Tuesday, January 1, 2013

พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ...อะไรเอ่ย.....ยิ่งจด ยิ่งรวย

อะไรเอ่ย.....ยิ่งจด ยิ่งรวย


โดยณัฏฐนี สถิตยาธิวัฒน์ที่ปรึกษา โปรแกรมการพัฒนาเศรษฐกิจ ธุรกิจ และผู้ประกอบการ และที่ปรึกษาโครงการผู้หญิงฉลาดออม ฉลาดใช้



อะไรเอ่ย.....ยิ่งจด ยิ่งรวย

หลายท่านอาจจะร้อง ยี้!!!! เมื่อได้ยินคำตอบว่า “บัญชีรายรับ-รายจ่าย” ในขณะที่คนส่วนใหญ่บอกว่าไม่เห็นจำเป็น เพราะไม่ได้ใช้อะไรสุรุ่ยสุร่าย บางท่านบอกว่า มีเงินน้อย ใช้น้อยไม่ต้องจดหรอก บางท่านก็เคยทำแล้ว แต่จดได้อยู่ไม่กี่วันก็เลิกเพราะลืมบ้าง ขี้เกียจบ้าง ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่า บัญชีรายรับ-รายจ่าย ช่วยเปลี่ยนชีวิตคนมานัก ต่อนักแล้ว

หนึ่งในนั้น คือ คุณวิบูลย์ พึงประเสริฐ ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และเป็นผู้ตอบกระทู้ “ตะแกรงร่อนหุ้น” ที่ได้รับความนิยมสูงสุดวงการตลาดหุ้นไทย มีผู้อ่านมากกว่า 1 ล้านครั้ง คุณวิบูลย์ได้กล่าวได้ในหนังสือตะแกรงร่อนหุ้นว่า “ขาดทุนจากการลงทุน เลยเอาเงินไปสร้างบ้านหลังโตจนหมดเนี้อหมดตัว แถมเป็นหนี้อีกเป็นล้าน ต้องแบกหน้าไปยืมเงินคนอื่น ทั้งหนี้บัตรเครดิตการ์ดที่ใช้รูดของแต่งบ้าน หนี้เงินกู้ที่ต้องจ่ายทุกเดือน ชีวิตช่างลำบาก อยู่บ้านหลังโตแต่ไม่มีความมั่นคงในชีวิตเลย กลัวไม่มีเงินมาจ่ายหนี้ กลัวตกงาน กลัวไปหมด”

คุณวิบูลย์จึงบอกกับตัวเองว่า “เป็นอย่างนี้ไม่ได้แล้ว เราขาดความรู้ทางการเงินเป็นอย่างมาก ถ้าเราไม่มีความรู้เรื่องการเงินสำหรับชีวิตประจำวัน ชีวิตเราลำบากแน่” จึงเริ่มซื้อหนังสือ และทดลองทำด้วยตัวเองในเรื่อง Personal Financial Planner คุณวิบูลย์เริ่มจดรายการค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ตั้งงบประมาณของตัวเองและครอบครัว ตัดรายการที่ไม่จำเป็นออก เก็บหอมรอบริบ จนเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งหลายแสนบาท ดีใจมากสำหรับคนที่กำลังจะล้มละลาย”

จะเห็นได้ว่า คนที่มีฐานะทางการเงินที่มั่นคงนั้นมีการวางแผนทางการเงินของเขาเป็นอย่างดีมาตั้งแต่ช่วงสร้างเนื้อสร้างตัว การที่จะมีแผนการเงินที่ดีได้ เราต้องรู้จักตัวเองให้ดีพอ เข้าใจเงินในกระเป๋าสตางค์ของเราว่าเข้าและออกอย่างไร ตอนไหน และสิ่งที่จะช่วยทำให้เรารู้จักตัวเองดีขึ้น และรู้ทันเท่าเงินในกระเป๋าของเรา ก็คือ “บัญชีรายรับ-รายจ่าย” นั่นเอง เพราะการจดบันทึกออกมาเป็นตัวเลข ทำให้เราเห็นสัจจะธรรมว่าเรามีพฤติกรรมการใช้เงินอย่างไร ที่เข้าใจว่าเราใช้เงินอย่างประหยัดอยู่แล้ว เป็นคำพูดเพื่อปลอบใจตัวเอง หรือเราใช้เงินเป็นจริงๆ

พูดถึงบัญชีรายรับ-รายจ่าย อย่าไปคิดถึงตัวเลขหรือตารางที่ยุ่งยากซับซ้อน จริงๆ แล้วการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายไม่ได้มีความยากลำบากอะไร จะลองทำสมุดบันทึกบัญชีแบบง่ายๆ เหมือนของแม่ค้าในตลาดสด จะซื้อสมุดบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่มีตารางให้เสร็จ หรือจะใช้โปรแกรม excel ทำก็ได้ แล้วแต่ความชอบและความถนัด

