิสัยการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย หากใช้บัตรเครดิตโดยไม่ระวัดระวังแล้ว จะมีโอกาสสูงที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามรอบระยะเวลาที่สถาบันการเงินเรียกเก็บ

การทำบัญชีรายรับรายจ่าย หากเราไม่รู้ว่า กระเป๋าสตางค์เรามีรูรั่วตรงไหน แล้วเราจะอุดรูรั่วได้อย่างไรเล่า ดังนั้น เราต้องหารูรั่วของกระเป๋าสตางค์เราให้เจอก่อนเป็นอันดับแรก โดยวิธีการที่แสนง่าย นั่นก็คือ การจดบันทึกบัญชีรายรับรายจ่าย จด จด จด และก็จดให้ละเอียดว่าในแต่ละวัน เรามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เพื่อคอยสังเกตุพฤติกรรมการบริโภคของเรา จากนั้นนำมาสรุปผลและวิเคราะห์ เป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือนตามแต่ความสะดวก แล้วเราก็จะเห็นว่า เราสามารถลดค่าใช้จ่ายใดลงได้บ้าง ทีนี้หล่ะ เงินของเราก็จะไม่บินหายไปในสิ่งที่ไม่จำเป็น อยู่ดีๆ เงินก็สามารถเพิ่มขึ้นมาในกระเป๋าสตางค์เราได้ซะอย่างนั้น

การมีวินัย สาเหตุหลักที่คนส่วนใหญ่มักจะไม่สามารถเก็บเงินออมได้ เนื่องจากขาดวินัยในการออมนั่นเอง เรามักจะให้เงินบินออกจากกระเป๋าสตางค์แบบง่ายเกินไป เรียกว่า ใช้จ่ายเงินที่ได้มาแบบไม่คิดถึงวันข้างหน้า มีเท่าไหร่ก็ใช้ไปเรื่อยๆ เงินหมดก็กู้ ดังนั้น เราจึงต้องสร้างวินัยขึ้นมา โดยการบังคับให้ตัวเองต้องออมเงิน ประมาณ 10% ของรายได้ แต่ละเดือนหรือทุกครั้งที่มีรายได้เข้ามา เราต้องหักไว้ก่อน 10% เพื่อกันไว้เป็นเงินออม ต้องทำแบบนี้เป็นประจำและสม่ำเสมอ ทำจนติดเป็นนิสัย ซึ่งเหลือส่วนที่เหลืออีก 90% นั้น จึงนำมาใช้จ่ายได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าเดือนนี้คุณได้รับเงินเดือน 10,000 บาทให้คุณ(รีบ)หักไว้เป็นเงินออมเลยทันที 1,000 บาท วิธีนี้จะทำให้เรามีเงินออมไว้ในกระเป๋าเราอย่างแน่นอน ฉะนั้น ต้องหมั่นเตือนสติตนเองไว้เสมอว่า หากมีวินัยในการออมเงินได้เร็วเท่าไร ก็สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้เร็วเท่านั้น

การสำรองเงินเผื่อฉุกเฉิน หากเราผ่านด่านการมีวินัยในการออมเงินมาได้แล้ว เราต้องคำนึงถึงเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ที่สามารถเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้น เราต้องเตรียมความพร้อมสำหรับช่วงเวลาที่ต้องการใช้เงินแบบกะทันหันไว้ด้วย ซึ่งเงินก้อนนี้ควรจะเป็นเงินหลังจากส่วนที่หักเงินออมไว้แล้ว 10% และก่อนนำไปใช้จ่ายอื่นๆ ทั้งนี้ ควรมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินอย่างน้อยที่สุดเท่ากับค่าใช้จ่ายต่อเดือนรวมกัน 3-6 เดือน ซึ่งควรเก็บไว้ในรูปแบบที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด และมีสภาพคล่องสูงเพื่อสามารถเบิกออกมาใช้ได้ยามที่เราต้องการ เช่น บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือกองทุนรวมตลาดเงินที่สามารถไถ่ถอนได้ทุกวันทำการ