ช่วงเริ่มทำแรกๆ จะรู้สึกเห่อ ผ่านไปซัก 1 อาทิตย์ อย่าปล่อยให้ความขี้เกียจเข้าแทรก คาถาปัดเป่าความขี้เกียจคือ “ยิ่งจด ยิ่งรวย” แล้วกัดฟันจดต่อไป แล้วตัวเลขจากการสรุปรายรับ และรายจ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนจะทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนว่า เราเป็นนักช๊อป หรือนักออม แล้วเราจะได้วางแผนงบประมาณค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้มีเงินออมในเดือนถัดไป หรือวางแผนการเงินอย่างไรให้รวยยิ่งขึ้นในระยะยาว (ซึ่งท่านอาจศึกษาเพิ่มเติมได้จากเว๊ปไซด์ หรือหนังสือการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคล)
จะเห็นได้ว่า บัญชีรายรับ-รายจ่าย เป็นพื้นฐานที่สำคัญของการวางแผนทางการเงิน จากการสังเกตพบว่า คนที่กำลังจะรวยหรือคนที่รวยแล้วทำรายรับ-รายจ่ายกันทุกคน ดังนั้นมือใหม่ หัดรวยอย่างเรา คงจะต้องจดบัญชีตั้งแต่วันนี้แล้ว เพราะถ้ารอเริ่มจดพรุ่งนี้ จะรวยช้าไปอีก 1 วัน...... “ยิ่งจด ยิ่งรวย” “ยิ่งจด ยิ่งรวย” “ยิ่งจด ยิ่งรวย” โอมเพี้ยง......

*หมายเหตุ  หากท่านใดอยากจะได้สมุดบัญชีรายรับ-รายจ่ายแบบฟรีๆ ที่ทางสถาบันคีนันแห่งเอเซียและมูลนิธิซิตี้แบงก์จัดทำขึ้น  สามารถติดต่อขอรับได้ที่ สถาบันคีนันแห่งเอเซีย (โครงการผู้หญิง ฉลาดออม ฉลาดใช้ และโครงการครูไทย พอเพียง)  ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 60 ถนนรัชดาภิเษก แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กทม. 10110 โทรศัพท์ 02-229-3131 ต่อ 275)

พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ....เงินเฟ้อ กับ ข้าวไข่เจียว ตอน 2




โดยณัฏฐนี สถิตยาธิวัฒน์
ที่ปรึกษา โปรแกรมการพัฒนาเศรษฐกิจ ธุรกิจ และผู้ประกอบการ และ
ที่ปรึกษาโครงการผู้หญิงฉลาดออม ฉลาดใช้

เงินเฟ้อ กับ ข้าวไข่เจียว ตอน 2


เหตุเกิดระหว่างพักถ่ายกองเพื่อทานอาหารกลางวันของละครเรื่องสอง

ญาญ่า:  ณเดช ว่ามั้ยจ๊ะ ช่วยอธิบายเรื่องข้างไข่เจียวให้ฟังต่อหน่อยซิ เป็นกังวลอ่ะว่าเราจะมีเงินเก็บพอหลังเกษียณรึป่าว
ณเดช:    ได้เลย พร้อมเสมอสำหรับญาญ่า จริงๆแล้วเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ทุกๆคนต้องคิดและเตรียมตัว ยิ่งคิดตั้งแต่อายุน้อยๆจะได้เปรียบ แต่เท่าที่เห็น คนส่วนใหญ่แทบจะไม่มีใครคิดถึงเรื่องพวกนี้เล้ยยย ญาญ่านี้ทั้งสวย ทั้งฉลาดมีการวางแผนการเงินอย่างนี้ มีข้าวไข่เจียวกิน ชาตินี้ไม่อดตายแน่นอน
ญาญ่า:  ชมแบบนี้ เขิลลลลเลย.......

ณเดช:    งั้น...มาลองมากันดูกันตามตาราง ตอนนี้สมมติญาญ่าอายุ 30 ปี จะเกษียณตอนอายุ 60 ปี ต้องมีเงินกี่บาทเพื่อข้าวไข่เจียว 3 มื้อต่อวัน ไปจนสิ้นอายุขัย

อายุขัย
65 ปี
70 ปี
75 ปี
80 ปี
85 ปี
90 ปี
เงินที่ต้องมีตอนอายุ 60 ปี (บาท)
290,685
627,668
1,018,323
1,471,200
1,996,209
2,604,838

ญาญ่า:  โอโฮ้! ถ้าญาญ่ามีชีวิตอยู่ถึง 80 ปี แค่จะกินข้าวไข่เจียว ต้องมีเงินเป็นล้านเลย ตายดีกว่า......