ผู้เขียนมีความเชื่อมั่นว่า หากคุณลองนำเคล็ดไม่ลับเหล่านี้ไปลองปฏิบัติดู เงินในกระเป๋าสตางค์ของคุณจะต้องเพิ่มพูนขึ้นมาจนทำให้คุณประหลาดใจทีเดียวหล่ะ


พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ....“เงิน เงิน เงิน ของสาววัยทีน”






“เงิน เงิน เงิน ของสาววัยทีน”




เขียนโดย น.ส. ศรีไพร ศรีพนมวรรณ
นักศึกษาฝึกงานภายใต้โครงการซิตี้-ครูไทยพอเพียง 



เด็กผู้หญิงเมื่อเริ่มโตเป็นสาววัยทีน ย่อมต้องรักความสวยความงามเป็นชีวิตจิตใจเป็นเรื่องธรรมดา  นอกจากจะเป็นไปตามวัยแล้ว เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะสาวๆ สามารถนำความสดใสและน่ารักมาต่อยอด เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ตนเอง โดยผ่านงานถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา หรือเป็นสาวพริ้ตตี้ตามงานแสดงสินค้าต่างๆ  ซึ่งเด็กสาววัยทีนนี้ล้วนมีความเป็นเอกลักษณ์และมีเสน่ห์ดึงดูด หากแต่ในบางครั้งมีการใช้จ่ายมากเกินไปกับสิ่งของที่ไม่จำเป็นต่างๆ
 
  •          ใช้เงินแบบไม่รู้จักคุณค่าของเงิน
เด็กสาววัยทีนมักจะชอบไปช้อปปิ้ง เลือกซื้อเสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ นาฬิกา รองเท้า ยี่ห้อ            แบรนด์เนมตามแฟชั่น หรือไปดูภาพยนตร์เรื่องดังกับเพื่อนๆ จนลืมคิดไปว่า.. เงินที่กำลังใช้จ่ายไปนั้นได้มาจากรายได้ของผู้ปกครองที่ส่งมาให้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน  โดยไม่คำนึงถึงผู้ปกครองเลยว่า ท่านจะต้องทำงานหนักมากแค่ไหนที่ต้องหาเงินมาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกซึ่งไม่มีที่สิ้นสุด สำหรับลูกๆ เองนั้น ก็ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำไปว่า ตนเองกำลังเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองมากขึ้นไปอีก
 
  •         วัยทีนก็อินเทรนด์แบบประหยัดได้
เทคนิคง่ายๆ ที่จะทำให้สาวๆ วัยทีน มีเงินเก็บออมมากขึ้น สามารถทำได้โดย:
 
1. ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง เช่น ค่าตั๋วภาพยนตร์ ค่าทำผม ค่าทำเล็บ ค่าขนม ค่าเครื่อง    สำอางค์ ค่าหนังสือการ์ตูน ค่าโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด เป็นต้น ทั้งนี้ ตัวผู้เขียนเองก็เป็นเด็กสาววัยทีนคนหนึ่ง ปัจจุบันอาศัยอยู่หอพักใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัย จึงขอฝากเทคนิคส่วนตั๊วส่วนตัวในการลดค่าใช้จ่าย ดังนี้:

     -ลดมื้ออาหารพิเศษตามห้างสรรพสินค้าลง หันมาทานอาหารที่มีคุณภาพแต่ราคาประหยัดแทน เช่น ร้านอาหารตามสั่ง หรือการซื้ออาหารมาทำทานเองที่หอพัก ประหยัดได้อาทิตย์ละ 200 บาท
 
     -ลดการดื่มน้ำอัดลมระหว่างมื้ออาหาร จากเดิมต้องทานน้ำอัดลมแทนน้ำเปล่าทุกมื้ออาหาร แต่ปัจจุบันจะแทนเฉพาะบางวันที่ร้อนและเหนื่อยมากจริงๆ ทำให้ประหยัดไปได้อาทิตย์ละ 70 บาท
 
    -ลดกิจกรรมในการสังสรรค์กับเพื่อนๆ ในยามว่าง เช่น การดูภาพยนตร์ และปาร์ตี้กับหมู่แก็งค์ ทำให้ประหยัดไปได้ถึงอาทิตย์ละ 300 บาท
 
    -ลดการช้อปปิ้งซื้อกระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอางค์ลง โดยจะรอให้หมดหรือพังจริงๆ ก่อนค่อยซื้อ พอกันทีสำหรับการตามกระแสแฟชั่น เปลืองเงินโดยใช่เหตุ ทำให้มีเงินออมมากขึ้นอีก 300 บาทต่ออาทิตย์
 
    -ลดการซักผ้าที่ใช้เครื่องซักทุกอาทิตย์ หันมาซักด้วยตนเองเพื่อที่จะลดค่าใช้จ่ายลงไปอีกประมาณ 100 บาทต่ออาทิตย์
 
    -นั่งรถเมล์ไปเรียน จากเดิมเคยนั่งรถแอร์ราคา 12 บาทตลอดสาย ไม่เคยนั่งรถพัดลมเลย จึงเปลี่ยนใหม่โดยนั่งรถแอร์ 2 วัน รถพัดลมอีก 3 วัน ทำให้มีเงินเหลือหยอดกระปุกอีกวันละ 8 บาท หรือ 40 บาทต่ออาทิตย์

2.  เพิ่มรายได้ สาววัยทีน ย่อมมีเวลาว่างหลังเลิกเรียน หรือปิดเทอมค่อนข้างมาก ดังนั้น ทำไมเราจึงไม่ลองหางานพิเศษทำเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับตนเองกันล่ะ เทคนิคการเพิ่มรายได้เริ่มจาก:
 
     -ค้นหาว่าตนเองชอบทำอะไร หรือมีความถนัดพิเศษในเรื่องใด แล้วจึงรับจ้างทำงานพิเศษเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ เช่น พิมพ์ดีดเร็ว จึงรับจ้างพิมพ์รายงานจากเพื่อนหรืออาจารย์ ร้องเพลงเพราะ จึงไปรับจ้างร้องเพลงตามร้านอาหาร วาดรูปหรือถ่ายรูปเก่ง ก็รับงานวาดรูป หรือถ่ายรูป ตามแต่ความถนัดของตนได้
 
     -หากยังค้นหาตนเองไม่เจอ ว่าตนเองถนัดอะไร ชอบงานประเภทไหน ก็สามารถหางานพิเศษตามร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ หรือห้างสรรพสินค้า ตามตำแหน่งที่เค้าเปิดรับสมัครนักศึกษาทำงาน Part-time เช่น พนักงานเสิร์ฟ พนักงานขายตั๋วภาพยนตร์ พนักงานผู้ช่วยตามห้างสรรพสินค้า  เป็นต้น สำหรับตัวผู้เขียนเองนั้นจัดอยู่ในข้อนี้ กล่าวคือ ไม่มีเรื่องใดที่ถนัดเป็นพิเศษ จึงต้องทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านเนื้อย่างเกาหลีใกล้มหาวิทยาลัย ได้ค่าตอบแทนวันละ 150 บาท โดยเริ่มงานเวลาประมาณ 18.00 น. เลิกงานประมาณ 22.30 น. ของทุกวัน ทำให้มีเงินออมเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วประมาณเดือนละ 3,800 บาทต่อเดือน


เทคนิคของผู้เขียนเกี่ยวกับการลดค่าใช้จ่ายและการเพิ่มรายได้ตามข้างต้นนั้น สามารถทำให้มีเงินออมมากขึ้นไม่ต่ำกว่า 5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของผู้เขียนว่า.. จะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนของตนเองให้ได้เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ได้อีกทางหนึ่ง สุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอฝากแง่คิดทิ้งท้ายเอาไว้ว่า  สาววัยทีนควรใช้ สติมากกว่าใช้ สตางค์ในการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งการฝึกนิสัยยับยั้งชั่งใจในการไม่ซื้อของตามใจชอบของตัวเองให้ได้มากขึ้นเท่าใด ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในกระเป๋าได้มากขึ้นเท่านั้น  และย่อมมีโอกาสที่จะสามารถเก็บเงินออมได้สักก้อนเพื่อเอาไว้ใช้จ่ายในอนาคตได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย



Wednesday, May 15, 2013

Kenan Institute President Piyabutr Cholvijarn on the need to improve education in Thailand

 
Piyabutr Cholvijarn is the President of the Kenan Institute and the former Vice-Minister of Education of Thailand. He spoke with The Prospect Group about the need to improve Thailand’s education system, the economic impact of AEC liberalization measures in 2015, and how the Kenan Institute is working on development and sustainability in Thailand.