ณเดช:    ช้าก่อน.....อย่า เพิ่งรีบตาย.... ทุกอย่างมีทางออกเสมอ...... ตามตารางด้านบน สมมติคาดว่าจะมีอายุขัย 80 ปี ต้องมีเงินออม 1,471,200 บาท ดังนั้นเมื่อรู้แล้วก็ค่อยๆ เริ่มเก็บเงินวันละนิด คำนวนไว้ให้ดูตามตารางด้านล่างนี้แล้ว

     

- ถ้าเริ่มเก็บตั้งแต่วันนี้ (ตอนอายุ 30 ปี) ก็เก็บแค่วันละประมาณ 135 บาท
                ถ้าเริ่มเก็บตอนอายุ 30 ปี ก็ต้องเก็บวันละประมาณ 134 บาท
แต่ถ้าเริ่มเก็บตอนอายุ 40 ปี ก็ต้องเก็บวันละประมาณ 202 บาท
ญาญ่า:  ถ้าเริ่มเก็บตั้งแต่วันนี้ ก็พอเป็นไปได้ แต่มันก็เยอะอยู่ดี
ณเดช: ก็จริงอยู่ แต่จริงๆ มันก็มีวิธีให้เงินทำงานแทนเราโดยการลงทุนแบบต่างๆ จะได้มีเงินเพิ่มขึ้นโดยที่ไม่ต้องเหนื่อยมาก ว่างๆ ลองหาหนังสืออ่านดูซิ มีหนังสือแนะนำเยอะแยะ หรือจะลองเข้าไปหาความรู้ในอินเตอร์เน็ตก็ได้ เช่น http://www.tsi-thailand.org/  , http://www.start-to-invest.com/webedu/content.html?menu_id=179  ไว้แล้วถ้ามีเวลาว่างคอยมาคุยกันต่อ
ญาญ่า:  ได้เลย งั้นเราจะเริ่มเก็บเงินวันละ 134 บาท ใส่กระปุกตั้งแต่วันนี้ แล้วก็จะหาความรู้เพิ่มเติมเรื่องการลงทุนไปด้วย ชีวิตหลังเกษียณจะได้อยู่อย่างมีความสุข ไม่อดตายแน่นอน ขอบคุณมากนะคะ
ณเดช:    จ้าาา..........ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง....ผู้กำกับเรียกเข้าฉากแล้ว ไปกันเถอะ




พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ....เงินเฟ้อ กับ ข้าวไข่เจียว ตอน 1




เงินเฟ้อ กับ ข้าวไข่เจียว ตอน 1

โดยณัฏฐนี สถิตยาธิวัฒน์
ที่ปรึกษา โปรแกรมการพัฒนาเศรษฐกิจ ธุรกิจ และผู้ประกอบการ และ
ที่ปรึกษาโครงการผู้หญิงฉลาดออม ฉลาดใช้

เงินเฟ้อ กับ ข้าวไข่เจียว ตอน 1

เหตุเกิดระหว่างพักถ่ายกองเพื่อทานอาหารกลางวันของละครเรื่องหนึ่ง
ญาญ่า: ทุกวันนี้ราคาของมันเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ก่อนซื้อข้าวไข่เจียวจานละแค่ 10 บาท เดี๋ยวนี้ข้าวไข่เจียวแบบไม่ใส่อะไรเลยถูกสุดก็ขายจานละ 20 บาทแล้ว
ณเดช:  เฮ้อ! จริง ค่าของเงินของเราลดลงทุกวัน
ญาญ่า: อยากรู้จริงๆ ว่าอีก 20 - 30 ปีข้างหน้าตอนที่เราเกษียณ ข้าวไข่เจียวจะจานละเท่าไร????
ณเดช:  ถ้าอยากรู้จริงๆ เราจะคำนวนให้ดู ก่อนอื่นเราต้องประมาณอัตราเงินเฟ้อ
ญาญ่า: อะไร คือ อัตราเงินเฟ้อ
ณเดช:  เงินเฟ้อ (Inflation) คือ ภาวะที่ทำให้เงินของเราด้อยค่าลง เช่น เมื่อปีที่แล้วซื้อข้าวสารถุงนี้ในราคา 100 บาท ปีนี้มีเงิน 100 บาทซื้อข้าวสารถุงนี้ไม่ได้แล้ว เพราะราคาขึ้นไปเป็น 105 บาท ซึ่งเราอาจจะพูดได้ว่า ข้าวสารปีนี้ราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี่ที่แล้ว 5% หรือค่าของเงินของเราด้อยค่าไป 5% ซึ่งทำให้ซื้อข้าวสารได้น้อยลง เรื่องของเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่นอกเหนือการควบคุมของเรา บางช่วงก็ขึ้นไปเกือบ 10%  บางช่วงก็ติดลบ ลองดูอัตราเงินเฟ้อที่ผ่านมาในกราฟด้านล่างซิ