Please follow this link to see the video clip: http://www.theprospectgroup.com/executivefocus/profile/kenan-institute-president-piyabutr-cholvijarn-on-the-need-to-improve-education-in-thailand/81310/

In what ways is the Thai Government investing in education?

CHOLVIJARN: The Thai government invests a lot of money in education. Thailand’s investment in education is around the Organisation for Economic Co-Operation and Development (OECD) average. It is roughly about THB400bn ($13.6bn) annually. 80% of this goes to salary, and 20% is allocated towards improving teaching, learning, and professional development. We believe that 20% is not enough.

How have the demands on the education sector changed in recent years?

CHOLVIJARN: We are moving towards the AEC in 2015. In Thailand, there is a high demand for skilled labor. There is currently a shortage of both quantity and quality. As AEC 2015 nears, there will be even a higher demand for accountants, business management, engineers and medical professionals. Many foreign businesses will be relocating or establishing new ventures. There is great pressure on the education system to produce qualified personnel to fill these roles.

What needs to be done to improve education as a whole, in primary, secondary, and tertiary levels?

CHOLVIJARN: Thailand has invested a great amount of money in education, but the results have not lived up to the expectations. This is disappointing. Our ranking in education in the IMD is lower every year and so in Program for International Student Assessment (PISA) and Trends in International Mathematics and Science Study (TIMMS), which concentrates on math, science, and language skills. Our English rankings, namely TOEFL, in ASEAN are not very good either. This is alarming. Funding is not the problem. We must make upgrades in teaching and learning in classroom. This involves the curriculum, the teaching techniques and methodology, and the professional development of teachers. The teachers are not fulfilling these needs with AEC 2015 approaching. We initiated reform 12 years ago. This reform has not worked. This is because we have been ignoring reforms regarding the professional development of teachers. The focus has been on hardware. We have just distributed tablets to students. However, improvement is not solely based on technology. It is based on the content and teaching and learning methods and today we have so much information available. The teachers cannot lead things like inquired-based learning, researched-based learning, and project-based learning where students can learn to do by themselves once they understand the basics. The teachers have to push them to learn. Thus, professional development of teachers is the key to successful educating and learning of students.

To what extent are schools accountable for their performance? Do you see the possibility of a meritocracy based on this performance?

CHOLVIJARN: You must find a way to measure how well students are taught and how much they learn in classes. National tests do not bring out those knowledge and skills of students. If you still have many student absentees, it is a good indication you are not motivating the students. If students find classes boring, and not fruitful enough, it is the fault of the teachers. You must be able to excite them to come to school and learn. And we do not have a measurement system that evaluates student performance and solve the problems of the students left behind.

What is the Kenan Institute involved in here in Thailand?

CHOLVIJARN: Kenan was established 17 year ago by our former Prime Minister Khun Anand Panyarachun, who perceived that Thailand needed sustainable development. We have had over 800 projects amounting to over $44m during that period. We have been given grants by the United States Agency for International Development (USAID), the UN, the Asian Development Bank (ADB), and multinational corporations such as Chevron, MSD (Thailand), Microsoft (Thailand), Citi Corporation, the Rockefeller Foundation, Boeing, and others. We have also been given grants by our governments, as well as by the private sector. We have about 33 projects annually, amounting to THB140m ($5m), and we are continuing to grow. We are now concentrating on four areas. The first is innovative education in science and math. Second, we are concentrating on public health, fighting against malaria, H1N1, and Bird Flu. Third, we have Business and Economic Development programs to help strengthen SMEs. We help them with planning for disasters, risk, and unforeseen circumstances, namely, business continuity plans for SMEs. And fourth, we are also having projects on CSR management processes. These are the four pillars that we are working on. There have been other projects in the past, such as, logistics and industrial clusters. We are networking with the University of North Carolina, Columbia University, and Michigan State University, as well as universities from Germany. They provide experts for certain projects where we are lacking. We have the vision to become the world class not-for–profit consultant organization promoting sustainable development for Thailand, as well as Cambodia, Laos, Myanmar, and Vietnam. Currently, we have offices in Laos and Vietnam. We are working on various projects in the neighbouring economies. We hope to also have an office in Myanmar very soon. We are doing two projects in Myanmar already, and we are hoping for more.

What new initiatives is Kenan Institute focused on?

CHOLVIJARN: We want to do more to help. We are a not-for-profit organization. Our purpose is to help Thailand and our neighboring countries to attain lasting economic and social development and sustainability as they grow. Even in times of growth, there are economic cycles that go up and down. We want to alleviate these fluctuations, and help increase resilience during down times. We want to help strengthen their base.

What is your future outlook for Thailand?

CHOLVIJARN: Thailand is resilient despite the internal conflicts. Thailand has recently been an export-led growth and relatively stable economy. Therefore, Thailand needs to grow in other areas such as investment and consumption. We cannot grow on only one engine. We need three or four engines so that our economy can be sustainable. With that strong base, any time there is a crisis, such as the EU crisis, America’s sub-prime crisis, and even the Thai flooding in 2011, we are able to bounce back. Thailand has a strong and diversified economic base and uniform society, but that requires huge investment to continue to keep this base strong. We must be resilient to all crises. Every government realizes that we are facing many external and internal challenges. Political division is a concern to everyone. This division needs to be eliminated. We do not want too many coloured shirts. We want to have only one colour in Thailand. There are other areas of concern; health and an aging society that need more attention, and widespread corruption that needs to be eliminated.

Tuesday, April 30, 2013

พูดถึงเรื่อง เงินๆ ทองๆ-สู่อิสรภาพทางการเงิน


      อิสรภาพทางการเงินคืออะไร คำนี้คุณครูหลายๆ ท่านคงเคยได้ยิน แต่ยังไม่คุ้นเคยนัก อิสรภาพทางการเงิน หมายถึง สถานะความมั่งคั่งของบุคคลนั้น ที่สามารถมีรายได้เลี้ยงชีวิตโดยไม่จำเป็นต้องทำงาน สำหรับบุคคลที่บรรลุอิสรภาพทางการเงินนั้น สินทรัพย์จะสร้างรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย ตัวอย่างเช่น ถ้าบุคคลนั้นมีค่าใช้จ่ายรายเดือน 30,000 บาท เขาได้รับเงินปันผลจากหุ้น  บ้าน หรือคอนโดที่ให้เช่า หรือได้รับรายได้จากสินทรัพย์ที่สร้างรายได้อื่นๆ รวมแล้ว 40,000 บาทต่อเดือน ภายใต้สถานการณ์นี้กล่าวได้ว่า บุคคลนี้บรรลุอิสรภาพทางการเงิน ทั้งนี้ การบรรลุอิสรภาพทางการเงินไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุหรือเงินที่หามาได้  หากเพียงสามารถมีสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ครอบคลุมค่าใช้จ่าย ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ดังนั้นการบรรลุอิสรภาพทางการเงินจึงขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละบุคคล

          อ่านถึงตรงนี้ คุณครูหลายๆ ท่าน คงเริ่มอยากจะบรรลุอิสรภาพทางการเงินบ้างแล้ว แต่สำหรับคุณครูบางท่านที่ ณ ตอนนี้ยังมีภาระหนี้สินอยู่อาจคิดว่า แล้วจะบรรลุอิสรภาพทางการเงินได้อย่างไร ช่างเป็นเป้าหมายที่ไกลเกินฝันเหลือเกิน ในความเป็นจริงแล้ว เป้าหมายในการมีอิสรภาพทางเงินนี้ ทางผู้เขียนขอยืนยันว่าเป็นเป้าหมายที่สามารถบรรลุได้ และจะบรรลุได้ง่ายยิ่งขึ้น หากเริ่มมีการวางแผนทางการเงินตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตการทำงาน ซึ่งคุณครูที่เข้าร่วมอบรมในโครงการ “ครูไทย พอเพียง” กับทางสถาบันคีนันแห่งเอเซีย (สถาบันฯ) ย่อมได้รับความรู้เรื่องการบริหารการเงินมาบ้างไม่มากก็น้อย