       Source:         http://www.tradingeconomics.com/thailand/inflation-cpi

ญาญ่า: งง!!! เส้นสีน้ำตาล คืออะไร...... แล้วเส้นสีเขียว คืออะไร
ณเดช: เส้นสีน้ำตาลแสดง อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core inflation) หรือ ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core Consumer Price Index) คือดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปที่หักรายการสินค้ากลุ่มอาหารสด(ซึ่งมีการเคลื่อนไหวขึ้นลงบ่อยและเป็นลักษณะตามฤดูกาล) และสินค้ากลุ่มพลังงานออก เหลือแต่รายการสินค้าที่ราคาเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด สินค้าที่ใช้คำนวณมีจำนวน 266 รายการ จากจำนวนรายการสินค้า 373 รายการของสินค้าในตะกร้าวดัชนีราคาผู้บริโภคทั้วไป อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดเป้าหมาย วิเคราะห์และติดตามนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งสำหรับปี 2555นี้ กำหนดกรอบการเคลื่อนไหวระหว่างร้อยละ 0.5 3.0 ต่อปี
         ส่วนเส้นสีเขียว แสดงอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline inflation) เป็นการ       คำนวนอัตราเงินเฟ้อโดยไม่หักกลุ่มอาหารสดและพลังงานออก ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น   อัตราเงินเฟ้อที่แท้จริง ในขณะที่ Core inflation คือ อัตราเงินเฟ้อที่รัฐบาลถือว่าสามารถควบคุมได้ เพราะตัดสินค้าที่ควบคุมไม่ได้ออกไปแล้ว

ญาญ่า: หมายความว่า ราคาข้าวไข่เจียวในอนาคต เราก็ต้องประมาณอัตราเงินเฟ้อทั่วไปใช่มั้ย?
ณเดช:  ถถถูก ถูก ถูก ต้องแล้วคร๊าบบบบ......!!!  วันนี้ข้าวไข่เจียวราคาจานละ 20 บาท ในอีก 30 ปีข้างหน้าจะราคากี่บาทก็ขึ้นกับค่าเงินเฟ้อทั่วไปนี่หล่ะ ให้ลองดูตามตารางที่คำนวนราคาข้าวไข่เจียว อัตราเงินเฟ้อต่างๆ ไว้ให้แล้ว

อัตราเงินเฟ้อ
1 ปี
3 ปี
5 ปี
10 ปี
20 ปี

30
ปี
3%
21 บาท
22 บาท
23 บาท
27 บาท
36 บาท
49 บาท
5%
21 บาท
23 บาท
26 บาท
33 บาท
53 บาท
86 บาท
7%
21 บาท
25 บาท
28 บาท
39 บาท
77 บาท
152 บาท
9%
22 บาท
26 บาท
31 บาท
47 บาท
112 บาท
265 บาท

ญาญ่า: โอโฮ้! แค่ข้าวไข่เจียวในอีก 30 ปีข้างหน้า สมมติประมาณอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ 3% ก็จานละ 49 บาทแล้ว  แล้วเราจะมีเงินพอหลังเกษียณสำหรับข้าวไข่เจียวมั้ยเนี้ยะ?
ณเดช:  เป็นคำถามที่ดีมาก ถ้าอยากรู้จริงๆ เราคิดไว้ให้แล้วไว้จะเอามาให้ดูวันหลังนะ ตอนนี้ผู้กำกับเรียกแล้ว ไปเข้าฉากกันก่อนเถอะ
ญาญ่า: เค เค ไว้ต่อพรุ่งนี้นะ อยากรู้อ่ะ ว่าเงินเก็บหลังเกษียณจะพอกินข้าวไข่เจียวอ่ะป่าว?

พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ.....CSR แบบ หญิง หญิง



CSR แบบ หญิง หญิง

โดยณัฏฐนี สถิตยาธิวัฒน์
ที่ปรึกษา โปรแกรมการพัฒนาเศรษฐกิจ ธุรกิจ และผู้ประกอบการ และ
ที่ปรึกษาโครงการผู้หญิงฉลาดออม ฉลาดใช้


CSR แบบ หญิง หญิง

คำพูดที่เกี่ยวกับผู้หญิง กับการเงิน “นักช๊อปไร้สติ” “เป็นโรคเสพติดการชอป   ปิงอย่างรุนแรง (Compulsive Shopping Disorder หรือ CSD) “ใช้อารมณ์ มากกว่าเหตุผล” “ซื้อของไร้สาระ ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน” “เห็นของถูกไม่ได้” “บริหารเงินไม่เป็น” “เห็นตัวเลข ก็งงหล่ะ “จะเอาเงินไปลงทุนอย่างไรก็ไม่รู้”    “ผู้หญิงหาเงินได้น้อย” “ทำตัว สวย ใส ไร้สมอง หาสามีรวยอย่างเดียวพอ” ล้วนเป็นคำกล่าวที่หล่อหลอมความคิดของสังคมให้เป็นไปในทางเดียวกันว่า         “ผู้หญิงอ่อนแอ และมีจุดอ่อนในการบริหารเงิน ดังนั้นการเงินเป็นเรื่องของผู้ชาย”   มันเป็นความเชื่อที่ถูกหรือ?