          หนึ่งในเรื่องการวางแผนทางการเงินที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ หรือเรียกได้ว่า มาเป็นอับดับหนึ่งเลยก็คือ การบริหารหนี้สินอย่างมืออาชีพ ในกรณีที่เรามีหนี้สินมากเกินความสามารถที่จะจ่าย เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการบริหารหนี้อย่างมืออาชีพ ซึ่งมีหลักดังนี้

1.       การย้ายหนี้ไปยังสถาบันการเงินที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า เช่น การที่คุณผ่อนบ้าน ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ 7 % ต่อปี คุณอาจรีไฟแนนซ์ไปยังสถาบันการเงินที่ให้ดอกเบี้ยต่ำกว่า โดยเข้าไปขอสินเชื่อในงาน Money Expo ที่มักจะมีโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ เสนอให้กับผู้กู้ หรือ การโอนหนี้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงเกินที่กฎหมายกำหนด โดยใช้สินเชื่อจากบัตรเครดิตที่ให้ดอกเบี้ยต่ำกว่าแทน

2.       การรวมหนี้ไว้เพียงที่เดียว หลายๆ คน พอเปิดกระเป๋าเงินดูพบว่ามีบัตรเครดิตหลายใบ และมีการนำสินเชื่อจากบัตรเครดิตใบใหม่ไปจ่ายขั้นต่ำในบัตรเครดิตใบเก่า นำบัตรเครดิตใบหนึ่งไปจ่ายอีกใบหนึ่ง จึงทำให้วนเวียนอยู่ในวงจรหนี้ของบัตรเครดิต หากคุณตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ คงต้องหาทางเคลียร์หนี้สินโดยใช้วิธีรวบรวมหนี้จากบัตรเครดิตหลายๆ ใบ รวมไว้ที่บัตรใบเดียว จากนั้นก็ต่อรองระยะผ่อนชำระคืนให้ยาวขึ้น โดยยอดชำระต้องต่ำกว่ายอดชำระขั้นต่ำเดิม แล้วให้หักบัตรเครดิตที่เหลือทั้งหมด ให้เหลือบัตรเครดิตเพียงใบเดียวไว้ใช้ และในระหว่างนี้ คงต้องหยุดก่อหนี้ใหม่ รวมทั้งลดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตให้น้อยที่สุดอีกด้วย

3.       หากคุณมีหนี้อยู่ หน้าที่หลักที่พึงระลึกเสมอ คือ ผ่อนจ่ายให้มากที่สุด เพื่อลดเงินต้น เพราะดอกเบี้ยทำงานทุกวัน ไม่หยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือ แม้แต่เวลาที่คุณกำลังนอนหลับ

          อ่านมาถึงตรงนี้ คุณครูอย่าเพิ่งเครียดครับ ลองนำวิธีการบริหารหนี้แบบต่างๆ ไปปฏิบัติดู หากพบปัญหาหรือมีข้อสงสัยในเรื่องการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคล ทางทีมที่ปรึกษาทางการเงินของสถาบันคีนันแห่งเอเซียยินดีให้คำปรึกษา โดยสามารถติดต่อกับเราได้ที่อีเมล์ fas@kiasia.org
 
          ทั้งนี้ เพื่อสร้างให้เกิดความรู้และความเข้าใจในเรื่องการบริหารจัดการทางการเงินมากยิ่งขึ้น ทางสถาบันฯ จะมีการเผยแพร่ความรู้ในเรื่องการวางแผนการเงินส่วนบุคคลผ่านทาง Blog ของสถาบันฯ ซึ่งใน Blog ต่อไป จะนำเสนอเรื่อง การออมเงิน ซึ่งเป็นหนึ่งในการวางแผนทางเงินที่สำคัญมาก ดังนั้น โปรดติดตามกันนะครับ