จากข้อมูลของชมรมปฏิรูปสิทธิลูกหนี้พบว่า “ปัจจุบันคนไทยเป็นหนี้ถึงร้อยละ 95 และ ในจำนวนนั้นร้อยละ 80 ผู้ที่ต้องแบกรับภาระหนี้เป็นผู้หญิง ทั้งที่เกิดจากการก่อหนี้ร่วมกันระหว่างสามี-ภรรยา และการก่อหนี้เฉพาะของสามีเพียงอย่างเดียว แต่ภรรยาจะต้องรับภาระทั้งหมด เพราะด้วยการที่ผู้หญิงมักจะมีความรับผิดชอบดูแลครอบครัวมากกว่าผู้ชาย ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นแม้จะเป็นการก่อหนี้ในครอบครัว แต่ผู้ชายมักจะให้ผู้หญิงเป็นคนจัดการ และในบางกรณีผู้หญิงที่ถูกสามีทิ้งต้องเผชิญปัญหาอยู่เพียงลำพัง”

ด้วยสภาพสังคมปัจจุบันที่ต้องยอมรับว่า ยังมีผู้หญิงบางกลุ่มที่ยังไม่ได้รับโอกาสทั้งทางการศึกษา เศรษฐกิจ และสังคมอย่างเพียงพอที่จะสามารถบริหารการเงินของตนเองและครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพได้ ทำให้เกิดปัญหาจากการตัดสินใจทางการเงินที่ผิดพลาด เกิดความไม่พอเพียง และเป็นหนี้เป็นสินทั้งในระบบและนอกระบบในที่สุด จนกลายเป็นสาเหตุปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมา ความเครียด ความรุนแรง ทำสิ่งผิดกฎหมาย คุณภาพชีวิต ปัญหาครอบครัว และสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำ

การแก้ปัญหาดังกล่าวนั้นคงจะต้องใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน หากแต่หนึ่งในวิธีการที่จะแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนได้นั่น ต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ นั่นก็คือ การให้ความรู้ และคำชี้แนะ เพื่อให้ผู้หญิงกลุ่มเสี่ยงสามารถบริหารการเงินส่วนบุคคลและครอบครัวให้ดีขึ้น ทั้งรู้เท่าทันพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเอง หลุมพรางทางการตลาดต่างๆ การบริหารความเสี่ยงเนื่องจากความไม่แน่นอนในชีวิต และรู้จักวิธีการเพิ่มพูนความมั่นคงทางการเงินซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเอง และครอบครัวได้

ซึ่งในปัจจุบันมีหลายภาคส่วนได้เล็งเห็นถึงปัญหา และพยายามเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา หนึ่งในนั้น คือ โครงการ ผู้หญิงฉลาดออม ฉลาดใช้” ที่มูลนิธิซิตี้ และธนาคารซิตี้แบงก์ ร่วมกับสถาบันคีนันแห่งเอเซีย ดำเนินโครงการมากว่า 3 ปี ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าให้ความรู้ที่ตนเองมีความเชี่ยวชาญ ซึ่งก็คือความรู้ทางด้านการบริหารการเงิน แก่ผู้หญิงที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อสังคมเปิดโอกาสให้ผู้หญิงมากขึ้น สังคมก็จะเห็นความสามารถของผู้หญิงมากขึ้นเรื่อยๆ และจากการสำรวจที่พบว่า ผู้หญิงเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ นอกจากนี้ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลการเงินในครอบครัวในทุกระดับชั้นของสังคมไทยนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิง  ซึ่งผู้หญิงก็คงจะเปรียบได้กับ CFO ของบริษัทครอบครัว จำกัด รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง หรือ ผู้ว่าการธนาคารแห่งครอบครัวนั่นเอง
ด้วยเหตุผลดังกล่าว โครงการ “ผู้หญิงฉลาดออม ฉลาดใช้” จึงขยายโอกาสในการเข้าถึงความรู้ทางการเงิน โดยดำเนินการให้การอบรมด้านการบริหารการเงินส่วนบุคคลแก่ผู้หญิงกลุ่มเสี่ยงกว่า 1,600 คน ผู้ผ่านการอบรม มีทั้งกลุ่มผู้หญิงที่ทำงานกลางคืนที่รายได้สูงแต่ไม่มั่นคง กลุ่มผู้หญิงในชุมชนแออัดที่มีรายได้น้อย กลุ่มผู้หญิงที่ยังไม่มีอาชีพหรือกำลังฝึกอาชีพ รวมถึงกลุ่มผู้หญิงในทัณฑสถานเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมความพร้อมในการกลับเข้ามาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างราบรื่น

การอบรมจะมุ่งเน้นการเสริมความรู้ไปในการทำกิจกรรม ผู้เข้าอบรมจะได้ความรู้ซึ่งสอดแทรกอยู่ในกิจกรรมต่างๆ ที่เข้าใจง่ายและนำไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน มีตัวอย่างที่เหมาะสมกับบริบทของผู้เข้าร่วมอบรม ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้าอบรมฉุกคิดถึงพฤติกรรมการใช้เงินในชีวิตประจำวันของตนเองที่ผ่านมาว่า มีผลต่อสถานะภาพการเงินของตนเองและครอบครัวอย่างไร และด้วยบทบาทของ CFO ของครอบครัว ควรจะมีวิธีการและเทคนิคบริหารจัดการอย่างไรเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว
ถึงแม้ว่าในสังคมไทย ยังคงมีทัศนคติว่าผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง และมอบตำแหน่ง CFO ของครอบครัวให้กับผู้ชาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้หญิงมีความเป็น CFO ในตัวโดยธรรมชาติ แต่จะเห็นว่าโดยทั่วไปผู้หญิงมักจะเป็นผู้เก็บรักษาเงินของครอบครัว และมักจะเป็นผู้รับผิดชอบปัญหาทางการเงินของครอบครัวอีกด้วย

ผู้หญิงเป็นเพศที่มีความละเอียด ผู้หญิงจึงมีศักยภาพที่จะเข้าใจเรื่องของการเงินและการบัญชีได้ดีกว่าผู้ชาย ดังนั้นหากผู้หญิงปรับทัศนคติว่าการบริหารเงินนั้นเป็นเรื่องของผู้หญิง ศึกษาเรื่องการเงินมากขึ้น และปรับพฤติกรรมให้มีวินัยทางการเงิน ก็จะสามารถวางแผนทางการเงินได้ดีขึ้น บริหารหนี้ได้ดีขึ้น สร้างผลตอบแทนของเงินออมให้มากขึ้นได้ เชื่อได้ว่าผู้หญิงทุกคนจะเป็น CFO ที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับความมั่งคั่งของครอบครัวอย่างแน่นอน
การปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคม การพัฒนาและเปิดโอกาสผู้หญิงซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ให้ใช้ศักยภาพของตนที่มีอยู่อย่างเต็มที่ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตระดับจุลภาค แต่ยังเป็นการพัฒนาของประเทศในระยาวอย่างยั่งยืนอีกด้วย

Wednesday, July 11, 2012

พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ.... เงินทิ้งเรา หรือเราทิ้งเงิน

พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ

เงินทิ้งเรา หรือ เราทิ้งเงิน

โดยณัฏฐนี สถิตยาธิวัฒน์
ที่ปรึกษา โปรแกรมการพัฒนาเศรษฐกิจ ธุรกิจ และผู้ประกอบการ และ
ที่ปรึกษาโครงการผู้หญิงฉลาดออม ฉลาดใช้


อีกกี่วันเงินเดือนจะออกน้าาา.........  เป็นคำถามที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน จนเป็นเรื่องน่าเบื่อ ชีวิตอันแสนสดใสของเราเริ่มจะเหี่ยวแห้งไปตามวันที่ใกล้จะสิ้นเดือนทุกขณะจิต ความตั้งใจเดิมๆ เริ่มผุดขึ้นมาในหัว “เดือนหน้าเอาใหม่!!! จะต้องไม่เป็นเหมือนเดือนนี้อีกแล้ว จะต้องประหยัดตั้งแต่ต้นเดือน แต่ตอนนี้จะต้องหาเงินมาใช้จากไหนดี ทำไมเงินมาด่วนจากเราไปตั้งแต่ยังไม่สิ้นเดือน?  เศร้า! เรายังวนอยู่ในวงจรอุบาทว์เหมือนเดือนที่แล้ว”

ท่านคงจะคิดว่า มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ จะฝ่าวงจรนี้ออกมาให้ได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จนเกือบจะเป็นไม่ได้ ถ้ามิเช่นนั้นเราคงฝ่าออกมาได้นานแล้ว ตั้งใจจะเปลี่ยนตัวเองทุกต้นเดือนหน้า แต่ก็เหลวเป่วทุกที

ถ้าเป็นเช่นนั้น เราลองมาดูว่า คนที่อยู่ในวงจรนี้ หรือที่เรียกว่านักบริหารการเงินระดับรั่ว มีชีวิต อาการ ความรู้สึกนึกคิด และพฤติกรรม ในแต่ละเดือน อย่างไรบ้าง

องก์ 1    รับเงินเดือนอย่างภาคภูมิ: ยิ้มด้วยความภาคภูมิ และอิ่มเอมใจที่หาเงินมาได้จากหยาดเหงื่อ แรงกาย แรงใจ และมุ่งมั่นว่าเราต้องประหยัดตั้งแต่เดือนนี้ เราจะใช้จ่ายเฉพาะที่จำเป็น มีเงินในกระเป๋าอุ่นใจกว่า ท่องไว้ต้องเริ่มประหยัดตั้งแต่ตอนนี้ โดยทานอาหารกลางวันคุณภาพในราคา 30 บาท ที่ตลาดนัดข้างบริษัทดีกว่า

องก์ 2    โดนตลาดนัดดูดเข้าไป ก็ของมันโดนมาก: เดินเล่นในตลาดนัดให้ข้าวเรียงเม็ดซะหน่อย ดูอย่างเดียว ไม่ซื้อเด็ดขาด......ถึงจะมีชุดทำงานเป็น 10 ชุดแล้ว แต่ชุดร้านนี้คุณภาพดีจริงๆ ใส่แล้วคงจะดูดีมีชาติตระกูล ราคาสมเหตุสมผล คนขายก็พูดจาดี้ดี ชุดทำงานก็เป็นของจำเป็น ราคาแค่ชุดละ 500 เอง ถ้าซื้อในห้างราคาเป็นหลายพันบาท คุ้มจะตาย ซื้อไปฝากแฟนด้วยดีกว่า เราช่างเป็นแฟนที่ดีจริงๆ  (→ ทิ้งเงิน 1,000 บาท เพราะชุดทำงานที่มีอยู่ก็เกินพออยู่แล้ว) ขนมก็น่าทาน ซื้อไปกินเสาร์-อาทิตย์นี้ดีกว่า (→ ทิ้งเงิน 100 เพราะซื้อเยอะเกินไป ทานไม่หมด เหลือทิ้ง)

องก์ 3    สูดแอร์ในร้านสะดวกซื้อ: อากาศมันร้อนเหลือเกิน เข้าไปสูดแอร์ในร้านสะดวกซื้อซะหน่อย จะได้จ่ายบิลค่าโทรศัพท์ด้วย แต่ตอนเดินออกมาได้ไส้กรอก + น้ำอัดลม + แลกซื้อของราคาพิเศษ ติดไม้ติดมือออกมาด้วยทุกครั้ง สบายใจได้ซื้อของถูก (→ ทิ้งเงิน 100 บาท เพราะโดนคำโฆษณาครอบงำ)

องก์ 4    Work Hard; Play Hard: ทำงานหนักมาทั้งเดือนแล้ว แบบนี้ต้องกินดื่มฉลอง วันนี้จะฉลองเนื่องในวันอะไรดีนะ...วันฝนตก วันรถติด วันอกหัก วันเงินเดือนออก สมหวังในรัก วันเกิด ว่าแต่วันเกิดใครหล่ะ เอาเป็นว่า ฉลองวันครบรอบไม่ได้เจอเพื่อนกลุ่มนี้มา 1 อาทิตย์หล่ะกัน จะได้มีรูปอัพเดตความเคลื่นไหวในร้านเก๋ๆ ชิวๆ บน Social Media ดัวย …. ดังนั้น อย่างช้า จัดเต็มไปเลยเพื่อน! ด้วยคติว่า ประหยัดอะไรก็ได้ยกเว้นเรื่องกิน เพราะมันจะเกินไป (→ ทิ้งเงินอย่างน้อย 500 บาท เพราะถ้ากินแต่พอดีก็แค่ 50 บาท แล้วยังเสียสุขภาพอีกด้วย)

องก์ 5    รูดปลื๊ดอย่างชาญฉลาด: เราต้องรูดอย่างชาญฉลาด เงินสดหมด ไม่ใช่ปัญหามีบัตรรูดปลืดตั้งหลายใบ รูดไปก่อนมันจำเป็นต้องกินต้องใช้ ได้เก็บสะสมแต้มด้วย เดี๋ยวเงินเดือนก็ออกแล้ว เราช่างฉลาดจริงๆ ได้เงินมาหมุนฟรีๆ แบบนี้ต้องกด like (→ อย่าพลาดก็แล้วกัน มิฉะนั้นหาเงินไม่ทันจ่ายดอกเบี้ยแน่)

องก์ 6    บัตรกดเงินสดช่วยชีวิต: เงินได้จากไปแล้ว! แต่วันนี้ถึงครบกำหนดจ่ายยอดบัตรเครดิตแล้ว ค่าผ่อนบ้านก็ยังไม่ได้จ่าย ไหนจะค่าผ่อนรถอีก โชคดีจริงๆ ที่ทำบัตรกดเงินสดพกติดตัวไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน  กดเงินออกมาหมุนแป๊บเดียว เงินเดือนก็จะเคลียร์ให้หมด เสียดอกไม่เท่าไรหรอก ยังดีกว่าเสียประวัติ ไว้เดือนหน้าค่อยเริ่มใหม่ จะใช้จ่ายอย่างมีสติ....คราวนี้เอาจริง.... (→ ทิ้งเงินครั้งใหญ่ เพราะ เสีย 2 เด้ง 1 ต้องเสียดอกเบี้ย 20% ทั้งๆที่ไม่ควรจะต้องเสีย 2 เสียโอกาสในการลงทุนเพื่อเพิ่มความมั่งคง และนี่เป็นสาเหตุที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็นเศรษฐีอันดับโลก ไม่ซื้อรถแพงๆ)

องก์ 7    วันที่ยิ้มออกชั่วคราว: วันนี้ที่รอคอย....เงินเดือนออกแล้วจ้าาา....รับเงินด้วยความภาคภูมิใจเอาไปจ่ายหนี้บ้างส่วน หรือขั้นต่ำเพราะถ้าจ่ายหมดก็ไม่มีเหลือใช้ในชีวิตประจำวัน แล้วกลับไปที่จุดเริ่มต้นใหม่ องก์ 1 .... (→ ทิ้งเงินครั้งใหญ่ เพราะ ต้องเสียดอกเบี้ยในส่วนที่ค้างจ่าย)

หากท่านมีความรู้สึกว่าชีวิตของท่านคล้ายๆ กับองก์ใดองก์หนึ่งที่กล่าวมาในข้างต้น นั้นหมายความว่า ท่านได้ทิ้งเงินไปแล้วจำนวนหนึ่งไม่มากก็น้อย ส่วนท่านที่ไม่ได้มีชีวิตตามองก์ต่างๆ ข้างต้น ลองดูซิว่าท่านมีอาการของนักวางแผนการเงินระดับเทพหรือไม่

1. ยิ่งจดยิ่งรวย: กลับบ้านต้องจดบัญชี หรือนึกทบทวนดูว่า เราจ่ายเงินค่าอะไรไปบ้าง แล้วมีค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็นเท่าไรเพื่อตั้งเป้าหมายลดค่าใช้จ่าย หรือความสิ้นเปลืองเหล่านั้นในวันถัดไป มิฉะนั้นจะนอนไม่หลับ

2. เงิน จงทำงานหนักแทนเรา: เงินเดือนเข้าบัญชีปุ๊บ ตอนรีบถอนเงินไปไว้ในที่ปลอดภัยทันที มิฉะนั้นจะรู้สึกกระสับกระส่าย เหมือนจะไม่สบาย โดยที่ที่ปลอดภัย หมายถึง

                - ที่ที่เราไม่สามารถนำเงินออกมาใช้ได้ง่ายๆ

                - ที่ที่เงินสามารถทำงานได้ดีที่สุด ก็คือ การหาที่ลงทุนที่ได้ผลตอบแทน หรือดอกเบี้ยสูงสุด บนความเสี่ยงที่เรารับได้ เราจะได้มีเงินเยอะขึ้น โดยไม่ต้องทำอะไร ให้ดอกเบี้ยทำงานแทนเรา

3. หมั่นเล่นเกมส์:  กติกาง่ายๆ คือ

                - ถ้าใช้เงินเกินกว่างบประมาณค่าใช้จ่ายที่ตั้งไว้ในแต่ละวัน หรือแต่ละเดือน ถือว่าแพ้

                - ต้องทำลายสถิติให้เงินออม หรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ในเวลาอันรวดเร็วที่สุด โดยมีการตั้งเป้าหมายเป็นระยะๆ ประกอบด้วย ระยะสั้น (ไม่เกิน 3 ปี) ระยะกลาง (3 – 7 ปี) ระยะยาว (มากกว่า 7 ปี)

4. เป้าหมายสูงสุดในชีวิต: เกษียณแบบมีค่า คือ สามารถดูแลตนเองได้สบายๆ ไม่ต้องพึ่งพาใคร และเป็นที่พึ่งให้ลูกหลานได้

5. สิ่งที่ขาดไม่ได้: ถึงแม้เงินจะไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต แต่ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้


6. คติประจำตัว:  ถ้าเรารักเงิน ไม่ทิ้งเงิน เงินก็จะรักเรา อยู่กับเราให้เรารู้สึกสุขใจไปตลอดกาล

7. สิ่งที่รับไม่ได้:   การยอมเป็นหนี้ เพื่อหน้าตา หรือความสุขสบายชั่วคราว เพราะความลำบากที่ตามมาภายหลังมันใหญ่หลวงกว่าที่คิดเสมอ

ทุกคนสามารถเป็นนักบริหารเงินส่วนตัวระดับเทพได้ทั้งนั้น มันไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่ ตั้งเป้าหมาย ตั้งใจ และมีวินัย  มันอยู่ที่ว่าท่านอยากจะเป็นจริงๆ หรือเปล่า

หากท่านสนใจเรื่องราวอื่นๆ เรื่องเงินๆ ทอง หรือต้องการติดต่อผู้เขียนคอลัมน์ Nuttanee@kiasia.org